I once asked other alumni how they felt when they took their last flight and saw themselves leaving from thier so called 'host country', the place they spent their life for over 18 months.
They said... 'it is a mix of feelings you can't really explain'... glad and sad, joys and tears....
That moment has finally come to me. The moment I started to get a few emails about departure and repatriation prep, I realized my US clock is really ticking, counting down, and to be going back to the place where I used to be......
It is ending..... My last two months right here in Atlanta, in USA, the place where I ever dreamed of... The place where I fulfilled my dream, and the place where I never belong to....
Tuesday, February 12, 2013
Tuesday, February 5, 2013
Counting down 1
เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ยิ่่งช่วงนี้หน้า year end ของชาวออดิทอย่างเรา ไม่ว่าประเทศไหนก็งานหนักทั้งนั้น แต่จะว่าไป year end นี้ก็เป็น YE แรกที่อเมริกาที่ทำงานขนาดนี้ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง แต่มันก็ยังไม่ได้สุดๆขนาดอยากปาคอมแล้วขุดดินหนีขนาดนั้นหรอก
ที่คิดว่าทำให้เสร็จสมบูรณ์ไปก็เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก็จะถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่นี้แล้ว คิดๆดูแล้วเวลาผ่านไปเร็วจัง เรารู้สึกว่าก็อยู่มานานแล่ะ แต่นานเกือบสองปีนี่มันก็นานเหมือนกันนะ
จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นจังหวะที่มาค่อนข้างดี เค้าบอกกันว่าการที่จะมาอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่งให้รู้ซึ้งควรจะต้องอยู่อย่างต่ำสามถึงสี่ปีเพื่อที่จะได้เห็นมุมมองต่างๆ ของคนในประเทศที่เราอยู่ต่อเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ภายในโลก ว่าคนที่มีคิดและมีปฎิกิริยาโต้ตอบยังไงบ้าง
เราเองคิดว่าโชคทีที่มาในช่วงปีที่สี่ของเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น
มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้รู้ว่าคนในเมืองที่เราอยู่ เค้ามีความเห็นด้านการเมืองเป็นยังไงบ้าง บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นยังไงบ้าง
มีโอลิมปิค ซึ่งจัดทุกสี่ปี เราก็มาได้ทันโอลิมปิคคราวนี้ ก็ได้เห็นว่าเพื่อนๆรอบตัวก็เป็นแฟนโอลิมปิคตัวจริงไม่น้อยทีเดียว (โดยเฉพาะยิมนาสติก ว่ายน้ำ แล้วก็วิ่ง ของฮิตที่นี่เลย)
มีพายุใหญ่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ Catherine ถล่มนิวยอร์คนี่ก็โดนจริงๆมากับตัว คือ Blackout ไปคืนกว่าๆ จุดเทียน ของในตู้เย็นละลายกันไป
ครั้งที่สองที่น้ำท่วมหนักๆ ไม่ได้เจออะไรเพราะ ไปเที่ยว Seattle อยู่ใน National Park ไม่รู้เรื่องอะไร
แต่ก็ได้เห็นข่าว จากมุมมองของคนที่นี่
มีการยิงที่รรประถม ที่เป็น Talk of The Town
ถ้าไม่มีมาช่วงปี 2011-2013 นี่ก็อาจจะพลาดไปหลายอย่าง อย่างน้อยความมันส์เวลาที่มี presidential debate แล้วคนมา debate กันต่อที่ทำงานนี่ หืมมม แซ่บบบบ
นอกจากเรื่องการที่ได้เห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่เหมือนว่าจะสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามาทำงานที่นี่ก็คือการได้ท่องเที่ยวและไปที่ต่างๆเนี่ยแหละ อยู่มาจะสองปีแล้วก็มาในจุดทีว่าเมืองใหญ่ๆ ที่คนต่างชาติฮิตๆ กันก็ไปมาหมดแล้วแหละ หลังๆ ก็เริ่มไปเมืองเล็กๆ ดูชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านนอกๆ ของอเมริกาบ้างก็บันเทิงไปอีกแบบ ลองนึกๆดู เราก็เที่ยวเก่งพอตัวนะเนี่ย (ส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการไปทำงาน)
เดือนสิงหาคม ไป training 3 อาทิตย์ที่ Montvale, New Jersey ก็เลยเป็นผลพลอยได้ได้ไปดู Broadway เรื่อง Memphis ในนิวยอร์ค
ต้นเดือนกันยา ช่วง Labor's Day ก็ Road Trip ไป Boston, Massachusetts เที่ยวเมืองบอสตัน แล้วก็พวก Harvard MIT
กลางเดือนกันยาเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เร่ิมจากจ๊อบแรกไปทำงานที่ Columbus, Georgia
เดือนตุลาคมหน้าฮาโลวีน ก็ไปออกจ๊อบสองไปทำงานที่ Decatur, Alabama แล้วก็แวะเที่ยว Pumpkin Patch + Cotton Farm ดู Space museum ที่ Huntsville, Alabama
แวะ Birmingham day trip ดูหน้าตาเมืองหลวงของ Alabama
เดือนพฤศจิกายน Thanksgiving ไปเยี่ยมเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ Hawaii ก็ได้เที่ยว Honolulu แล้วก็ได้ไป Muai Road to Hana ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะยอดฮิตของฮาวาย
ปลายพฤศจิ จนถึงธันวา ก็ไปทำงานที่ Warren & Youngstown Ohio ได้ขับรถลุยหิมะเอง ได้จ๊อบธนาคารเป็นครั้งแรก แล้วก็ไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. เป็นครั้งแรกที่ได้ไป D.C. ไป Spy Museum อนุเสาวรีย์สงครามโลก เวียดนาม และ tourist spots
มีช่วงระหว่างอาทิตย์ที่จ๊อบย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ Pittsburgh, Pennsylvania ก็เลยมีโอกาสได้ไปทัวร์ชมเมืองบ้าง
ช่วงกลางเดือนธันวาก็บินไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. อีก แล้วก็ขับรถไป Philadelphia, PA หาเพื่อนอีกคน ก็ทัวร์เมือง ตามจุดท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับ Liberty Bell บ้างไรบ้าง
ปลายเดือนธันวาไป Orlando เที่ยว Disney World, Universal Studio, Sea World จนฉ่ำปอด
กลับมาก็ไปเก็บ Atlanta tourist spots ได้แก่ CocaCola, CNN
เดือนมกรากลับไปทำงานที่ Ohio อาทิตย์นึง แล้วก็มาต่อ year end ที่ Alabama ที่เดิม
เดือนกุมภา บินไป Richmond, VA เพื่อทำจ๊อบ Broker สามอาทิตย์ ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่ D.C. อีกครั้ง (ไปบ่อยมว๊าก) แล้วก็ได้เจอเพื่อนคนจีนที่ทำงานที่ Richmond ทำงานท่ามกลางหิมะ และพักรรหรู :)
เดือนมีนา กลับมาอยู่ใน Atlanta เป็นครั้งแรก (แล้วก็อยู่ยาววววววววววว) ไปออกจ๊อบชานเมือง ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากมายนัก
เดือนเมษา ชีวิตก็เร่ิมเศร้าเพราะไม่ได้เที่ยวมาเกือบสองเดือน
เดือนพค จึงออกแรดแบบจัดเต็มอีกครั้ง เริ่มทริปทีแอตแลนต้า มีเพื่อนจากนิวยอร์ค กับบัดดี้จาก D.C.มาแจม Road trip ขับจากแอตแลนต้าไป Savannah, Georgia เมืองตากอากาศฝั่ง East Coast แล้วก็ขับต่อไป Charleston, South Carolina ทริปนี้ผ่านถึงหกรัฐด้วยกันได้แก่ Georgia, South Carolina, Alabama, Mississippi, Florida, Louisiana จาก Charleston ก็ขับกลับมาพักที่แอตแลนต้า แล้วก็ขับรถลงใต้ไปเที่ยว Destin, Florida แล้วก็ขับลากยาวไปที่ New Orleans ทำ Volunteer Rebuilding Project อยู่สี่วัน แล้วก็ขับกลับจาก New Orleans คนเดียวเกือบ 800 ไมล์ (เกือบสิบชม)
