Showing posts with label USMP. Show all posts
Showing posts with label USMP. Show all posts

Tuesday, October 9, 2012

ตอนที่ 2.1 ไม่เคยก็เคย กินอยู่แบบชาวใต้

ถึงชื่อประเทศอเมริกาคือ United States แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการแบ่งแยก

โดยการแบ่งขั้นพื้นฐานก็คือการแบ่งตามภูมิภาค แบ่งแบบใหญ่ๆ ก็ได้เป็นสี่ภูมิภาค คือ The West (ตะวันตก) แบบที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เวลาถามกัน ถ้าบอกว่ามาจาก West Side ก็คือพวกฝั่ง California คนไทย และคนเอเชียส่วนใหญ่ก็เกาะขอบซ้ายซะเยอะเนี่ยแหละ


ถ้าบอกว่ามาจากฝั่ง East ก็จะหมายถึงนิวยอร์ค ขอบๆ ไปในแนวแผนที่ด้านขวาค่อนไปทางเหนือ

ส่วน midwest ก็จะเป็นถิ่นหนาวๆ เหนือๆ พวก Wisconsin, Minnesota, Illinois (ที่มีชิคาโกไง)

แล้ว Atlanta ล่ะ  จัดว่า ใต้มากกก ถามว่าแบ่งไปทำไม มันก็เหมือนเมืองไทยแบ่ง คือลักษณะการใช้ชีวิต รูปร่างหน้าตาคน สำเนียง เกษตรกรรม พืชผล อากาศ ต่างกันทั้งสิ้น

เอาเฉพาะทางใต้แล้วกัน...

อากาศ เราอากาศค่อนข้างร้อน ร้อนมากตอนหน้าร้อน ไม่หนาวมากตอนหน้าหนาว (แทบไม่มีหิมะ ยกเว้นใต้ตอนบน) ถึงจะบอกว่าไม่หนาวมาก แต่ Atlanta หน้าหนาวนี่ก็ติดลบบ้าง แตะๆ 0 แตะๆ 1 องศาเซลเซียสนะ คือหนาวโคตรสำหรับคนไทยแหละ แต่ถ้าเทียบกับฝั่งเหนือๆ ที่หิมะตกติดลบ 40 ก็เรียกว่าทางใต้เราช่างอบอุ่นแล้วแหละ

คน และไลฟ์สไตล์  มุมมองของเรา คนใต้ออกจะมีความเป็นเมืองน้อยหน่อย จินตนาการว่า ฝั่ง West มี LA/ San Fran เป็นแหล่งเมือง ฝั่ง East มีนิวยอร์ค ทีขึ้นชื่อว่าแสงสีเสียงสุดจ๊อดดด คนแต่งตัวเก่ง ไลฟ์สไตล์เก่๋ๆ ร้านอาหารชิคๆ ผู้หญิงแต่งตัวชิคๆ มีโรงแรมไฮโซ ชีวิตหรูหรา อะไรงี้

แต่มาทางใต้ไม่ค่อยมีร๊อกกกกก ขนาด Atlanta/ Houston/ Dallas ที่ว่าใหญ่เป็นไข่แดงของฝั่งใต้แล้ว Downtown ที่มีไลฟ์สไตล์ มีร้านอาหารแบบทาง San Fran/ LA/ New York ก็ยังเทียบไม่ติดเลย :(

แล้วตามสถิติ คนใต้ก็ถือว่าเป็นประชากรที่ฉุดค่าเฉลี่ย Obesity (คืออ้วนเกินมาตรฐาน) ของประเทศอเมริกาให้ new high เลยทีเดียว สรุปคือ คนใต้ อ้วน ตรูดใหญ่ โดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว เม็กซิกัน แอฟริกัน เอเชีย มาใช้ชีวิตอยู่ใต้ๆ ถ้าไม่แน่จริง ก้นเผละ แขนเบะกันทุกคนนน

ที่แถมอีกอย่าง คือคนที่นี่ค่อนข้างแต่งงานเร็ว เร็วแบบเรียนจบ college จบมหาลัยก็แต่งงานแล้ว ขนาดเด็กๆในจ๊อบเราที่มีการศึกษาสูง ก็ยังแต่งงานเร็ว เท่าที่คุยเห็นว่าเป็นผลจากการที่เคร่งศาสนานะ เคร่งในที่นี่ก็ไม่ได้เคร่งอะไรมาก แต่แนวว่า เกรงใจผู้ใหญ่ เพราะศาสนาทางนี้ก็ค่อนข้างถือเรื่องการอยู่กินก่อนแต่ง หรือการชิงสุกก่อนห่าม (ใช่ว่าไม่ทำ)  ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักเพื่อนที่แบบ virgin ในคืนแต่งงานด้วยอะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในสังคมอเมริกาใช่ม๊าาาา แต่มันมีอยู่จริงคร่าาาา

กลับมาที่อาหารการกิน ที่อ้วน ก็ไม่ใช่จากอะไร ก็เพราะอาหารการกินเป็นส่วนใหญ่แหละ ด้วยความที่ฝั่งใต้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ทีเดียว อย่างที่รัฐ Georgia ก็จัดว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรม มีพีช มีสตอเบอร์รี่ มีองุ่น ส้ม อะไรต่อมิอะไรกินกันตลอดปี (แนว มะละกอ กล้วย ส้ม เงาะ มังคุด เมืองไทยว่างั้น)

ใต้ลงไปอีกก็มี ส้มฟลอริด้าา ดังใช่มั้ยล่าาา น้ำส้ม อร่อยมว๊ากกกกกกกกกกกกกกก ใครมาต้องลองชิมนะ
มันหวาน มันหอม มันสดชื่นจริงๆ (ต้องเป็นแบบคั้นสดๆ ข้างทาง ตามปั๊มไรงี้นะ) รสชาติจะไม่เหมือนน้ำส้มกล่องที่ขายตามซุปเปอร์เลย ถึงมันจะเคลมกันว่ามาจาก Florida 100% ก็เหอะ

ใต้ซ้ายๆหน่อย ก็มี Alabama ที่ดังเรื่องปลูกมัน ปลูกสำลี ไรงี้ เมื่อปลูกมันได้มาก ก็ต้องรับประทานมากเป็นธรรมดา อาหารใต้เลยเต็มไปด้วย มัน ข้าวโพด แป้งข้าวโพด หรืออะไรก็ตามที่ทำจากแป้งๆๆๆๆๆ แดร๊กคาร์บกันเข้าไป ตรูด และ แขนก็ใหญ่สิคร้าาาา   ไม่พอยังต่อด้วยไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ (ก็มันแปรรุปแล้วเอาไปทอด)  corn bread (ข้าวโพดแปรรูปเอาไปอบ) กินกันเข้าไป ก็ไม่ต้องสงสัยในเชปบ๊ะเลยทีเดียว

อ้ออ แถมให้ คุณป้า Paula Dean เจ้าแม่ตำรับอาหารใต้ก็มาจากทางใต้เนี่ยแหละ ดูไปน้ำลายหกไป แคลอรี่ทะลุพันต่อมื้อแน่นอน  ส่วนอาหารเม็กซฺิกันที่ฮิตๆกัน ชาวใต้เราก็ไม่ลืมแปรรูปเป็น Tex-mex (Texas Mexican) โดยเพิ่มชีส เพิ่มเนย เพิ่มข้าวเข้าไป ฟินนนนนนน