เดือนมิถุนา ไป national training ที่ Chicago, Illinois อยู่เทรนห้าวันหกคืน แล้วก็เข้าไปเที่ยวในเมืองชิคาโก้อยู่หลายวัน ไปกิน Fried pizza Duo ชื่อดัง ขึ้นไปชมวิวบนยอดตึก กินอาหารสุดหรู ใช้ชีวิตสบาย ต่อจากนั้นก็บินไป Seattle ตามรอย Grey's Anatomy ไปเยี่ยม Starbucks สาขาแรก ไป Mount Rainier National Park
เดือนกค ไปหาเพื่อนที่ Houston, Texas เจอเพื่อนคนญี่ปุ่น คนจีน และเพื่อนสิงคโปร์ที่ขับมาจาก Baton Rouge รียูเนี่ยนเล็กๆ คุยกันถึงตีสาม แล้วก็ได้ไปดู Car Parade ที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของ houston ด้วย
เดือนสิงหา ไมได้ไปไหน เพราะเตรียมตัวกลับเมืองไทย
เดือนกันยา Home leave ประมาณสิบวัน ไปภูเก็ตประมาณสี่วัน ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่
กลับมากลางเดือนกันยา ก็บินไปเจอเพื่อนที่ Houston แล้วขับรถไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge Louisiana เลยได้กลับไปที่ New Orleans อีกครั้ง ชอบ Cajun Food ของนิวออร์ลีนส์ แล้วก็ไปทัวร์ดูจระเข้ด้วย
เดือนตุลาเหมือนว่าสลดไม่ได้ไปไหน (จำไม่ค่อยได้แล้ว)
เดือนพย ไปนับสต๊อกที่ Montgomery Alabama สองวันเลยได้เที่ยวบ้างไรบ้าง
เดือนเดียวกันช่วง Thanksgiving ก็ไปหาเพื่อนที่นิวยอร์คอยู่ไปประมาณห้าวันได้ ได้เจอเพื่อนสมัยมหาลัยด้วย ไปนั่ง Ferry ดูRockfeller ตามประสา นิวยอร์คเริ่มไม่ใหม่ แต่ดีที่ไปช่วง Thanksgiving เลยออกช้อปทุกวัน
ต้นเดือนธันวา ก็บินไป D.C. (อีกแล้ววว) คราวนี้ไปแบบแปลกหน่อย คือขับรถไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Amish ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดเทคโนโลยี ไม่มีมือถือ ไม่ใช้รถ บ้านไม่มีไฟฟ้า (ในอเมริกาก็มีด้วย)
แล้วก็ขับรถไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งคลอดลูกสาวที่ Philadelphia เลยได้กลับไปแตะๆอีกครั้ง
เดือนธันวาก่อนคริสต์มาสได้ไปทำงานที่ Miami, Florida พักโอเรียลเต็ลด้วยยย ^^ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำจ๊อบ IRM (ITaudit) ก็เป็นปสกแปลกๆดี
ช่วงคริสต์มาส ก็บินไป Fort Lauderdale แล้วก็ขับรถไป Key West จุดใต้สุดของอเมริกา
แล้วก็บินไป Puerto Rico ที่เป็น US Territories ได้ reunion เจอเพื่อนที่นั่นรวมทั้งหมด 17 คน (กรุ๊ปใหญ่มากกกก) ไป Bacardi museum, El yungue National Rain Forest, Ponce ชิมกาแฟเปอร์โตริโก้
กลับมาเดือนมคหลังปีใหม่ ได้ไปทำงานที่ Burlington, Vermont ท่ามกลางหิมะสูงเป็นฟุต อากาศติดลบ
หลังกลับเดือนมค ชีวิตดูจะเศร้าสร้อย เพราะทำงานนอกเมืองแต่ว่าไม่ค้างคืน เลยต้องไปกลับวันละ 90 ไมล์ ช่วงเดือนนี้เลยแอบหมดแรง
เหลือเดือนกพ กับมีนา ถ้าดูตามแพลนแล้วก็คงจะไม่ได้ไปไหนไกลแล้ว ทำงานในเมืองเนี่ยแหละ แล้วก็คงเริ่มแพคของแล้ว
ไว้วันหลังจะมาเขียนเก็บความทรงจำเพิ่มอีก :)
ที่คิดว่าทำให้เสร็จสมบูรณ์ไปก็เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก็จะถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่นี้แล้ว คิดๆดูแล้วเวลาผ่านไปเร็วจัง เรารู้สึกว่าก็อยู่มานานแล่ะ แต่นานเกือบสองปีนี่มันก็นานเหมือนกันนะ
จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นจังหวะที่มาค่อนข้างดี เค้าบอกกันว่าการที่จะมาอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่งให้รู้ซึ้งควรจะต้องอยู่อย่างต่ำสามถึงสี่ปีเพื่อที่จะได้เห็นมุมมองต่างๆ ของคนในประเทศที่เราอยู่ต่อเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ภายในโลก ว่าคนที่มีคิดและมีปฎิกิริยาโต้ตอบยังไงบ้าง
เราเองคิดว่าโชคทีที่มาในช่วงปีที่สี่ของเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น
มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้รู้ว่าคนในเมืองที่เราอยู่ เค้ามีความเห็นด้านการเมืองเป็นยังไงบ้าง บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นยังไงบ้าง
มีโอลิมปิค ซึ่งจัดทุกสี่ปี เราก็มาได้ทันโอลิมปิคคราวนี้ ก็ได้เห็นว่าเพื่อนๆรอบตัวก็เป็นแฟนโอลิมปิคตัวจริงไม่น้อยทีเดียว (โดยเฉพาะยิมนาสติก ว่ายน้ำ แล้วก็วิ่ง ของฮิตที่นี่เลย)
มีพายุใหญ่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ Catherine ถล่มนิวยอร์คนี่ก็โดนจริงๆมากับตัว คือ Blackout ไปคืนกว่าๆ จุดเทียน ของในตู้เย็นละลายกันไป
ครั้งที่สองที่น้ำท่วมหนักๆ ไม่ได้เจออะไรเพราะ ไปเที่ยว Seattle อยู่ใน National Park ไม่รู้เรื่องอะไร
แต่ก็ได้เห็นข่าว จากมุมมองของคนที่นี่
มีการยิงที่รรประถม ที่เป็น Talk of The Town
ถ้าไม่มีมาช่วงปี 2011-2013 นี่ก็อาจจะพลาดไปหลายอย่าง อย่างน้อยความมันส์เวลาที่มี presidential debate แล้วคนมา debate กันต่อที่ทำงานนี่ หืมมม แซ่บบบบ
นอกจากเรื่องการที่ได้เห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่เหมือนว่าจะสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามาทำงานที่นี่ก็คือการได้ท่องเที่ยวและไปที่ต่างๆเนี่ยแหละ อยู่มาจะสองปีแล้วก็มาในจุดทีว่าเมืองใหญ่ๆ ที่คนต่างชาติฮิตๆ กันก็ไปมาหมดแล้วแหละ หลังๆ ก็เริ่มไปเมืองเล็กๆ ดูชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านนอกๆ ของอเมริกาบ้างก็บันเทิงไปอีกแบบ ลองนึกๆดู เราก็เที่ยวเก่งพอตัวนะเนี่ย (ส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการไปทำงาน)
เดือนสิงหาคม ไป training 3 อาทิตย์ที่ Montvale, New Jersey ก็เลยเป็นผลพลอยได้ได้ไปดู Broadway เรื่อง Memphis ในนิวยอร์ค
ต้นเดือนกันยา ช่วง Labor's Day ก็ Road Trip ไป Boston, Massachusetts เที่ยวเมืองบอสตัน แล้วก็พวก Harvard MIT
กลางเดือนกันยาเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เร่ิมจากจ๊อบแรกไปทำงานที่ Columbus, Georgia
เดือนตุลาคมหน้าฮาโลวีน ก็ไปออกจ๊อบสองไปทำงานที่ Decatur, Alabama แล้วก็แวะเที่ยว Pumpkin Patch + Cotton Farm ดู Space museum ที่ Huntsville, Alabama
แวะ Birmingham day trip ดูหน้าตาเมืองหลวงของ Alabama
เดือนพฤศจิกายน Thanksgiving ไปเยี่ยมเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ Hawaii ก็ได้เที่ยว Honolulu แล้วก็ได้ไป Muai Road to Hana ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะยอดฮิตของฮาวาย
ปลายพฤศจิ จนถึงธันวา ก็ไปทำงานที่ Warren & Youngstown Ohio ได้ขับรถลุยหิมะเอง ได้จ๊อบธนาคารเป็นครั้งแรก แล้วก็ไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. เป็นครั้งแรกที่ได้ไป D.C. ไป Spy Museum อนุเสาวรีย์สงครามโลก เวียดนาม และ tourist spots
มีช่วงระหว่างอาทิตย์ที่จ๊อบย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ Pittsburgh, Pennsylvania ก็เลยมีโอกาสได้ไปทัวร์ชมเมืองบ้าง
ช่วงกลางเดือนธันวาก็บินไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. อีก แล้วก็ขับรถไป Philadelphia, PA หาเพื่อนอีกคน ก็ทัวร์เมือง ตามจุดท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับ Liberty Bell บ้างไรบ้าง
ปลายเดือนธันวาไป Orlando เที่ยว Disney World, Universal Studio, Sea World จนฉ่ำปอด
กลับมาก็ไปเก็บ Atlanta tourist spots ได้แก่ CocaCola, CNN
เดือนมกรากลับไปทำงานที่ Ohio อาทิตย์นึง แล้วก็มาต่อ year end ที่ Alabama ที่เดิม
เดือนกุมภา บินไป Richmond, VA เพื่อทำจ๊อบ Broker สามอาทิตย์ ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่ D.C. อีกครั้ง (ไปบ่อยมว๊าก) แล้วก็ได้เจอเพื่อนคนจีนที่ทำงานที่ Richmond ทำงานท่ามกลางหิมะ และพักรรหรู :)
เดือนมีนา กลับมาอยู่ใน Atlanta เป็นครั้งแรก (แล้วก็อยู่ยาววววววววววว) ไปออกจ๊อบชานเมือง ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากมายนัก
เดือนเมษา ชีวิตก็เร่ิมเศร้าเพราะไม่ได้เที่ยวมาเกือบสองเดือน
เดือนพค จึงออกแรดแบบจัดเต็มอีกครั้ง เริ่มทริปทีแอตแลนต้า มีเพื่อนจากนิวยอร์ค กับบัดดี้จาก D.C.มาแจม Road trip ขับจากแอตแลนต้าไป Savannah, Georgia เมืองตากอากาศฝั่ง East Coast แล้วก็ขับต่อไป Charleston, South Carolina ทริปนี้ผ่านถึงหกรัฐด้วยกันได้แก่ Georgia, South Carolina, Alabama, Mississippi, Florida, Louisiana จาก Charleston ก็ขับกลับมาพักที่แอตแลนต้า แล้วก็ขับรถลงใต้ไปเที่ยว Destin, Florida แล้วก็ขับลากยาวไปที่ New Orleans ทำ Volunteer Rebuilding Project อยู่สี่วัน แล้วก็ขับกลับจาก New Orleans คนเดียวเกือบ 800 ไมล์ (เกือบสิบชม)
เดือนมิถุนา ไป national training ที่ Chicago, Illinois อยู่เทรนห้าวันหกคืน แล้วก็เข้าไปเที่ยวในเมืองชิคาโก้อยู่หลายวัน ไปกิน Fried pizza Duo ชื่อดัง ขึ้นไปชมวิวบนยอดตึก กินอาหารสุดหรู ใช้ชีวิตสบาย ต่อจากนั้นก็บินไป Seattle ตามรอย Grey's Anatomy ไปเยี่ยม Starbucks สาขาแรก ไป Mount Rainier National Park
เดือนกค ไปหาเพื่อนที่ Houston, Texas เจอเพื่อนคนญี่ปุ่น คนจีน และเพื่อนสิงคโปร์ที่ขับมาจาก Baton Rouge รียูเนี่ยนเล็กๆ คุยกันถึงตีสาม แล้วก็ได้ไปดู Car Parade ที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของ houston ด้วย
เดือนสิงหา ไมได้ไปไหน เพราะเตรียมตัวกลับเมืองไทย
เดือนกันยา Home leave ประมาณสิบวัน ไปภูเก็ตประมาณสี่วัน ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่
กลับมากลางเดือนกันยา ก็บินไปเจอเพื่อนที่ Houston แล้วขับรถไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge Louisiana เลยได้กลับไปที่ New Orleans อีกครั้ง ชอบ Cajun Food ของนิวออร์ลีนส์ แล้วก็ไปทัวร์ดูจระเข้ด้วย
เดือนตุลาเหมือนว่าสลดไม่ได้ไปไหน (จำไม่ค่อยได้แล้ว)
เดือนพย ไปนับสต๊อกที่ Montgomery Alabama สองวันเลยได้เที่ยวบ้างไรบ้าง
เดือนเดียวกันช่วง Thanksgiving ก็ไปหาเพื่อนที่นิวยอร์คอยู่ไปประมาณห้าวันได้ ได้เจอเพื่อนสมัยมหาลัยด้วย ไปนั่ง Ferry ดูRockfeller ตามประสา นิวยอร์คเริ่มไม่ใหม่ แต่ดีที่ไปช่วง Thanksgiving เลยออกช้อปทุกวัน
ต้นเดือนธันวา ก็บินไป D.C. (อีกแล้ววว) คราวนี้ไปแบบแปลกหน่อย คือขับรถไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Amish ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดเทคโนโลยี ไม่มีมือถือ ไม่ใช้รถ บ้านไม่มีไฟฟ้า (ในอเมริกาก็มีด้วย)
แล้วก็ขับรถไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งคลอดลูกสาวที่ Philadelphia เลยได้กลับไปแตะๆอีกครั้ง
เดือนธันวาก่อนคริสต์มาสได้ไปทำงานที่ Miami, Florida พักโอเรียลเต็ลด้วยยย ^^ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำจ๊อบ IRM (ITaudit) ก็เป็นปสกแปลกๆดี
ช่วงคริสต์มาส ก็บินไป Fort Lauderdale แล้วก็ขับรถไป Key West จุดใต้สุดของอเมริกา
แล้วก็บินไป Puerto Rico ที่เป็น US Territories ได้ reunion เจอเพื่อนที่นั่นรวมทั้งหมด 17 คน (กรุ๊ปใหญ่มากกกก) ไป Bacardi museum, El yungue National Rain Forest, Ponce ชิมกาแฟเปอร์โตริโก้
กลับมาเดือนมคหลังปีใหม่ ได้ไปทำงานที่ Burlington, Vermont ท่ามกลางหิมะสูงเป็นฟุต อากาศติดลบ
หลังกลับเดือนมค ชีวิตดูจะเศร้าสร้อย เพราะทำงานนอกเมืองแต่ว่าไม่ค้างคืน เลยต้องไปกลับวันละ 90 ไมล์ ช่วงเดือนนี้เลยแอบหมดแรง
เหลือเดือนกพ กับมีนา ถ้าดูตามแพลนแล้วก็คงจะไม่ได้ไปไหนไกลแล้ว ทำงานในเมืองเนี่ยแหละ แล้วก็คงเริ่มแพคของแล้ว
ไว้วันหลังจะมาเขียนเก็บความทรงจำเพิ่มอีก :)
Friday, December 14, 2012
You rock it! Miami
อาทิตย์หน้าโดน book ไปจ๊อบคนเดียวอีกแว้วววว
ดีใจที่เป็น Advisory Project ซึ่งเป็นงานที่เราทำซะส่วนใหญ่ตั้งแต่มาเหยียบอเมริกา
นับๆดูทำงานออดิทไม่ถึงห้าจ๊อบด้วยซ้ำ ที่เหลือเป็นโปรเจคแบบ random (ภาษาไทยเรียกไก่กา) เพิ่มภูมิต้านทานภาษาอังกฤษให้กับกะเหรี่ยงอย่างเราได้เป็นอย่างดี
โปรเจคหน้าค่อนข้างเจ๋ง และ out of comfort zone ทีเดียว เพราะต้องไปในฐานะ IT Audit!!
ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะไปตรวจสอบนั้นเกี่ยวกับบัญชีอยู่บ้าง แต่โดยเนื้อหาแล้วก็ต้องไปตรวจพวก coding, configuration อะไรประมาณนั้นด้วย
ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่เคยทำ แต่ก็อยู่บนความคาดหวังที่จะต้องทำให้ได้
สิงที่ได้มาโดยการแลกกับความตื่นเต้นครั้งนี้คือจะได้บินไปทำงานที่ Miami เมืองสวาทหาดสวรรค์ของชาวฟลอริด้านั่นเอง
จะได้พักโรงแรมติดหาดที่ Mandarin Oriental ด้วยยย วี๊วววว
ส่วนออฟฟิศลูกค้าจริงๆ แล้วอยู่ที่ Fort Lauderdale ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศเหมือนกัน อยู่ประมาณสามสิบนาทีจากไมอามี (คนเลยรู้จักไมอามีมากกว่า) ก็จะได้พักโรงแรมติดหาดเหมือนกัน
คิดถึงเรื่องเที่ยวแล้วก็ล่องลอยไปหน้าหาดแล้วตอนนี้
แต่คิดถึงเรื่องงานก็สลดเล็กน้อย ที่ต้องไปทำงานคนเดียว วันนี้ก็ส่ง meeting request ไปให้ลูกค้า (ซึ่งไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ) แล้วสิริรวม 7 คน คนละหนึ่งชั่วโมง โดยต้องคุยให้ครบภายใน 3 วัน -_-"
จะมีเวลาไปชิลริมหาดมั้ยเนี่ยยย แต่แค่ได้นอนโรงแรมเก๋ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ได้ลองงานใหม่ก็น่าจะทำให้หายเบื่อแล้วล่ะ
ดีใจที่เป็น Advisory Project ซึ่งเป็นงานที่เราทำซะส่วนใหญ่ตั้งแต่มาเหยียบอเมริกา
นับๆดูทำงานออดิทไม่ถึงห้าจ๊อบด้วยซ้ำ ที่เหลือเป็นโปรเจคแบบ random (ภาษาไทยเรียกไก่กา) เพิ่มภูมิต้านทานภาษาอังกฤษให้กับกะเหรี่ยงอย่างเราได้เป็นอย่างดี
โปรเจคหน้าค่อนข้างเจ๋ง และ out of comfort zone ทีเดียว เพราะต้องไปในฐานะ IT Audit!!
ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะไปตรวจสอบนั้นเกี่ยวกับบัญชีอยู่บ้าง แต่โดยเนื้อหาแล้วก็ต้องไปตรวจพวก coding, configuration อะไรประมาณนั้นด้วย
ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่เคยทำ แต่ก็อยู่บนความคาดหวังที่จะต้องทำให้ได้
สิงที่ได้มาโดยการแลกกับความตื่นเต้นครั้งนี้คือจะได้บินไปทำงานที่ Miami เมืองสวาทหาดสวรรค์ของชาวฟลอริด้านั่นเอง
จะได้พักโรงแรมติดหาดที่ Mandarin Oriental ด้วยยย วี๊วววว
ส่วนออฟฟิศลูกค้าจริงๆ แล้วอยู่ที่ Fort Lauderdale ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศเหมือนกัน อยู่ประมาณสามสิบนาทีจากไมอามี (คนเลยรู้จักไมอามีมากกว่า) ก็จะได้พักโรงแรมติดหาดเหมือนกัน
คิดถึงเรื่องเที่ยวแล้วก็ล่องลอยไปหน้าหาดแล้วตอนนี้
แต่คิดถึงเรื่องงานก็สลดเล็กน้อย ที่ต้องไปทำงานคนเดียว วันนี้ก็ส่ง meeting request ไปให้ลูกค้า (ซึ่งไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ) แล้วสิริรวม 7 คน คนละหนึ่งชั่วโมง โดยต้องคุยให้ครบภายใน 3 วัน -_-"
จะมีเวลาไปชิลริมหาดมั้ยเนี่ยยย แต่แค่ได้นอนโรงแรมเก๋ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ได้ลองงานใหม่ก็น่าจะทำให้หายเบื่อแล้วล่ะ
Thursday, December 6, 2012
เมื่อคอนโดใหม่มีเรื่องโดนงัด (อีกแล้ว)
เค้ากะเวลาว่าน่าจะเข้ากลางวันแน่นอน เพราะเจ้าของห้องไม่อยู่ช่วง 8.30-5.30 วิธีที่มันทำคือมันเอาตาแมวออกเพื่อมองว่าไม่มีคนอยู่ในห้อง ??!! เนื้อความใน email จากออฟฟิศก็แนวว่าให้ระวังคนเข้าคนออก อย่าเปิดประตูให้ใครเข้าสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเห็นใครทำตัวแปลกๆ หรือดูเหมือนพยามแอบเข้า ดูไม่น่าไว้ใจให้แจ้งตำรวจ หรือ Front Desk
ความเดิมที่เรามีประวัติแนวนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะระแวงขึ้นมานิดส์นึง ภาพเก่าก็ Flashback ขึ้นมา
(แต่ก็นั่นแหละ ยังกินได้นอนหลับ เหมือนไม่มีอะไร)
ติดตามอ่านเรื่องที่เคยเกิดขึ้นได้ที่ เหตุการณ์โดนโจรปล้น บุกประชิดตัว
ทีนี้ก็เลยได้ทีลองกลับไปเช็คพวก crime map อีกครั้ง
(เพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าแต่ละเขต หรือแต่ละรัฐก็จะมีคนละเวบกัน ไม่ได้แชร์กัน)
เวบนี้เป็นเวบของ county หรือเขตของเรา คือ SportCrime สำหรับเวลามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้น คุณตำรวจก็จะมีพวกเลขคดี ที่เกิดเหตุ และลักษณะอาชญากรรมแบบย่อๆ ตามแผนที่ เพื่อให้เราเข้าไปเช็คได้ ว่าถิ่นที่อยู่ที่เราอยู่นั่นมีอาชญากรรมอะไรบ้างมั้ย
ที่เห็นขึ้นมาคือถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของเรา ไม่มากไม่น้อย 51 คดีภายในหกเดือน (ถึงแม้จะเป็นถิ่นที่ค่อนข้างสมฐานะราชนิกูลแล้วก็ตาม 555) แต่เท่าที่ดูก็เป็นคดีลักทรัพย์ ย่องเบาซะส่วนใหญ่
มาดุ Downtown ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งธุรกิจกันบ้าง ในช่วงเวลาเดียวกันมีเกิดคดีทั้งหมด 97 คดี
(แต่พื้นที่ downtown เล็กกว่ามาก) เค้านึงว่ากันว่า downtown Atlanta ค่อนข้างอันตราย
อ้อ ไอ้รูปคนเดินๆ เนี่ยหมายถึง Theft หรือ การลักทรัพย์ขโมยแบบไม่มีคนเห็น หรือเจ้าของไม่ได้อยู่ตรงนั้น ส่วนรูปตัวดำๆถือถุง คือ Robbery หรือ การปล้นหรือขู่กรรโชกเพื่อเอาของไปในขณะที่เจ้าของอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ทำร้ายร่างกาย ส่วนรูปกำปั้นคือเจ้าของโดนเลยแหละ
กลับไปย้อนดูถิ่นที่เราเคยอยู่ อยู่มาจะปีนึงก็ได้ยินข่าวว่าโดนย่องเบาบ้าง ไม่ได้ใส่ใจอะไรจนมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ตอนเกืดเรื่องกับเราเมื่อเดือนกันยายน เราเช็คแผนที่จากเวบเดียวกันนี้กลับไปหกเดือน ก็ไม่ได้มีหนาตาน่ากลัวอะไร (แต่ไม่ได้คลีนเหมือนที่อยู่ปัจจุบัน)
แต่ตอนนี้สิ.... พรวดเป็นดอกเห็ด มันดูจะน่ากลัวเกินไปมั้ยนะ กับช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา
เห็นจาก map แบบนี้คงไม่กล้าอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันเงียบสงบ ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ไม่ได้แบบเดินไปแล้วต้องพกปืนอะไรแบบนั้นนะ -_-" ส่วนใหญ่ก็คือเรื่องย่องเบาเนี่ยแหละ ดูได้จากสัญลักษณ์ที่เป็นที่ปิดหน้าโจร ส่วนรูปรถคือกรณีถูกงัดรถ แงะรถ รูปมือที่ทำกำปั้นคือ Battery Charge หมายถึงโดนทำร้ายร่างกาย ประชิดตัว ทำนองนั้น
ช่างเป็นเมืองที่น่ากลัวเหลือเกิน T_T แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะ Atlanta เป็น 1 ใน top5 ที่ถูกจัดให้เป็น Dangerous City ที่สุดมาหลายปีติดแล้ว
เราว่าที่ area เดิมที่เราอยู่มีสถิติที่สูงกว่า เพราะ
1) เป็น ถิ่นสำหรับ apartment ให้เช่า คือทั้งถนนเนี่ย เป็น Apartment complex ทั้งหมด แล้วก็คั่นด้วย supermarket/ ร้านอาหารบ้างเท่านั้น แล้วพวกนี้คือไม่มีการขายขาด เจ้าของ apartment มีรายได้จากการปล่อยเช่าเท่านั้น ในขณะที่สัญญาก็จะมีอายุสั้นมากคือภายใน 1 -3 ปี คนเลยย้ายเข้าย้ายออกตลอด
2) ราคาไม่แพงมาก เพราะไม่ได้อยู่ส่วนที่เป็น metro งั้นก็คงปฎิเสธไม่ได้ ว่า ของแพง ย่อมมี "แนวโน้ม" ที่จะดีกว่า การจ่ายค่าเช่า หรือค่าบ้านที่แพงกว่า อาจเป็นแนวโน้มของความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า (แต่ไม่เสมอไป)
3) ผู้อยู่อาศัย สิ่งที่เราเห็นต่างกันเลยคือ ทีเดิมของเรามีคนเม็กซิกันเยอะมาก ไม่ได้ดูถูกหรือ Racist อะไรแต่อย่างใด เพียงแต่โดยรวมประชากรชั้นแรงงานใน Atlanta คือคนเม็กซิกัน หมายถึง ทำร้านอาหาร ทำงานเป็น maid ใช้แรงงาน ค่าจ้างรายวันอะไรประมาณนี้นะ (โดยส่วนใหญ่)
คอนโดใหม่ของเราเลยแทบไม่เคยเห็นคนเม็กซิกันเลย
แต่ถามว่าคนดำน่ากลัวไหม? แล้วเรากลัวไหม? เพราะคนที่เคยเข้ามาปล้นเราเป็นคนดำ
คอนโดใหม่เราก็มีคนดำ เราว่ามันกลายเป็น blend ที่เลี่ยงไม่ได้ในสังคมอเมริกัน ถึงแม้สัดส่วนคนขาวที่คอนโดใหม่จะเยอะกว่ามากๆ แล้วก็ดูมีคนแต่งตัวดีๆ เป็น yuppies (อารมณ์ white collar) อยู่มาก ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเค้ารายได้ดี ไม่มีหนี้ ประวัติใสสะอาดนินา
มันแสดงให้เห็นว่า area ที่เคยโอเค กลับน่ากลัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คนที่เคยอยู่กันสบายๆ กลับมีโจรมาเยือนเยอะขึ้น ? คนจน คนตกงานมีมากขึ้น?