Ps แต่คนผอมๆ ก็ีมีนะ ไม่ได้ใส่ร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่มันเป็นจุดที่สังเกตได้ง่ายมากๆเลย ว่าถ้าคนอ้วน จะไม่ได้เจ้าเนื้อเหมือนคนไทยนะ แต่มันคือเป็น โรคอ้วนเลยแหละ

http://www.msnbc.msn.com/id/20476824/ns/health-diet_and_nutrition/t/poverty-main-cause-obesity-problem-south/#.UHRRxvTz21c  ลองอ่านบทความเพิ่มเติมได้ เค้าทำนายว่า 50% ของประชากร จะเป็นโรคอ้วน ภายในปี 2015! (โรคอ้วนคือ้วนแบบรูปข้างล่างนะ ไม่ได้อ้วนแบบ ต๊ายย ฉันอ้วน)



เออ พร่ำมากไป ไม่ได้โพสต์รูปอาหารเลย ตัดเป็นตอนต่อไปละกัน


ตอนที่ 1 จากไม่เคยก็เคยซะ: อาหารเม็กซิกัน

ไหนๆ ก็เหลือเวลาอยู่ที่อเมริกาอีกไม่เกินครึ่งปีแล้ว

พอกลับเมืองไทย เรื่องราวหลายๆอย่างอาจจะกลายเป็นเพียงภาพความทรงจำ
เรารู้ว่าการเยือนอเมริกา คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก แต่การที่จะมีโอกาสมาได้ใช้ชีวิตแบบจริงๆจังๆที่นี่คงจะไม่มีอีกแล้ว

พอลองมองย้อนดูเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา บางทีก็รู้สึกว่าเรื่องรอบๆตัว เวลาที่ลองสังเกตอะไรให้ถ้วนถี่ สิ่งเล็กๆ จริงๆแล้วก็พิเศษได้นะ :)

ตอนแรกนี้ ขอเริ่มด้วยของกิน ที่มาถึงมารู้จัก มาได้กินบ่อยขึ้น (จนถึงขั้นประจำ) หรือเป็นของกินที่ถ้ากลับเมืองไทยแล้วคงไม่กินหรอก!

อาหารเม็กซิกัน  
ก่อนหน้าที่จะได้มาใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบเป็นปีขนาดนี้ ก็เคยผ่านอาหารเม็กซิกันมาบ้าง ทั้งตอนมา work and travel หรือ travel ทั่วไป ที่กรุงเทพก็มีร้านเม็กซิกันที่มีโอกาสได้ไปเหยียบย่างบ้าง แต่พอมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็มีโอกาสได้ลองหลายๆอย่างที่ลึกซึ่งกว่า taco สิ่งที่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วคงแทบไม่รู้จักคือ

 Chicken Enchilada (เอนชิลาด้า) เป็นแป้ง tortilla ห่อด้วยไก่กับชีส ที่รู้ลึกรู้จริงคือชอบถึงขนาดทำกินเองได้! กินครั้งแรกตอนไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนคนเม็กซิกัน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกิน รู้จักแต่ taco bell คิดว่าอาหารเม็กซิกันมีแค่ Taco แล้วก็ข้าวราดชีส แหะๆ



Fajita (อ่านว่า ฟาฮีต้า) อาจเรียกได้ว่าเป็นกระทะร้อนสไตล์เม็กซิกันมั้ยนะ? ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ หั่นเป็นชิ้นๆ ผัดกับพริกหยวก หอมใหญ่ แล้วก็เครื่องเทศเล็กน้อย บีบมะนาว กินกับแป้งคล้ายๆแป้งโรตี) ความอร่อยคือหอมใหญ่แบบคาราเมลที่ติดมากับกระทะเนี่ยแหละ เริ่ด!










Guacamole  กว่าจะจับทางได้ว่าจริงๆ แล้ว Guacamole มันคืออะไร และทำมาจากอะไรก็ปาเข้าไปครึ่งปี แรกๆ คิดว่า Guacamole = Avocado ซึ่งมันก็ใกล้เคียงแหละ เพราะส่วนผสมหลักคืออโวคาโด จริงๆ อยู่เมืองไทยแทบไม่ได้กินอโวคาโดเลย เพราะแพง และหาวิธีกินยาก พอมาอยู่ทีนี่ก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ค้นพบว่า อโวคาโดกับแซลมอนซูชิ หรือกินกับปลาไหลราดข้าวนั้นอร่อยมากกก  ส่วนการกินที่ชอบที่สุดก็คือกินจิ้มกับ tortilla chips นี่แหละ เพราะฉะนั้น Guacamole ก็คืออโวคาโดแปลรูปนั่นเอง คือเอาอโวคาโดมาบด ผสมกับผงหัวหอมใหญ่ กระเทียม หอมใหญ่สด พริก Jalapeno (อ่านว่า ฮาลาปิโน) ใส่มะนาว น้ำตาลเล็กน้อย เป็นอีกเมนูที่ ใหม่สำหรับเรา ไม่เคยกินมาก่อน (เป็นไปได้ไง?)

Margarita  ก่อนมาอยู่ที่นี่ก็กิน cocktail นี้มาบ้าง เก๋ๆ ตามประสา เวลาไปโรงแรม หรือไปร้านอาหาร แต่พอมาอยู่นี่ มาการิต้ากลายเป็นเครื่องดื่มคอกเทลเบๆ ไปเลยทีเดียว แล้วก็เป็นเครื่องดื่มเบสิคมากกก สำหรับคนเม็กซิกัน หรือเวลาไปร้านอาหารเม็กซิกัน ที่พิเศษกว่าที่เคยดื่ม (มันเป็นเครื่องดื่มสีเขียวอ่อนๆ ผสมน้ำมะนาว น้ำตาล ตะกีล่า) บางที่ก็ผสมน้ำทับทิม เปลี่ยนมะนาวเป็นเลม่อนบ้าง ไม่น่าเชื่อว่ามาการิต้านี้จะมีเป็นสิบๆชนิดเลยทีเดียว



ร้านอาหารเม็กซิกันแบบบ้านๆ --- ที่อเมริกานี้ต้องยอมรับว่า hispanic เยอะจริงๆ โดยเฉพาะ Atlanta  ก็จัดได้ว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่รองจากคน African-American เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ร้านอาหารก็มีตั้งแต่ถูกยันแพง แต่ก่อนก็รู็จักแค่ Taco Bell ตอนนี้ที่ได้รู้จักเพิ่มขึ้นก็


MOE'S SOUTHWEST GRILL ชื่อมันก็ดูเหมือนมาจากทาง south west แต่ดูเหมือนดังจริงๆก็จะทาง south east มากกว่านะ เป็น chain restaurant  ที่มีอยู่ในเมืองฝั่งใต้ สไตล์การทำก็คือจะเป็น open kitchen ให้เราสั่ง customize ได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง เมนูเด็ดที่เราชอบกินมากๆ คือ chicken rice bowl ก็เป็นข้าวแข็งๆเม็ดยาวๆ สไตล์เม็กซิกัน ใส่ชีส ถั่วต้ม หอมใหญ่ เห็ดผัด ผักกาดแก้ว จานละ $6.99 เอง (ถูกนะ)