จริงๆแล้วอย่างคอนโดที่เรามาอยู่ใหม่ก็จัดว่าเป็น luxurious condo ได้ในระดับนึงเลยล่ะ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของซื้อขาด ระบบ Security ก็มี key card, ที่จอดรถใต้ตึกก็ต้องมีรีโมท และมีลูกกรงกั้น
ส่วนคนแปลกน้าถ้าไม่มีคีย์การ์ดก็จะเข้าฟิตเนส เข้าไปสระว่ายน้ำ เข้าโซนห้องอยู่อาศัยไม่ได้ มี Front Desk เฝ้าที่ลอบบี้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ดูเหมือนทุกอย่างน่าจะดี แล้วจากคุณลุงเจ้าของห้องที่ให้เราเช่าห้อง (ซึ่งเป็นคนไทย) เค้าก็บอกว่าซื้อคอนโดมาสองสามปี ไม่เคยได้ยินข่าวอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย
เราก็นะ พาความโชคร้ายมาให้คอนโดนี้ป่าวว๊าาา
Tuesday, November 27, 2012
Approaching the last periods
ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนที่มาเริ่มงานที่อเมริกาพร้อมกันก็เริ่มนับ count down กันแล้ว ถึงแม้จะมีเพื่อนบางส่วนที่ตัดสินใจ extend ต่อไปอีกถึงปี 2014 แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ขออยู่ต่อ (ด้วยเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัว 555)
น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะออฟฟิศ Atlanta เป็นหนึ่งในออฟฟิศที่อยากให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างเราอยู่ต่อ ตอนแรกๆ Resource Planning Team เค้าก็ถามเหมือนกันว่าอยากต่ออีกซัก YE มั้ย เพราะก็ดีสำหรับเค้าที่ไม่ต้องหาเด็กใหม่มาทำจ๊อบ แต่เราว่ากลับบ้านดีกว่า เที่ยวก็ค่อนข้างพอแล้ว เงินก็เก็บได้พอควรแล้ว ช๊อปจนหมดมุก (หมดเงินมากกว่า) แล้ว ก็น่าจะ fulfill ความฝัน สนอง need ได้ในระดับหนึ่งกับเวลาเกือบสองปีที่นี่
เพื่อนสนิทของเราเป็นคนสิงคโปร์ จริงๆอยู่ออฟฟิศบ้านนอก แต่สุดท้ายก็คุยจนได้ย้ายไปอยู่ NYC แล้ว และที่สำคัญได้อยู่กับแฟนด้วย >_< แต่เราไม่มี mode แบบย้ายไปอยู่กับใครนิหน่า อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบต่อไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนที่ hang out ด้วยก็ทยอยกลับบ้านคงไม่สนุกเท่าไหร่
Thanksgiving ที่ผ่านมาไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ค สภาพชีวิตชาวเมืองช่างแตกต่างกับเรายิ่งนัก ทำงานกันจนดึกดื่น (หรือเราเองที่ไม่เครียด) ไม่ค่อยมีใครได้ไปทำอะไรตอน weekend เท่าไหร่ เพราะต้องทำงานที่ค้าง แล้วการใช้ชีวิตก็แพงแสนแพง ไม่มีรถขับ ที่พักเล็กๆ ทุกคนแออัดเบียดเสียด
โอ้ยยย ไปมาห้าวันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเมืองเหลือเกิน (อีบ้านนอกอย่างเรา 555) ลืมไปว่ากลับไปเมืองไทยก็ต้องไปเบียดกับผู้คนบน BTS ต้องแย่งขึ้นรถเมล์ ขับรถก็ต้องแย่งถนน แย่งพื้นที่หายใจ แย่งร้านกินข้าว เราอยู่สบายๆมาจะสองปีเนี่ย มัน spoil ชีวิตเรามากๆเลยนะเนี่ย
ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบ Atlanta เท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไร (และไม่มีใคร) อยู่ที่นี่นัก แต่พอไปเมืองที่วุ่นวายกลับมา Atlanta ก็เริ่มเห็นข้อดีของเมืองนี้ไม่น้อยแฮะ ก็เมืองที่เราอยู่
น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะออฟฟิศ Atlanta เป็นหนึ่งในออฟฟิศที่อยากให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างเราอยู่ต่อ ตอนแรกๆ Resource Planning Team เค้าก็ถามเหมือนกันว่าอยากต่ออีกซัก YE มั้ย เพราะก็ดีสำหรับเค้าที่ไม่ต้องหาเด็กใหม่มาทำจ๊อบ แต่เราว่ากลับบ้านดีกว่า เที่ยวก็ค่อนข้างพอแล้ว เงินก็เก็บได้พอควรแล้ว ช๊อปจนหมดมุก (หมดเงินมากกว่า) แล้ว ก็น่าจะ fulfill ความฝัน สนอง need ได้ในระดับหนึ่งกับเวลาเกือบสองปีที่นี่
เพื่อนสนิทของเราเป็นคนสิงคโปร์ จริงๆอยู่ออฟฟิศบ้านนอก แต่สุดท้ายก็คุยจนได้ย้ายไปอยู่ NYC แล้ว และที่สำคัญได้อยู่กับแฟนด้วย >_< แต่เราไม่มี mode แบบย้ายไปอยู่กับใครนิหน่า อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบต่อไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนที่ hang out ด้วยก็ทยอยกลับบ้านคงไม่สนุกเท่าไหร่
Thanksgiving ที่ผ่านมาไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ค สภาพชีวิตชาวเมืองช่างแตกต่างกับเรายิ่งนัก ทำงานกันจนดึกดื่น (หรือเราเองที่ไม่เครียด) ไม่ค่อยมีใครได้ไปทำอะไรตอน weekend เท่าไหร่ เพราะต้องทำงานที่ค้าง แล้วการใช้ชีวิตก็แพงแสนแพง ไม่มีรถขับ ที่พักเล็กๆ ทุกคนแออัดเบียดเสียด
โอ้ยยย ไปมาห้าวันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเมืองเหลือเกิน (อีบ้านนอกอย่างเรา 555) ลืมไปว่ากลับไปเมืองไทยก็ต้องไปเบียดกับผู้คนบน BTS ต้องแย่งขึ้นรถเมล์ ขับรถก็ต้องแย่งถนน แย่งพื้นที่หายใจ แย่งร้านกินข้าว เราอยู่สบายๆมาจะสองปีเนี่ย มัน spoil ชีวิตเรามากๆเลยนะเนี่ย
ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบ Atlanta เท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไร (และไม่มีใคร) อยู่ที่นี่นัก แต่พอไปเมืองที่วุ่นวายกลับมา Atlanta ก็เริ่มเห็นข้อดีของเมืองนี้ไม่น้อยแฮะ ก็เมืองที่เราอยู่
- ไม่มี hurricane Sandy ที่ต้องตัดไฟ ทำงานไม่ได้เป็นอาทิตย์
- ไม่มีหิมะ ลูกเห็บ ให้รู็สึกหนาวจับใจ โดยเฉพาะเวลาต้องเดินกลับบ้านจาก subway
- มีรถให้ขับร้านค้าห่างกันแค่คืบ ก็ขับรถ ไม่เดินเสียล่ะ (ขี้เกียจ)
- ไม่ต้องแบกคอมขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย อยู่ Atlanta แบกคอมจากรถขึ้นไปออฟฟิศเท่านั้นเอง
- มี Chick-Fil-a ให้กิน กลับไปเมืองไทยคงคิดถึง milkshake น่าดู
- มี Grocery stores/ Walmart เต็มไปหมด เมืองใหญ่ๆ ของก็แพง มีให้เลือกน้อย แถมเวลาซื้ออะไรต้องหิ้วแล้วเดินกลับบ้านเองอีก (มาแนวขึ้เกียจอีกแระ)
- ชีวิตไม่เร่งรีบ เข้างาน 8.30-9am ลูกค้าเลิกงานกันไม่เกิน 5.30pm ทำงานไม่ดึกถึงขั้นตีๆ หรือโต้รุ่ง
- มีรถไฟฟ้า และรถเมล์ใช้ แต่ก็ไม่สับสนเยอะเกินเหมือน โตเกียว หรือนิวยอร์ค (ซับซ้อนน้อยกว่า BTS อีกแน่ะ)
จริงๆลิสต์มาดูเหมือนจะหาข้อดีอะไรอื่นนอกจากความสะดวกสบายไม่ได้เลย
ดูเหมือนจะติดสบายจริงๆแล้วสินะ เรา! -_-"
Wednesday, November 14, 2012
Penpal
เพื่อนทางจดหมาย...
เมื่อปีที่แล้วไปทำจ๊อบที่ Ohio เป็นจ๊อบชั่วคราวที่ไม่ใช่ของออฟฟิศเรา ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ manager เด็กๆ จากหลายๆออฟฟิศที่ทุกคนต่างก็รู้ว่านี่เป็นวาระ "ขาจร" เท่านั้น จนถึงตอนนี้ก็เวียนมาบรรจบครบหนึ่งปีพอดี (เร็วมากกก) คนที่เคยทำจ๊อบนั้นกว่าครึ่งลาออกไปทำอย่างอื่นกันหมดแล้ว เช่น Senior Manager ที่เคยทำงานด้วยทั้งหมด 4 คน ตอนนี้เหลืออยู่คนเดียว Senior ที่ทำงานด้วยประมาณ 6 คน ตอนนี้ก็เหลือคนเดียว ไม่นับรวมถึงเด็กๆ ระดับปีหนึ่งปีสองต่างก็กระจัดกระจายกันไปตามวาระและโชคชะตา
วันนี้อยากจะเขียนถึงเพื่อนคนนึงที่มิตรภาพของเราสองคนตลกดี เหมือนในการ์ตูน หรือนิยายเลย
เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายชาวฝรั่งมาจากออฟฟิศอลาสก้า แว๊บแรกที่ได้ยินว่าเค้ามาจากออฟฟิศไหน ทุกคนก็ต่างอยากเข้าไปคุยกับเค้าว่า เฮ้ย เห็นหมีขาวทุกวันมั้ย หนาวมากมั้ย นู่นนั่นนี่ แต่เค้าเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งเอาซะเลย แทบไม่เคยเห็นเค้าเริ่มการสนทนาคุยกับใครก่อนยกเว้นเรื่องกีฬาตามประสาของคนที่นี่ เราทำงานด้วยกัน นั่งข้างๆกันเรียกว่าเก้าอี้ถัดกันเลยทีเดียวอยู่ด้วยกันเกือบสามเดือนแต่คุยกันน้อยมากกกก ไม่นับรวมถึงเรื่อง hangout นอกเวลางานว่าไม่เคย นอกจากมี team dinner
ความเห็นของเรา เค้าเหมือนเจ้าชายเย็นชาในการ์ตูนเลย ที่แบบไม่ค่อยพูดกับใคร เย็นชา ดูมีความลับอะไรทำนองนั้น เพียงแต่เค้าไม่ได้หล่ออะไร 555 แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้องด้วย (นี่ไม่ใช่เรื่อง The Letter) ทำงานด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จับประเด็นแค่ว่า เค้าเลือกไปอยู่อลาสก้าเอง เพราะอยากอยู่เงียบๆคนเดียว (ว่าแล้วไง เป็นพวกแอนตี้สังคมปะนั่น) แล้วเสาร์อาทิตย์งานอดิเรกของฮีก็คือไปคาสิโนเล่นได้บ้างเสียบ้าง ไปท่องเที่ยว (คนเดียว) คนในจ๊อบเค้าเลือกพักโรงแรม A กัน ฮีก็จะพักแต่โรงแรม B ไม่สนใจใคร ตอนกลางวันเค้าออกไปกินข้าวกัน ฮีก็ประหยัดตัง กินแซนด์วิชกับ turkey ham จันทร์ถึงศุกร์ เหมือนเดิมทุกวัน -_-"
พอจบจ๊อบก็คิดว่าเราคงจบและจากกันไป คงไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว เพื่อนบางคนที่สนิทกันที่จ๊อบก็จะ add Facebook กัน ถึงจะอยู่คนละออฟฟิศและไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว แต่ก็ยังพอเผือกผ่าน FB ได้
แต่น่าแปลกที่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่เราสองคนเริ่มเขียน email หากัน (โดยใช้เมลบริษัท -_-") เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาทั่วไป เช่น ตอนนี้ทำจ๊อบไหน ไปเที่ยวไหนบ้าง วันหยุดจะไปไหน ใครอยากจะเล่าอะไรก็เล่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเมลสั้นๆ สองถึงสามบรรทัด หรือ 1-2 paragraph ตามโอกาส
เรื่องที่แปลกกว่านั้นคือ เราไม่ได้เมลหากันบ่อย ทั้งๆที่ต่างคนก็ต่างมี office communicator (คือโปรแกรมแชทในออฟฟิศ) ซึ่งทั้งเราและเค้าก็เป็นพวกที่ออนไลน์กันตลอด แต่ไม่มีใครคิด add ใคร
ไม่เคยขอ Facebook ไม่เคยแชทผ่าน iphone (ถึงทั้งเราและเค้าจะมี iphone และส่งข้อความกันฟรี)
ไม่เคยโทรคุยกัน ไม่เคยขอเมลส่วนตัว
และที่แปลกที่สุดคือ เวลาที่เราทั้งสองคนเจอเรื่องร้ายๆ จะเป็นช่วงที่เราหรือเค้าส่งเมลหากันพอดี ทั้งๆ ที่เมลหากันแค่เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้งเท่านั้น (และไม่ได้คุยแบบสนิทกันเสียเลย)
ครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้าช๊อกมาก ที่วิ่งอยู่ที่ฟิตเนสโรงแรม แล้วคนข้างๆ ล้มลงหัวใจวายตาย O_O
อีกครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้ามัวแต่ยุ่งๆ ไปงานศพพ่อ!! เฮ่ยยย
ส่วนเรา หลังจากที่เกิดเรื่องโดนโจรบุก หลักจากนั้นไม่กี่่วันเค้าก็เมลมาถามว่า เป็นไงบ้าง ไม่ได้เมลหานาน เลยอยากจะลองถามดูว่าทุกอย่างโอเคมั้ย
มันเหมือนมี sense of friendship หรืออะไรแปลกๆ ซักอย่าง ที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนเป็นมุมเล็กๆ เป็นคนๆนึง ที่เราไม่ได้อยากรู้จักเค้าไปมากกว่านี้ ไม่ได้อยากสนิทมากกว่านี้ แต่ก็ยินดีที่จะแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้างตามประสา เราว่ามันเป็นภาพหนึ่งของความทรงจำที่น่ารัก แล้วก็สวยงามดี
ใครเคยมีอะไรแบบนี้บ้างไหม?
มันไม่ใช่ความรัก หรือความโรแมนติก หรือมิตรภาพที่หยั่งลึกอะไร แต่มันเหมือนเป็นคนไกลๆ ที่อาจจะมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน
ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตนี้ แต่ก็ดีใจที่เราได้เป็น "เพื่อนทางจดหมาย" กันนะ!
Thank you!
เมื่อปีที่แล้วไปทำจ๊อบที่ Ohio เป็นจ๊อบชั่วคราวที่ไม่ใช่ของออฟฟิศเรา ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ manager เด็กๆ จากหลายๆออฟฟิศที่ทุกคนต่างก็รู้ว่านี่เป็นวาระ "ขาจร" เท่านั้น จนถึงตอนนี้ก็เวียนมาบรรจบครบหนึ่งปีพอดี (เร็วมากกก) คนที่เคยทำจ๊อบนั้นกว่าครึ่งลาออกไปทำอย่างอื่นกันหมดแล้ว เช่น Senior Manager ที่เคยทำงานด้วยทั้งหมด 4 คน ตอนนี้เหลืออยู่คนเดียว Senior ที่ทำงานด้วยประมาณ 6 คน ตอนนี้ก็เหลือคนเดียว ไม่นับรวมถึงเด็กๆ ระดับปีหนึ่งปีสองต่างก็กระจัดกระจายกันไปตามวาระและโชคชะตา
วันนี้อยากจะเขียนถึงเพื่อนคนนึงที่มิตรภาพของเราสองคนตลกดี เหมือนในการ์ตูน หรือนิยายเลย
เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายชาวฝรั่งมาจากออฟฟิศอลาสก้า แว๊บแรกที่ได้ยินว่าเค้ามาจากออฟฟิศไหน ทุกคนก็ต่างอยากเข้าไปคุยกับเค้าว่า เฮ้ย เห็นหมีขาวทุกวันมั้ย หนาวมากมั้ย นู่นนั่นนี่ แต่เค้าเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งเอาซะเลย แทบไม่เคยเห็นเค้าเริ่มการสนทนาคุยกับใครก่อนยกเว้นเรื่องกีฬาตามประสาของคนที่นี่ เราทำงานด้วยกัน นั่งข้างๆกันเรียกว่าเก้าอี้ถัดกันเลยทีเดียวอยู่ด้วยกันเกือบสามเดือนแต่คุยกันน้อยมากกกก ไม่นับรวมถึงเรื่อง hangout นอกเวลางานว่าไม่เคย นอกจากมี team dinner
ความเห็นของเรา เค้าเหมือนเจ้าชายเย็นชาในการ์ตูนเลย ที่แบบไม่ค่อยพูดกับใคร เย็นชา ดูมีความลับอะไรทำนองนั้น เพียงแต่เค้าไม่ได้หล่ออะไร 555 แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้องด้วย (นี่ไม่ใช่เรื่อง The Letter) ทำงานด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จับประเด็นแค่ว่า เค้าเลือกไปอยู่อลาสก้าเอง เพราะอยากอยู่เงียบๆคนเดียว (ว่าแล้วไง เป็นพวกแอนตี้สังคมปะนั่น) แล้วเสาร์อาทิตย์งานอดิเรกของฮีก็คือไปคาสิโนเล่นได้บ้างเสียบ้าง ไปท่องเที่ยว (คนเดียว) คนในจ๊อบเค้าเลือกพักโรงแรม A กัน ฮีก็จะพักแต่โรงแรม B ไม่สนใจใคร ตอนกลางวันเค้าออกไปกินข้าวกัน ฮีก็ประหยัดตัง กินแซนด์วิชกับ turkey ham จันทร์ถึงศุกร์ เหมือนเดิมทุกวัน -_-"
พอจบจ๊อบก็คิดว่าเราคงจบและจากกันไป คงไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว เพื่อนบางคนที่สนิทกันที่จ๊อบก็จะ add Facebook กัน ถึงจะอยู่คนละออฟฟิศและไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว แต่ก็ยังพอเผือกผ่าน FB ได้
แต่น่าแปลกที่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่เราสองคนเริ่มเขียน email หากัน (โดยใช้เมลบริษัท -_-") เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาทั่วไป เช่น ตอนนี้ทำจ๊อบไหน ไปเที่ยวไหนบ้าง วันหยุดจะไปไหน ใครอยากจะเล่าอะไรก็เล่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเมลสั้นๆ สองถึงสามบรรทัด หรือ 1-2 paragraph ตามโอกาส
เรื่องที่แปลกกว่านั้นคือ เราไม่ได้เมลหากันบ่อย ทั้งๆที่ต่างคนก็ต่างมี office communicator (คือโปรแกรมแชทในออฟฟิศ) ซึ่งทั้งเราและเค้าก็เป็นพวกที่ออนไลน์กันตลอด แต่ไม่มีใครคิด add ใคร
ไม่เคยขอ Facebook ไม่เคยแชทผ่าน iphone (ถึงทั้งเราและเค้าจะมี iphone และส่งข้อความกันฟรี)
ไม่เคยโทรคุยกัน ไม่เคยขอเมลส่วนตัว
และที่แปลกที่สุดคือ เวลาที่เราทั้งสองคนเจอเรื่องร้ายๆ จะเป็นช่วงที่เราหรือเค้าส่งเมลหากันพอดี ทั้งๆ ที่เมลหากันแค่เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้งเท่านั้น (และไม่ได้คุยแบบสนิทกันเสียเลย)
ครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้าช๊อกมาก ที่วิ่งอยู่ที่ฟิตเนสโรงแรม แล้วคนข้างๆ ล้มลงหัวใจวายตาย O_O
อีกครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้ามัวแต่ยุ่งๆ ไปงานศพพ่อ!! เฮ่ยยย
ส่วนเรา หลังจากที่เกิดเรื่องโดนโจรบุก หลักจากนั้นไม่กี่่วันเค้าก็เมลมาถามว่า เป็นไงบ้าง ไม่ได้เมลหานาน เลยอยากจะลองถามดูว่าทุกอย่างโอเคมั้ย
มันเหมือนมี sense of friendship หรืออะไรแปลกๆ ซักอย่าง ที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนเป็นมุมเล็กๆ เป็นคนๆนึง ที่เราไม่ได้อยากรู้จักเค้าไปมากกว่านี้ ไม่ได้อยากสนิทมากกว่านี้ แต่ก็ยินดีที่จะแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้างตามประสา เราว่ามันเป็นภาพหนึ่งของความทรงจำที่น่ารัก แล้วก็สวยงามดี
ใครเคยมีอะไรแบบนี้บ้างไหม?