Chipotle เป็นอีก chain restaurant ที่แพงกว่า moe's นิดนึง อาหารก็ค่อนข้างสด และคุณภาพดีกว่ เมนูโปรดของเราก็เป็น rice bowl เหมือนกัน








Taco Mac เป็นอาหารสไตล์ dine-in คือไม่เหมือนกับสองร้านด้านบน ที่ไปต่อแถวสั่่งแล้วจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แต่ที่นี่จะเป็นแนวนั่งทานมีพนักงานเสิร์ฟนั่นเอง ไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เคยคิดจะลองกิน จนวันนึงที่ทีมเราสั่งอาหารกลางวัน แล้วก้มีพาร์ทเนอร์พาไปเลี้ยงตอนกลางวันบ้าง  ก็แบบอ้วนแล้วก็อร่อยดี เมนูเค้าก็มีครบทุกอย่างแบบที่อาหารเม็กซิกัน-อเมริกันพึงมี


ทำความรู้จักกับอาหารเม็กซิกันแล้ว เดี๋ยวตอนต่อไปจะพูดเรื่องอาหารฝรั่ง แล้วก็อาหารชาวใต้แบบ Southern กันบ้าง :D

Thursday, September 27, 2012

ไม่ได้บ้า แต่ไปหา Professional Counselor มานะ :)

เรื่องของเรื่องก็เป็นความเดิมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว หลายๆคน(อเมริกัน) รอบตัว ก็แนะนำว่า you ควรจะไปลองพบ counselor ดูนะ ให้เค้าดูอาการหน่อยว่า "ไหวมั้ย"

บางคนก็บอกว่าเราอาจจะอยู่ใน Denial period
บางคนก็บอกว่า เราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองควรตื่นตระหนก
บางคนก็บอกว่า ให้ลองไปดูเผื่อเค้าจะช่วยอะไรได้

Human Resource ของบริษัทเราก็ offer link ให้เสร็จสรรพ ของบริษัทที่นี่จะมี EAP (Employee Assistance Program) คือให้เราไปปรึกษา "ฟรี" ทั้งหมด 5 ครั้งด้วยกัน ส่วนปัญหาที่ปรึกษาก็จิปาถะ จะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัวก็ได้ ตัวอย่างที่เค้ายกมาก็เช่น ผ่านเหตุการณ์ช๊อกครั้งสำคัญในชีวิต เช่น คนรักจากไป พ่อแม่เสีย พ่อแม่หย่าร้างมีผลถึงลูก นอนไม่หลับ เครียดเรื่องงาน ทนเจ้านายไม่ไหว

คืออะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องการปรับปรุง หรือเปลี่ยนพฤติกรรม หรือแม้แต่ต้องการเพื่อนคุย เพราะบางเรื่องไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง คนที่นี่ก็แนะนำว่าให้ไปหา counselor กัน

ซึ่ง counselor ที่นี่ ไม่ใช่ จิตแพทย์ ภาษางามๆอาจเรียกได้ว่าเป็น "นักจิตวิทยา" ส่วนใหญ่ก็จบด้านจิตวิทยามา แล้วก็ต้องมี licensed ด้วย ซึ่ง counselor แตกต่างจาก Psychologist (จิตแพทย์) ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่มี PhD แล้วก็ไม่สามารถจ่ายยาได้ (ประมาณยานอนหลับ ยาระงับซึมเศร้า)

ถ้าไม่เรียก นักจิตวิทยา เราว่า เรียกว่า "ที่ปรึกษา" ก็น่าจะเหมาะที่สุดแล้ว

ไอ้เราก็กึ่งบ้า กึ่งฉงน ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าคนอเมริกาเอะอะก็ไปหา counselor ก็อยากรู้ว่าเป็นยังไง ดูหนังมาก็เยอะ แถมรู้มาว่าปรึกษาครั้งนึงมิใช่ถูก ราคาประมาณ $100-$300 ทีเดียว ในเมื่อมีสวัสดิการให้ใช้ฟรีแล้ว ก็ได้โอกาสเสียหน่อย!

เมื่อคืนฤกษ์งามยามดี ก็ได้โอกาสทำตัวเป็น Kate Walsh เหมือนเรื่อง Private Practice ไปปรึกษา professional counselor  นั่นเอง


ขั้นตอนแรกเราก็ต้องโทรเข้าเบอร์ toll free 1800 ก่อน เข้าศูนย์เพื่อแจ้งว่าเราต้องการที่ปรึกษา เค้าก็จะถามข้อมูลส่วนตัวเล็กน้อย แล้วก็หาที่ปรึกษาที่ใกล้บ้านที่สุดให้ แล้วก็ให้เบอร์และที่อยู่ติดต่อเพื่อให้เราไปนัดเวลาเอาเอง โดยให้แจ้งกับที่ปรึกษาว่าเราได้รับการ refer มาจากศูนย์นี้ (เพื่อจะไม่ต้องถูกคิดเงิน)

พอถึงวันที่นัด (เรานัดหลังเลิกงานตอนทุ่มครึ่ง) เราก็ขับไปตามที่อยู่ที่แจ้ง สถานที่ไม่ใช่คลินิค ไม่ใช่โรงพยาบาล จะว่าไปเหมือนเวลาไปบ้านหมอดูมากกว่า 555 ที่เราไปเป็นบ้านใหญ่ๆ แล้วข้างในก็ซอยเป็นหลายๆห้อง แต่ละห้องก็สำหรับ counselor แต่ละคน ที่เห็นก็อย่างต่ำ 4-5 ห้อง  มี area ให้รอก่อนเข้าพบ หนังสือจิตวิทยา self help ให้อ่านรอ

Counselor ของเราชื่อว่า Sherry ก่อนไปเราได้สืบค้นประวัติเธอก่อนแล้วใน google ว่าเธอมีความเชี่ยวชาญด้านไหน เราว่าก็ตรงกับเราอยู่บ้างอะนะ เพราะเธอมีประสบการณ์ปรึกษาปัญหาครอบครัว หย่าร้าง แล้วก็ปัญหาสุขภาพจิต เช่น depression emotional disorder (อย่างหลังน่าจะตรงกับเราสุด ^^")

เค้าก็แนะนำตัว shake hand เบาๆ แล้วก็พาเราเข้าไปในห้อง หน้าตาคล้ายกับรูปด้านบนมาก (จาก google)

ก็เริ่มด้วยการกรอกประวัติส่วนตัว ชื่อนามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร ทำงานอะไร ทำงานมากี่ปีแล้ว แล้วก็มีพวกประวัติในอดีต เช่น เคยก่ออาชญากรรมมั้ย ก่อมาแล้วกี่ครั้ง อีกหน้าก็มีให้ติ๊กว่า ที่มาหามีปัญหาอะไร เช่น anger/ depression/ insomnia/ assault/ etc มาเป็นหน้า แล้วก็ให้ระบุเวลาว่ามีปัญหานี้มานานเกินหกเดือน หรือว่าน้อยกว่าหกเดือน   สำหรับเราไม่ได้ใส่อะไรไป ซึ่งที่ปรึกษาของเราก็บอกว่า ให้กรอกเท่าที่อยากกรอก เท่าที่จะกรอกได้แล้วกัน ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที  session ก็เริ่มขึ้น....