มันไม่ใช่ความรัก หรือความโรแมนติก หรือมิตรภาพที่หยั่งลึกอะไร แต่มันเหมือนเป็นคนไกลๆ ที่อาจจะมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน
ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตนี้ แต่ก็ดีใจที่เราได้เป็น "เพื่อนทางจดหมาย" กันนะ!
Thank you!
Wednesday, November 7, 2012
Are you Democrat or Republican?
เข้าหัวเรื่องการเมืองเสียหน่อย ช่วงนี้กำลังฮอต
จริงๆ เราจัดเป็นประเภทด้อยประสบการณ์ อ่อนความรู้ด้านการเมืองมากกกกก
ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ขนาดบ้านเมืองตัวเองยังไม่ค่อยจะรู้อะไรเท่าไหร่เล้ยย ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้ซึมซับเข้าสมองแม้แต่น้อย ไอ้เรื่องชื่อ รมต ใครคุมกระทรวงไหนอะไรยังไง แบบที่ปะป๊าเราจำได้ซะแม่นยำไม่ว่ากี่สมัยต่อกี่สมัย ส่วนตัวเรานั้น อย่ามาถาม ไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ
การเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เปลี่ยนบ่อยจนขี้เกียจติดตาม ติดตามแล้วก็ไม่รู้สึกว่าได้อะไรขึ้นมา
พอมาอยู่อเมริกา ก็จะเหลือเรอะะะ ที่เค้าฮิตๆ กันช่วงนี้จริงๆก็เกือบไม่ตามกระแสแล้ว แต่เรื่องน่าโมโหมันคือ ช่วงนี้เริ่มติด Series ตั้งแต่มีทีวีดู ก็จะดู ABC เป็นประจำ
อังคารที่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาดู Private Practice เต็มที่ เปิดมาา ผ่างงงงง กลายเป็น Vice Presidential Debate ซะงั้น พอเปิดทีวีแล้วก็ขี้เกียจปิด เลยดูว่าเค้าคุยอะไรกัน ปรากฎว่าฟังไปซักพักก็น่าสนุกดี เค้าก็ Debate กันมันส์มากก เหมือนโต้วาทีสมัยเรียนเลยแฮะ ^^"
พอดูจบก็เลยหาข้อมูลจาก Wikipedia เล็กน้อยเพื่อ wrap-up ว่าประเด็นมีอะไรบ้าง แล้วก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมา ว่า ถ้าเราเป็นคนอเมริกัน มีสิทธิ์โหวตเนี่ย เราจะเป็น Democrat หรือ Republican กันน๊า??
ก่อนอื่นมาดูคนอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐที่เราอยู่ ว่าเค้านิยมฝั่งไหนกันบ้าง
อย่างรัฐ Georgia ของเรา ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็น สีแดง Republican แน่นอน รวมถึงรัฐโซนกลางๆ เทือกป่าเขาลำเนาไพร ส่วนใหญ่จะเลือก Republican เป็นสีแดง ประเทศนี้เค้า แดง น้ำเงิน เนอะ ไม่ใช่ เหลือ แดง หุหุ
พออ่านดูแล้วก็เลยไปทำ quiz มากมายที่มีอยู่ตามเนต ที่จะช่วยทดสอบว่าเราเป็น Democrat/ Republican
ใครที่สับสนว่าใครเป็นใคร ถ้า Democrat ให้นึกถึงหน้า Obama ไว้
ส่วน Republican ก็ให้นึกถึงหน้า Josh Bush, Mitt Romney ประมาณนั้น
ตัวแบ่งแยกที่ค่อนข้างชัดเจนเช่น
การทำแท้ง
ถ้าคุณเห็นด้วย เรื่องการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าแม่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำแท้ง หรือไม่ทำก็ได้ (เพราะเชื่อว่า เป็นสิทธิของผู้หญิงทุกคน) เช่น ถ้าเราคิดว่ามีลูกตอนนี้ไม่พร้อม ยังเรียนไม่จบ ทำให้เสียอนาคต แล้วไม่ได้รู้สึกผิดบาปกับการทำแท้ง หรือกรณีที่แย่มากๆ เช่น อัลตร้าซาวน์แล้วรู้แน่นอน ว่าลูกเกิดมาปญอ พิการ หรืออาจจะเป็นผักไปตลอดชีวิต เกิดมาสามปีก็น่าจะตาย (เช่นพวกปัญหาพันธุกรรม) ก็น่าจะอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย ก็จะไปฝั่ง Democrat
แต่ถ้าคุณเชื่อว่า การทำแท้งควรทำเมื่อมีเหตุจำเป็นสุดๆ เท่านั้น เช่นถ้าไม่ทำแล้วแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือว่า ตั้งครรภ์เพราะโดนข่มขืน ถ้าคุณมีความเห็นแนวนี้ (ใกล้เคียงศาสนาพุทธเนอะ) ก็จะเป็นฝั่ง Republican
อนึ่ง กฎหมายทำแท้งของอเมริกาตอนนี้ก็ค่อนข้าง strict อยู่เหมือนกัน จริงๆ แล้วการทำแท้งที่ถูกกฎหมายสำหรับทุกรัฐ คือกรณี โดนข่มขืน หรือเป็นภัยต่อแม่เท่านั้น
การพกปืน
ถ้าคุณเห็นว่าการพกปืน ควรมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใครทุกคนก็มีปืนได้ คุณน่าจะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะพกปืน เพื่อปกป้องชีวิต และครอบครัว ภายใต้การถือปืนอย่างถูกกฎหมาย คุณก็จะเป็นแนว Republican
Same sex marriage
ถ้าคุณเห็นว่าเพศที่สาม หรือเกย์ หรือเลสเบี้ยน ก็น่าจะมีสิทธิเท่าเทียมในการแต่งงาน อยู่กินกันอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ถ้าคนนึงตาย อีกคนก็ได้มรดกแบบถูกกฎหมาย) หรือการหักลดหย่อนภาษีของคู่สามีภรรยา ก็น่าจะให้ ญรักญ ชรักช มีผลบังคับได้ด้วย คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า เฮ้ย แต่งงานก็ต้อง ญช เท่านั้นสิ จะผิดธรรมชาติได้ไง (แถมเปลืองภาษีเพิ่มขึ้นด้วย) คุณก็จเป็น Republican
การศึกษา
ถ้าคุณเห็นตามที่เป็นมาว่า เด็กๆ ก็ต้องเรียนใกล้บ้าน ถึงจะได้เรียนฟรี ได้เงินสนับสนุน (แล้วบางทีพ่อแม่ก็ต้องดิ้นรนย้ายบ้านย้ายช่องเพื่อให้ลูกได้เข้ารร ดีๆ) ถ้าอยากเรียนเอกชน ก็เรียกว่าเป็นทางเลือกที่พ่อแม่ยอมจ่ายตังเพิ่มเอง คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณเห็นว่า พ่อแม่น่าจะมีทางเลือก เช่น ได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าเลือกเรียนเอกชน หรือจะเป็น Home school หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเป็นทางเลือกของพ่อแม่ ไม่ใช่รัฐบาลบังคับ คุณก็น่าจะไปแนว Republican
Affirmative Policy
ถ้าคุณคิดว่าสังคมเรา การรับคนเข้าเรียน เข้าทำงาน ควรจัดโควต้าให้บ้าง เช่น ให้ชนกลุ่มน้อย (อีกะเหรี่ยงอย่างเรา) หรือให้ โควต้าผสมระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย ในองค์การ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และให้โอกาส คุณก็จะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ใครดีใครได้ ถ้าคุณไม่เก่งพอ ก็ไม่ต้องทำงาน การที่ต้องมาแบ่งโควต้าสำหรับผู้หญิง สำหรับชนกลุ่มน้อย ก็เป็นการปิดโอกาสคนที่มีความสามารถไป (อืมม อันนี้ก็มีเหตุผลนะ สมมติว่า ออฟฟิศรับพนงใหม่ 10 คน โควต้า ชายครึ่ง หญิงครึ่ง แต่ว่ามีแต่ผู้หญิงที่ทำคะแนนได้น้อยกว่า ถ้าเราเป็นผชคนที่ 6 แล้วต้องเสียสิทธิให้คนที่เก่งน้อยกว่า เพราะเค้าเป็นผู้หญิงจะรู้สึกยังไง) ถ้าคุณคิดว่าคนเราควรมีสิทธิเท่าเทียม คุณก็น่าจะเป็น Republican
เรื่องการเมืองไม่ค่อยสน ใครจะบุกใครก็ช่างแม่มมมม แหะๆ
นอกน้นก็มีเรื่องนโยบายการขุดเจาะน้ำมัน นโยบายเพิ่มลด Deficit นโยบายภาษี ฯลฯ
ขอบอกว่ามันส์ส์ส์
ถ้าใครอยากรู้ก็ลองทำ quiz ดู เช่น
http://politicalquiz.net/ อันนี้ค่อนข้างดีเลย ไม่ใช่บอกแค่ว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่วิเคราะห์ด้วย ว่ามุมมองการเมืองเราเป็นแนวไหน
http://www.gotoquiz.com/republican_or_democrat_1
http://www.selectsmart.com/plus/select.php?url=americanpolitic
หันไปถามเด็กในจ๊อบข้างๆ เด็กมันตอบหน้าตาย ว่า I เป็น Republican แล้วคนส่วนใหญ่ในรัฐนี้ก็เป็น (อย่างไม่ต้องสงสัย)
แต่ว่า ประกาศผลออกมาแล้วว่า Obama ชนะ ก็แห้วกันไป :(
จริงๆ เราจัดเป็นประเภทด้อยประสบการณ์ อ่อนความรู้ด้านการเมืองมากกกกก
ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ขนาดบ้านเมืองตัวเองยังไม่ค่อยจะรู้อะไรเท่าไหร่เล้ยย ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้ซึมซับเข้าสมองแม้แต่น้อย ไอ้เรื่องชื่อ รมต ใครคุมกระทรวงไหนอะไรยังไง แบบที่ปะป๊าเราจำได้ซะแม่นยำไม่ว่ากี่สมัยต่อกี่สมัย ส่วนตัวเรานั้น อย่ามาถาม ไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ
การเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เปลี่ยนบ่อยจนขี้เกียจติดตาม ติดตามแล้วก็ไม่รู้สึกว่าได้อะไรขึ้นมา
พอมาอยู่อเมริกา ก็จะเหลือเรอะะะ ที่เค้าฮิตๆ กันช่วงนี้จริงๆก็เกือบไม่ตามกระแสแล้ว แต่เรื่องน่าโมโหมันคือ ช่วงนี้เริ่มติด Series ตั้งแต่มีทีวีดู ก็จะดู ABC เป็นประจำ
อังคารที่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาดู Private Practice เต็มที่ เปิดมาา ผ่างงงงง กลายเป็น Vice Presidential Debate ซะงั้น พอเปิดทีวีแล้วก็ขี้เกียจปิด เลยดูว่าเค้าคุยอะไรกัน ปรากฎว่าฟังไปซักพักก็น่าสนุกดี เค้าก็ Debate กันมันส์มากก เหมือนโต้วาทีสมัยเรียนเลยแฮะ ^^"
พอดูจบก็เลยหาข้อมูลจาก Wikipedia เล็กน้อยเพื่อ wrap-up ว่าประเด็นมีอะไรบ้าง แล้วก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมา ว่า ถ้าเราเป็นคนอเมริกัน มีสิทธิ์โหวตเนี่ย เราจะเป็น Democrat หรือ Republican กันน๊า??