ใช้เวลาสิริรวมทั้งหมด 1 ชั่วโมง (มีนาฬิกาจับเวลา) ก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นแหละ แล้วก็มีคุยว่า เราคาดหวังอะไรกับการมาหาครั้งนี้ เรารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่เรารู้สึกได้คือ คำถามของเค้าจะเป็นไปในแง่วิเคราะห์ ว่าปัญหาทางจิตใจมันมีผลถึงร่างกายมั้ย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมีอะไรเปลี่ยนไปในชีวิตบ้าง แล้วเราแก้ไขปัญหายังไง

ลักษณะของการพูดคุยคือ เราพูด 80% เค้ารับฟัง รับฟัง รับฟัง 15% และให้คำปรึกษาแบบแนะแนว 5-10% เท่านั้น การสนทนาจะออกแนวเข้าอกเข้าใจเรา ถ้าเราไม่ชอบอะไรเค้าก็จะแนว "ถูกต้อง เป็นใครก็ไม่ชอบ เป็นใครก็ต้องรู้สึกแบบเรา" อะไรประมาณนี้ จะไม่มาแนว "อย่าคิดแบบนั้นนะ เธอคิดผิดแล้ว ทำไมไม่อย่างนู้นอย่างนี้ล่ะ"  จะไม่มีประโยคปฎิเสธหลุดออกจากปากเลย

ซึ่งโดยรวมเราว่าก็ดีมากนะ สำหรับคนอเมริกาที่เป็นสังคมค่อนข้างปิด ไม่ค่อยมีคนให้พูดคุยด้วย หลายๆคนคงมีปัญหา (เช่นที่ทำงาน) ต้องการคนรับฟัง ต้องการที่ปรึกษาที่เข้าอกเข้าใจเรา ช่วยให้ระบายคล้ายเซโรงัง???  ที่ปรึกษาเราก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน ว่าเค้าก็มีคู่แต่งงานที่มีปัญหามาปรึกษา หรือแม้แต่แนวหนักๆ เช่น คนที่เคยถูกข่มขืนมา ก็เคยเป็นที่ปรึกษามาแล้ว

ที่ฮาคือ เค้าบอกว่า จริงๆ เราก็ไม่ต่างจากพวกที่โดนข่มขืนนะ เพียงแต่เราไม่ได้โดนจริงๆ แต่ความรู้สึกที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ก็เรียกได้ว่าแบบเดียวกันนั่นแหละ เค้าบอกว่านี่มันเป็น Significant life event มากๆ และ serious มาก

หลายๆอย่างก็เป็นสิ่งที่เค้าพูดแล้วนึกไม่ถึงเหมือนกัน เช่นการที่เราโดนบุกเข้ามาถึงห้องนอน สำหรับเค้ามันคือการที่ โดนบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว ที่ปกติเรารู้สึกปลอดภัยที่สุด (เพราะเวลาที่คนเรานอน ถ้านอนหลับได้ สถานที่นั้นต้องปลอดภัย และเรามีความมั่นใจกับจุดนั้น) แต่พอโดนเข้าถึงขนาดนี้ แล้วยังเป็น life threatening บวกกึ่ง sexual assault มันทำให้เราอาจจะหวาดผวาได้

ก็มี 2 terms ที่ได้มาจากการคุย ดูเหมือนเราจะมีอาการ
1) Hypervigilance  เรียกว่าตื่นตัวเกินเหตุ เช็คนู่นนี่เพื่อให้มั่นใจมากกว่าเดิมหลายเท่า
Hypervigilance is an enhanced state of sensory sensitivity accompanied by an exaggerated intensity of behaviors whose purpose is to detect threats. Hypervigilance is also accompanied by a state of increased anxiety which can cause exhaustion.   (http://en.wikipedia.org/wiki/Hypervigilance)

ซึ่งเค้าก็บอกว่าอาการนี้ก็ควรเกิดเป็นปกติ สำหรับคนที่ผ่านอะไรแบบนี้มา ร่างกายก็ต้องมีระบบป้องกัน(เว่อร์) เพื่อเตรียมตัวสำหรับเหตุการร์ที่อนุมานว่าอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

2) Disassociation
Dissociation is a term in psychology describing a wide array of experiences from mild detachment from immediate surroundings to more severe detachment from physical and emotional reality. (http://en.wikipedia.org/wiki/Disassociation)

เป็นอาการของ thinking process ที่พยายามคิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกิดตรงหน้า

ที่ว่ามาก็คือไม่ได้หมายความว่าเราเป็นนะ เพราะโดยรวมเค้าก็ประเมินว่าเรา ปกติดี (เย้) เพียงแต่อาการพวกนี้ถ้า observe ดูแล้วเป็นหนัก หรือไม่หายซักที ก็ให้สำเนียกไว้ว่าอาจจะมีปัญหาทางจิตในภายหลังได้

โดยรวมหลังหนึ่งชั่วโมงก็จบการปรึกษากับ Professional counselor เป็นครั้งแรกไปด้วยดี
เป็นอันว่า been there done that US life Experience แล้ว ^^"

ทั้งการ call 911 แล้วก็ปรึกษา counselor ใช้สวัสดิการออฟฟิศ ครบทุกกกกอย่างเลยย

ต่อจากนี้ก็คงใช้ชีวิตปกติล่ะนะ panic บ้างก็้คงไม่แปลกอะไร มันคงต้องใช้เวลา
session ต่อไปจะมีมั้ยก็แล้วแต่อารมณ์ :)

Thursday, August 16, 2012

หัวข้อหนักๆ Business Combination

วันนี้ปิดห้องคุยกับ partner ไปชั่วโมงกว่าๆได้
หัวข้อที่คุยคือเรื่องการ clear review notes แล้วก็คุย Accounting practice เรื่อง Business Combination
(ขอโทษล่วงหน้าที่ไทยคำอังกฤษคำ เพราะนึกภาษาไทยไม่ออก แล้วก็คุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยง่ะ)

ไม่แปลกเลยที่อยู่เมืองไทยแทบจะไม่ได้ยินจ๊อบไหนทำเรื่อง Business Combination เพราะมันไม่ใช่เทรนด์เมืองไทยเท่าไหร่นัก

ปกติเราจะเป็นพวก merger แบบซื้อกิจการ ปิดอันนั้นแล้วเปิดบริษัทใหม่ ตามกฎหมายไทยก็ต้องทำอะไรให้เรียบร้อย มีเรื่องภาษี มีเรื่องการจดทะเบียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้งานตรวจสอบบัญชีเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากนัก

แต่อเมริกา ประเทศที่แขกไปใครมามากมาย บริษัทนึงถูก take over มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แล้วก็มีบริษัทที่เรียกว่า "Private Equity" ซึ่งตั้งมาเพื่อการไปลงทุนที่บริษัทอื่นโดยเฉพาะ (แทนที่จะลงทุนหุ้น หรือลงทุนผลิต ขายของ ก็ดันลงทุนในบริษัทนู้นนั้นนี้ เพื่อหวังว่าบริษัทเติบโต แล้วเอาไปขายต่อทำกำไร)