ก่อนอื่นมาดูคนอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐที่เราอยู่ ว่าเค้านิยมฝั่งไหนกันบ้าง
อย่างรัฐ Georgia ของเรา ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็น สีแดง Republican แน่นอน รวมถึงรัฐโซนกลางๆ เทือกป่าเขาลำเนาไพร ส่วนใหญ่จะเลือก Republican เป็นสีแดง ประเทศนี้เค้า แดง น้ำเงิน เนอะ ไม่ใช่ เหลือ แดง หุหุ
พออ่านดูแล้วก็เลยไปทำ quiz มากมายที่มีอยู่ตามเนต ที่จะช่วยทดสอบว่าเราเป็น Democrat/ Republican
ใครที่สับสนว่าใครเป็นใคร ถ้า Democrat ให้นึกถึงหน้า Obama ไว้
ส่วน Republican ก็ให้นึกถึงหน้า Josh Bush, Mitt Romney ประมาณนั้น
ตัวแบ่งแยกที่ค่อนข้างชัดเจนเช่น
การทำแท้ง
ถ้าคุณเห็นด้วย เรื่องการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าแม่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำแท้ง หรือไม่ทำก็ได้ (เพราะเชื่อว่า เป็นสิทธิของผู้หญิงทุกคน) เช่น ถ้าเราคิดว่ามีลูกตอนนี้ไม่พร้อม ยังเรียนไม่จบ ทำให้เสียอนาคต แล้วไม่ได้รู้สึกผิดบาปกับการทำแท้ง หรือกรณีที่แย่มากๆ เช่น อัลตร้าซาวน์แล้วรู้แน่นอน ว่าลูกเกิดมาปญอ พิการ หรืออาจจะเป็นผักไปตลอดชีวิต เกิดมาสามปีก็น่าจะตาย (เช่นพวกปัญหาพันธุกรรม) ก็น่าจะอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย ก็จะไปฝั่ง Democrat
แต่ถ้าคุณเชื่อว่า การทำแท้งควรทำเมื่อมีเหตุจำเป็นสุดๆ เท่านั้น เช่นถ้าไม่ทำแล้วแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือว่า ตั้งครรภ์เพราะโดนข่มขืน ถ้าคุณมีความเห็นแนวนี้ (ใกล้เคียงศาสนาพุทธเนอะ) ก็จะเป็นฝั่ง Republican
อนึ่ง กฎหมายทำแท้งของอเมริกาตอนนี้ก็ค่อนข้าง strict อยู่เหมือนกัน จริงๆ แล้วการทำแท้งที่ถูกกฎหมายสำหรับทุกรัฐ คือกรณี โดนข่มขืน หรือเป็นภัยต่อแม่เท่านั้น
การพกปืน
ถ้าคุณเห็นว่าการพกปืน ควรมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใครทุกคนก็มีปืนได้ คุณน่าจะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะพกปืน เพื่อปกป้องชีวิต และครอบครัว ภายใต้การถือปืนอย่างถูกกฎหมาย คุณก็จะเป็นแนว Republican
Same sex marriage
ถ้าคุณเห็นว่าเพศที่สาม หรือเกย์ หรือเลสเบี้ยน ก็น่าจะมีสิทธิเท่าเทียมในการแต่งงาน อยู่กินกันอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ถ้าคนนึงตาย อีกคนก็ได้มรดกแบบถูกกฎหมาย) หรือการหักลดหย่อนภาษีของคู่สามีภรรยา ก็น่าจะให้ ญรักญ ชรักช มีผลบังคับได้ด้วย คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า เฮ้ย แต่งงานก็ต้อง ญช เท่านั้นสิ จะผิดธรรมชาติได้ไง (แถมเปลืองภาษีเพิ่มขึ้นด้วย) คุณก็จเป็น Republican
การศึกษา
ถ้าคุณเห็นตามที่เป็นมาว่า เด็กๆ ก็ต้องเรียนใกล้บ้าน ถึงจะได้เรียนฟรี ได้เงินสนับสนุน (แล้วบางทีพ่อแม่ก็ต้องดิ้นรนย้ายบ้านย้ายช่องเพื่อให้ลูกได้เข้ารร ดีๆ) ถ้าอยากเรียนเอกชน ก็เรียกว่าเป็นทางเลือกที่พ่อแม่ยอมจ่ายตังเพิ่มเอง คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณเห็นว่า พ่อแม่น่าจะมีทางเลือก เช่น ได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าเลือกเรียนเอกชน หรือจะเป็น Home school หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเป็นทางเลือกของพ่อแม่ ไม่ใช่รัฐบาลบังคับ คุณก็น่าจะไปแนว Republican
Affirmative Policy
ถ้าคุณคิดว่าสังคมเรา การรับคนเข้าเรียน เข้าทำงาน ควรจัดโควต้าให้บ้าง เช่น ให้ชนกลุ่มน้อย (อีกะเหรี่ยงอย่างเรา) หรือให้ โควต้าผสมระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย ในองค์การ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และให้โอกาส คุณก็จะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ใครดีใครได้ ถ้าคุณไม่เก่งพอ ก็ไม่ต้องทำงาน การที่ต้องมาแบ่งโควต้าสำหรับผู้หญิง สำหรับชนกลุ่มน้อย ก็เป็นการปิดโอกาสคนที่มีความสามารถไป (อืมม อันนี้ก็มีเหตุผลนะ สมมติว่า ออฟฟิศรับพนงใหม่ 10 คน โควต้า ชายครึ่ง หญิงครึ่ง แต่ว่ามีแต่ผู้หญิงที่ทำคะแนนได้น้อยกว่า ถ้าเราเป็นผชคนที่ 6 แล้วต้องเสียสิทธิให้คนที่เก่งน้อยกว่า เพราะเค้าเป็นผู้หญิงจะรู้สึกยังไง) ถ้าคุณคิดว่าคนเราควรมีสิทธิเท่าเทียม คุณก็น่าจะเป็น Republican
เรื่องการเมืองไม่ค่อยสน ใครจะบุกใครก็ช่างแม่มมมม แหะๆ
นอกน้นก็มีเรื่องนโยบายการขุดเจาะน้ำมัน นโยบายเพิ่มลด Deficit นโยบายภาษี ฯลฯ
ขอบอกว่ามันส์ส์ส์
ถ้าใครอยากรู้ก็ลองทำ quiz ดู เช่น
http://politicalquiz.net/ อันนี้ค่อนข้างดีเลย ไม่ใช่บอกแค่ว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่วิเคราะห์ด้วย ว่ามุมมองการเมืองเราเป็นแนวไหน
http://www.gotoquiz.com/republican_or_democrat_1
http://www.selectsmart.com/plus/select.php?url=americanpolitic
หันไปถามเด็กในจ๊อบข้างๆ เด็กมันตอบหน้าตาย ว่า I เป็น Republican แล้วคนส่วนใหญ่ในรัฐนี้ก็เป็น (อย่างไม่ต้องสงสัย)
แต่ว่า ประกาศผลออกมาแล้วว่า Obama ชนะ ก็แห้วกันไป :(
Subscribe to:
Posts (Atom)