เวลาจะ take over ทีก็มีหลายๆเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องประเมินราคา มูลค่าของบริษัท สินทรัพย์ พนักงาน รายชื่อลูกค้า(ที่มีมูลค่าในอนาคต) ฯลฯ แถมเวลา take ก็ทำแบบเนียนๆ คือ แค่เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น แล้วเอาเงิน เงินกู้มาลงให้ บริษัทที่ลงบัญชีก็ลงต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีการควบรวมเกิดขึ้น

แล้วออดิทล่ะ ? ถึงเวลาก็ต้องมาคุ้ยหาตัวเลขเอา ว่าตอนที่เค้าซื้อกิจการนั้นมีมูลค่าเท่าไร ลงบัญชียังไง ต้องรับรู้ Goodwill เท่าไหร่ (อ้วกแตรกค่าาา)

แต่ที่นี่ก็ดี ถึงเราจะเป็น senior เล็กๆ (แถมกะเหรี่ยง)  partner ก็อธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ ไปคุ้ย literature มาให้ด้วย ว่า ต้องอ่านทำความเข้าใจ เขียนอธิบายแบบนี้นะ อยู่เมืองไทยไม่เคยได้คุยกับ partner จริงๆจังๆ แบบนี้เลย แบบที่ให้ความรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรื่องนี้มันน่าสนใจอะไรแบบนี้

ถ้า partner เมืองไทยเวลาคุยก็คงเป็นเรื่องแก้งบ นู่นนี่แทนแล้ว ไม่ได้มีโอกาสมาคุยถึงลูกค้าแบบนี้ แล้ว partner ก็มีเล่าให้ฟังด้วย ว่าทำไมลูกค้าถึงทำกิจการแบบนี้ เบื้องหลัง insight strategy เป็นยังไง อนาคตน่าจะเป็นแบบไหน ไปคุยกับลูกค้ามาแล้วก็เล่าให้ฟัง แอบปลื้มขึ้นมาเลยทีเดียว

แรกๆ ก็ไม่เคยชินกับการคุยกับ partner นะ อยู่เมืองไทย การเข้าห้อง partner ดูเหมือนต้องเป็นประเด็นสำคัญ ยกเว้น partner ที่ใจดีๆ เข้าถึงน้องๆก็โอเคอยู่ แต่โดยทั่วไป เราไม่ค่อยได้มีโอกาสแบบนั้น แล้วพอมาอยู่นี่ก็รู้สึกว่า จะใช้ความรู้สึกวัฒนธรรมแบบเดิมไม่ได้แล้ว (งานตรูไม่เสร็จพอดี) ก็เลยลองเปลี่ยนแปลงดู

เมื่อเปลี่ยน ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะนะ ทำให้วันนี้ยิ้มขึ้นมาได้นิดนึง หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดสองอาทิตย์

จ๊อบที่ทำอยู่มันลากยาวมากกกก ทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว จนตอนนี้งบยังไม่ออกเลยอะ (และไม่มีท่าทีว่าจะออกใกล้ๆนี้ด้วย) หวังว่ามันจะออกในไม่ช้านี้นะ (ปีที่แล้วออกเดือนกันยา แค่ 9 เดือนจากวันปิดงบเท่านั้น)

จะว่าไป Business Combination ก็เป็น topic ที่น่าสนใจนะ :)

Tuesday, April 17, 2012

Thai vs American ep. 2 ว่าด้วยเรื่องโชว์โง่

ที่นี่จะระมัดระวังเรื่องการถามคำถาม "โชว์โง่" กันมาก เพราะถือว่าเป็น Ego ส่วนบุคคล
แล้วเด็กๆ ก็จะทำหน้าหงุดหงิดกันมากเวลาที่คนปีก่อนๆ document ไว้ไม่พอแล้วโดนลูกค้าตอกกลับ ส่วนเมืองไทย เราก็เข้าอกเข้าใจอนุชนคนรุ่นก่อนกันดีอะนะ ว่าเวลาตรวจก็แทบไม่มีแล้ว ถ้าจะให้อธิบาย สาธยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) อีก เห็นทีคงนอนหกโมงเช้าทุกวัน

เราก็เลยได้รับ Feedback มาว่า ยังทำงานได้ไม่เทียบเท่ามาตรฐานเด็กอเมริกาในแง่การจดและบอกเล่ารายละเอียด (ซึ่งเป็น skill ด้าน ฟัง และ เขียนเลยล่ะ)  ก็ก้มหน้าก้มตายอมรับไป

ผ่านมาเจ็ดเดือนใช่ว่าจะไม่พัฒนานะ ตอนแรกๆ ก็ได้แต่ทำ tickmark นู่นนี่เหมือนที่เมืองไทยแหละ
แต่พอเวลาผ่านไป จากที่เคยอธิบายบรรทัดสองบรรทัด ตอนนี้เริ่มกลายเป็นครึ่งหน้าละ แต่ก็ยังแอบคิดอยู่บ่อยๆ ว่าสิ่งเหล่านี้พอกลับเมืองไทยมันจะทำได้จริงๆเหรอ ?? ถ้าเอาวัฒนธรรมการ document แบบผักบุ้งไปปล่อยที่เมืองไทยอะไรจะเกิดขึ้น??

ข้อดี
- พัฒนาคุณภาพในการให้บริการลูกค้า ถ้าเราเขียนอธิบายเยอะๆ ลูกค้าก็ไม่ต้องมาคอย rerun ทุกครั้ง เวลา update process ใหม่ๆ หลายๆจ๊อบที่นี่ก็แค่ส่ง narrative ให้ลูกค้าอ่านและแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลา walkthrough ใหม่ให้มากมาย

-ประหยัดเวลาให้กับ engagement team ในปีถัดไป เพราะน้องๆที่มาทำงานชิ้นนี้แทน ก็จะได้อ่าน ปิดตา เห็นภาพกันเลยทีเดียว ว่าบริษัทนี้ วงจรนี้ทำอะไรยังไง ต้องตรวจสอบโดยเอาเอกสารจากใคร มาคำนวณยังไงบ้าง

ข้อเสีย
- ใช้เวลากระจายยยย ลอง plot formula คร่าวๆดูนะ

    Native English Speaker ใช้เวลา Document 1 หน้ากระดาษา ประมาณ 30 นาที (สมมติ)
    เด็กจากหลักสูตร Inter' แบบเรา หรือเด็กที่ภาษาดีพอควร จะใช้เวลาประมาณ 50 นาที
    เด็กไทย ที่ภาษาอังกฤษ กระท่อนกระแท่น แกรมม่าก็ยังงงๆ ศัพท์ก็ยังนึกไม่ค่อยออก .....รวมแก้ ถามเพื่อน เปิดดิก เราว่าอย่างต่ำต้องใช้เวลาเป็นสองเท่าของเจ้าของภาษานะ (นึกถึงตอนเราเขียนพวก Resume/ essay ดูก็ได้ ว่าต้องใช้เวลามากขนาดไหน)

   แถมคุณภาพออกมาก็ใช่ว่า "เป๊ะอะ" ก็เพราะเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักนี่นา ... แล้วเวลา manager มารีวิวล่ะ ? Manager หลายๆ คนก็กระท่อนกระแท่นเหมือนกันแหละ เพราะ manager ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาเหมือนกัน (ว่ากันตามจริง) อ่านๆ ไปก็จะงงๆ (ไม่รู้คนเขียนงง หรือคนอ่านงง) แก้ผิดแก้ถูกกันไป เวลาที่อ่าน และแก้ ก็ต้องใช้มากกว่าการทำงานระหว่าง เจ้าของภาษา vs เจ้าของภาษาอยู่แล้ว

- จำนวนชั่วโมงที่ให้ต่อ engagement เป็นที่รู้กันดีว่าใน firm BIG4 โดยเฉลี่ยแล้วเราใช้เวลาตรวจกัน 2-4 อาทิตย์ สำหรับบริษัทขนาดย่อมๆ มี in-charge 1 คน เด็กน้อย 1-2 คน ซึ่ง 2-4 อาทิตย์นี่ก็แล้วแต่ว่ารวม ทดสอบระบบด้วยรึเปล่า

 ถ้าเป็นการตรวจ year-end อย่างเดียว ก็มักจะได้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ รวมออกงบ และทุกอย่างในโลกนี้แล้ว!!! พระเจ้า ก็เคยคิดว่ามันหนักนะ แต่พอได้มาทำงานที่นี่แล้วมองกลับไป เราว่าที่เราเคยทำ (หรือทีน้องๆทำอยู่) มันโคตรรรรรหนักเลย (T__T) ยิ่งคิดก็ยิ่งน้ำตาตกใน คิดถึงเมืองไทยแล้วก็สงสารน้องๆอะ

จ๊อบขนาดเดียวกันกับที่เมืองไทย ถ้าอยู่ที่นี่จะได้เวลาเพิ่มเป็นสองเท่า! จ๊อบเล็กๆ ส่วนใหญ่ YE ได้เวลาสามอาทิตย์ ถ้ารวมทดสอบระบบด้วย ก็ได้เดือนกว่าๆเลย

แล้วคุณภาพที่ได้ต่างกันมั้ย ก็ต้องบอกว่า มันก็ต้องแปรผันตามกับเวลาที่ได้ เด็กๆที่นี่ก็มีเวลามากกว่าในการ complete Audit program แล้วก็ document ได้มากกว่า สามารถทำทุกอย่างให้จบในตัวได้ โดยที่ไม่ต้องถูกตาม ไปทำงานเก่า แล้วกินเวลางานใหม่ (เท่าไหร่นัก)  อะแหมม มันก็มีบ้างอะนะ แต่ไม่เยอะ

สรุปเรื่องเวลาที่ให้ใน engagement มีปัญหากับการวางแผนเป็นอย่างมาก

แล้วจะแก้ไขอย่างไร? ต้องถามว่าปัญหามันเกิดจากอะไรล่ะ?

เริ่มจากท่อน้ำเลี้ยงของบริษัทเลย คือ ---ค่าบริการทางวิชาชีพ ซึ่งเกิดมาจากพื้นฐานความต้องการ Supply-Demand

ส่วนใหญ่แล้วที่อเมริกา เฟิร์มจะได้ค่า fee เยอะมาก เพราะตามกฎหมายแล้ว บริษัทจำกัดทั่วไปไม่ต้องใช้ audit ในการตรวจ ในขณะที่เมืองไทย หรือสิงคโปร์ ถ้ามีสภาพเป็นบริษัทจำกัด มีรายได้กระจ๊อยนึง ก็ต้องจ้าง CPA มาตรวจแล้ว

ที่อเมริกาบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึง insurance , brokerage firms เท่านั้นที่จำเป็นต้องจ้าง CPA โดยเฉพาะ Big4 ที่มีกำลังคน และความรู้ความเชี่ยวชาญเพียงพอ ผลคือ

1) ค่า Fee ที่ได้ก็สูงตามขนาดบริษัท เพราะกว่าจะเป็น listed ใหญ่โตในตลาดหลักทรัพย์อเมริกาได้ ก็ต้องมีระบบนู่นนั่นนี

2) ขยาย service ได้ง่าย ที่อเมริกา เห็นได้ชัดเลยว่า IRM / Tax/ Actuary/ Valuator ทำงานกันเป็นปกติ แบบคู่ขนานกับ audit มากๆ เรียกว่ารวมเหมาใน package ก็ว่าได้ Financial audit เองไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องการรีวิว tax (ที่เรามักจะไม่เชี่ยวชาญ) ไม่ต้องคำนึงถึงการประเมินราคาหลักทรัพย์ การคำนวณ hedging หรือเรื่องที่ซับซ้อน เพราะทุกส่วนจะมีคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจัดการให้ทั้งหมด

3) ทีมใหญ่ อยู่นาน เด็กๆที่ทำจ๊อบ Listed ส่วนใหญ่ก็เรียกว่าอยู่กันทั้งปีทั้งชาติ มีโต๊ะส่วนตัวเสมือนเป็นพนักงานประจำเลยทีเดียว โดยเฉลี่ยที่เราเคยเห็นแพลน ถ้าเป็นจ๊อบที่ตรวจ quarter ด้วย ก็จะใช้เวลา 1600-1800 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับ target chargeability ของบริษัทเลยทีเดียว แปลว่าเด็กๆแทบไม่ต้องไปทำจ๊อบอื่น ทุ่มเทเวลาให้ได้เต็มที่ แล้วก็มีความต่อเนื่องของงานสูงกว่ามาก

4) Partner อุ่นใจ   เวลาไปจ๊อบใหญ่ๆ เรามักจะถาม partner ว่า ท่านๆ มีจ๊อบในมือเท่าไร คำตอบตรงกันคือ ถ้าได้จ๊อบ listed ใหญ่ๆ แล้ว ก็มีไม่เกิน 3-4 jobs ต่อปี partner จะมานั่งที่ออฟฟิศลูกค้า ทำงานกับเด็กๆ ให้เห็นหน้ากันตลอด เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ก็ใกล้ชิดกว่ามาก  partner ช่วยในการพูดคุย  project management (ทำให้ลูกค้าเกรงใจนิดๆ) และช่วยตัดสินปัญหาเล็กๆน้อยๆ ได้เร็วขึ้น

ส่วน manager ไม่ต้องพูดถึง แทบจะอยู่แบบร่วมหอลงโรงตลอดเวลา ที่เห็น manager ของจ๊อบใหญ่ๆที่นี่ ถึงขั้นลงมือลงแรงช่วย analyze ทำ section ที่ยากๆไปด้วย เพราะหลายๆครั้งเวลาที่ต้องติดต่อลูกค้าที่เป็นผู้บริหารสูงๆ เอาเด็กๆไปถามว่าทำไมคชจ รายได้ เพิ่มขึ้นลดลง ก็ดูไม่ค่อยเหมาะ (ถึงจะเป็นปกติของที่นี่ ที่เด็กๆ ก็คุยกับ CEO/ CFO ได้แบบไม่มีใครถือว่าใครเป็นผู้ใหญ่กว่า) ด้วยความที่ manager ก็ไม่ต้องวิ่งไปทำจ๊อบอื่น ก็มีเวลาทุ่มเท ช่วยเด็กๆ ตัดสินใจ ออกความเห็นนู่นนี่ได้มากขึ้น

อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นคร่าวๆนะ ยังไม่รวมถึงสไตล์การทำงาน การวางแผนการตรวจสอบ การประชุม ฯลฯ ที่มีความต่างกันค่อนข้างมากระหว่างวัฒนธรรมการทำงานที่เมืองไทย กับที่อเมริกามากทีเดียว

Thai vs American working culture episode 1 เกริ่นนำ

วันนี้มาหัวข้อหน้าที่การงานกันนิดนึง





ผ่านการ training มาก็เยอะ เรื่องการให้ Feedback  และรับ Feedback

มาอยู่ที่นี่กลับมาเป็น Senior เลยเน้นที่การ "รับ" Feedback ซะส่วนใหญ่

ที่นี่ค่อนข้างดีในแง่ของการตามล้างตามเช็ดให้เราส่ง Engagement review

ตามกฎแล้วเวลาที่เราทำงานจ๊อบลูกค้าที่ไหนเสร็จ ก็ควรจะต้องมีการตามประเมินผลด้วยตัวเอง (Self Assessment) ภายในสองอาทิตย์ ซึ่ง policy นี้ก็เหมือนๆกับที่เมืองไทยนั่นล่ะ

แต่เอาเข้าจริง ไม่ว่าที่เมืองไทย หรือที่นี่ ก็หาได้น้อยคนมากที่ทำตามเวลาที่เค้าบอกเป๊ะๆ

บริษัทก็ช่วยพนักงานแบบกดดันสุดๆ โดยการส่งเมลมาวันเว้นวัน ลิสต์ชื่อว่าใครยังทำไมเสร็จ เท่านี้ยังไม่พอ มีการส่งเมลจิก manager ด้วย สรุปลิสต์ออกมาว่าเด็กๆในจ๊อบคนไหนที่ยังไม่ได้ส่ง

วันดีคืนดี เราก็จะได้อีเมลจาก manager ตามจิกให้ทำ พอได้รับแบบนี้แล้ว เด็กน้อยอย่างเราก็ย่อมรีบทำ (แบบเสียไม่ได้) :p

เวลาที่เราประเมินผลตัวเองส่วนใหญ่ก็ประเมินแบบเบสิคทั่วไป คือให้ดีแบบมาตรฐาน และแอบมีให้สูงกว่ามาตรฐานบ้าง คิดเอาเองว่าส่วนใหญ่ manager คงปัดตกเล็กน้อย

อันที่จริงคงที่เพอร์เฟคจริงๆ ก็คงต้องมีอยู่นั่นแหละ แต่จุดหนึ่งที่รู้ว่าไม่ใช่ ตัวเราแน่นอน เนื่องจาก

1) แค่ภาษาที่ใช้ในการสื่่อสารในทีม และกับลูกค้า ก็เทียบกับเด็กอเมริกาปกติไม่ได้แล้ว อันนี้ก็เข้าใจ แต่ก็แอบน้อยใจนิดนึงนะ ที่มันก็ต้องรวมอยู่ในการประเมินผลด้วย

2) มาตรฐานการทำงานที่ต่างกัน อย่างที่นี่จะเน้น document มากๆ บางทีก็อธิบายสากกระเบือยันเรือรบ น้ำท่วมทุ่ง (บางทีก็ผักบุ้งโหรงเหรง หรือบางทีก็มีประโยชน์กับคนที่มาอ่านจริงๆนะ) คือโดยรวมก็ถือเป็นเรื่องดีที่ต้องมีการ document เยอะขนาดนั้น เพราะมันก็เป็นเรื่องของกฎหมาย (เวลาที่ถูกตรวจสอบก็มีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรแน่นอน ว่าทาง audit ได้ตรวจนู้นนั้นนี้พอเพียงแล้วนะ) หรือว่าสำหรับคนรุ่นหลัง ที่มาทำงานชิ้นนี้ต่อ ก็จะได้ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ต้องไปนั่งถามลูกค้าใหม่ทุกครั้ง (ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิคที่เมืองไทย เรื่องลูกค้าชอบบ่นว่า audit ไม่มีการเตรียมตัว พอเปลี่ยนทีมก็ถามซ้ำๆกันตลอดเวลา)

พอพูดถึงมาตรฐานที่ต่างกันเนี่ยล่ะ เลยเป็นที่มาของหัวข้อ blog นี้
ว่าแล้วก็ได้เวลาเปรียบเทียบกันซักที (จากมุมมองกระเหรี่ยงแบบเรา)

ข้อทำความเข้าใจแบบเป็น Ground Rule ก่อนนะว่า

1  มันไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน สิ่งที่เราจะเล่าสู่กันฟังนี้ ขอให้นึกไว้ว่า เป็นเรื่อง "โดยรวม" ไม่ใช่ "เหมารวม" ถ้าวัดตามค่าสถิติก็อาจจะ 60-80% ที่เป็นไปตามที่เราพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่จะเล่าต่อจากนี้ เป็นสัจจนิรันดร์ของสไตล์การทำงานที่นี่ หรือที่เมืองไทย (ศัพท์หรูปะ) อิอิ

2 มันมาจากความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า "เท่านั้น" ถ้าหากใครคิดเห็นไม่เหมือนกันก็แชร์กันได้ มันเกิดมาจากประสบการณ์การเทียบเคียงจริงของเรา ในช่วงที่ทำงานเมืองไทยกับที่นี่ แน่นอน ประสบการณ์ร้ายดีของแต่ละคน ด้วยเวลา และโอกาส ย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

3 อย่าลืมว่าในทุกค่าสถิตินั้น มันมี Outlier แฝงอยู่ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่เข้าข่าย Outlier เช่น คนอื่นๆเค้ากินแล้วอ้วนเอาๆ แต่คุณกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน (เปรียบเปรย)  ก็ขอแสดงความนับถือ ซูฮกในความโชคดีของคุณแล้วกันนะ แต่เราจะขอข้ามพวก outlier พวกนี้ เพราะเราจะพูดในแง่ ถัวๆ (ปนมั่ว) เท่านั้น

4 สิ่งที่พูดถึงนี้คือชีิวิตออดิท ท่านใดที่อยู่นอกวงการผ่านมา ก็ขอให้ระลึกว่า นี่คือชีวิตของชนกลุ่มน้อยเท่านั้น อาจมีคิดชื่นชม สงสาร หรืออึ้ง ทึ่ง งงอยู่ในใจ ขอความกรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม
อย่าเอาไปเหมาว่า แฟนฝรั่งที่ดูใจกันอยู่จะเป็นแบบนี้ อย่าเอาไปเหมาว่าผู้บริหารต่างชาติของท่านจะเข้าลักษณะนี้ ขอให้อ่านเพื่อประสบการณ์แนว "รู้ไว้อะ" แล้วกันนะกร๊ะ


กฎบ้าๆบอๆ ของเราก็จบแล้ว

แล้วไว้จะเริ่มเรื่อง การ document งาน เป็นเรื่องแรกแล้วกันนะ

(ใครอยากรู้ว่าที่เมืองไทย กับที่อเมริกาต่างกันตรงไหนอีก ลอง comment มาแล้วกัน ถ้านึกออกจะสอดแทรกไปด้วย)

Thursday, April 5, 2012

อย่างนี้ต้องลาออก

เมื่อวานมีเด็กในจ๊อบมาบอกว่า "จะลาออกแล้วนะ!"

ขอเกริ่นประวัติคร่าวๆของน้องคนนี้

ชี เป็นฝรั่งคน local เนี่ยแหละ ทำงานกับบริษัทมาได้ประมาณปีครึ่ง ได้ CPA ตั้งแต่ก่อนเข้าทำงานแล้ว เพราะว่าเด็ก Accounting ส่วนใหญ่ในอเมริกาจะเรียนต่อจนจบ Master ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานที่แรก เพราะว่า US CPA requirement มักจะต้องการ 150 หน่วยกิต ซึ่งปกติ ป.ตรีก็มักจะแค่ 120-130 เครดิต ไม่พอที่จะสอบ CPA อยู่แล้ว เด็กจากหลายๆรัฐที่เราเคยทำงานด้วย เช่น Georgia, Alabama, Virginia, etc ก็เลยแอบแก่นิดส์สึง คือเริ่มทำงานประมาณอายุ 23-25

ต่อๆ ชีก็เป็นเด็กที่ดีพอสมควร แต่มี passion ในการออกกำลังกายมาก (ซึ่งน่ายกย่องเป็นที่สุด) ทุกวันถึงแม้จะเป็นช่วง Year-end ชีก็จะพยายามเลิกงานไม่เกินสองทุ่ม เพื่อกลับไปฟิตเนสแถวบ้าน งานอดิเรกก็คือการยกเวท!!! หน้าตาก็สวย หุ่นก็ดี เหมือน นาตาลี (ภรรยาเก่าภารดร) ประมาณนั้น อิจฉา!

วันศุกร์ที่ผ่านมา ชีขอลาหยุดแบบสายฟ้าแล่บจน manager ยังงง บอกว่าจะไปทำธุระที่ South Carolina ซึ่งห่างประมาณ 6 ชั่วโมงจากเมืองที่เราทำงานอยู่ พวกเราก็ไม่ได้อะไร คิดว่าไปหาญาติ หรือทำธุระ

วันจันทร์ ชีแอบกระซิบ (หลังจากทำงานกันอย่างเงียบงัน) ว่า

นาตาลี:  มีอะไรอยากเล่าให้ฟัง
Toffee: อะไร??!! (กำลังทำงานอย่างเคร่งเครียดดด)
นาตาลี: จะลาออกแล้วแหละ เมื่อวันศุกร์ที่ลา จริงๆ คือไปสัมภาษณ์งาน แล้วเค้าก็ตอบรับแระ เริ่มงานเดือนเมษายน
Toffee: อ่าวว แล้วที่ manager บอกว่าปีหน้าจะให้หล่อนเป็น in-charge ล่ะ
นาตาลี: ออดิทก็เงี้ย ใครๆก็รู้ว่าพวกเราเปลี่ยนงาน เปลี่ยนหน้ากันบ่อยจะตาย
Toffee:  ......( แมร่ง จริงว่ะ)

แต่การตัดสินใจของชี เราว่าสมเหตุสมผลนะ ที่ใหม่ที่ไปห่างจากบ้านเกิดชี 6 ชั่วโมงขับรถ ก็ไม่ได้ไกลมาก ยังกลับมาเยี่ยมครอบครัว เพื่อนๆได้ ชีเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เกิดมาแทบไม่เคยไปไหนเลย โตที่นี่ เรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ เมืองเก๋ๆ ที่ใครเค้าไปกัน ก็ยังแทบไม่เคยไป

เออ เหลือเชื่อเนอะ เป็นฝรั่งเองซะเปล่า ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง New York แล้ว แต่เกิดมายี่สิบกว่าปีไม่เคยไปเลยเนี่ยนะ??  แต่ก็จริงที่ว่า ถ้าคนเราไม่มี passion ต่อให้ใกล้แค่ไหนก็ไม่ได้เห็นว่าสำคัญอะเนอะ
จะไปว่าว่าใกล้เกลือกินด่างก็ไม่ถูก เพราะถ้าเราไม่ชอบ ไม่สนใจตั้งแต่แรกแล้ว มันก็ไม่เป็นประเด็น

เมืองที่ชีจะย้ายเป็นเมืองร้อนนิดนึง ติดทะเล และมีฟิตเนสให้เล่นทุกวัน บริษัทใหม่ก็เป็นบริษัทใหญ่ๆของเมืองนั้นที่เพิ่ง listed ในตลาดหลักทรัพย์เลยต้องการ Internal Auditor กลุ่มใหม่ไฟแรงไปทำนู่นนี่
เงินเดือนให้มากกว่าเยอะ แถมชีเล่าว่า แอบกล้าต่อขึ้นเงินเดือนไป เค้ายังตอบตกลง

ทั้งเรื่องเงิน เรื่อง work-life balance ที่ชีสามารถไปฟิตแอนด์เฟิร์มได้ตั้งแต่ห้าโมงเย็น ทั้งเรื่องที่ชีอยากหนีจากแฟนเก่าที่วนเวียนไปไหนไม่ไกลกัน (เพราะเกิดและโตมาในเมืองเล็กๆเมืองเดียวกัน) ชีก็เลยเอาวะ! ตัดสินใจ

วันนี้ชีโทรหา Performance Manager ต่อหน้าเรา ก็ได้ยินสนทนากันซักพัก ไม่มีการเหนี่ยวรั้งใดๆทั้งสิ้น

นึกถึงออฟฟิศเราที่เมืองไทย กว่าจะออกได้เหนี่ยวรั้งกันแทบตาย

คิดไม่ตกว่าการที่โดนรั้งไว้ กับการที่ไม่ถูกรั้งไว้เลย อะไรจะดีกว่ากัน??

มานึกๆดูอยู่ที่นี่เหตุผลของการลาออกที่ง่ายและต้านทานไม่ได้เลยก็คือจะย้ายเมือง

อยู่กรุงเทพบอกว่าเปลี่ยนงาน เพราะย้ายเมือง ผู้ใหญ่คงถามว่า ย้ายออกจากกทมไปตจวเนี่ยนะ???
ก็ฟังดู very rare

แต่ที่นี่ อารมณ์ติสต์มันเยอะ คนที่นี่มีคำที่ชอบโดนแซวบ่อยๆว่า "American Dream" คือ คนฝั่ง New York ก็มักจะมีความฝันอยากไปอยู่ LA เห็นทะเล เจอแดด คน LA ก็อยากอยู่ New York เห็นตึกสูงๆ

คนใต้ก็อยากเข้าเมืองหลวง คนเมืองหลวงก็อยากมาใช้ชีวิตชนบท พวกนี้เป็นเรื่องปกติมากๆ ไม่ใช่เคส extreme แนวอยากอยู่ดอยเหมือนคนไทย

การคมนาคม รถเช่า โรงแรมในแต่ละเมืองก็เลยคึกคัก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ๆเดียว

เออ สรุปวันนี้ไม่มีประเด็นเลยแฮะ

มาบ่นๆ เล่าๆ ให้ฟัง ว่าเด็กในจ๊อบจะลาออก เพื่อไปตามความฝัน American Dream โอเคป่ะ??

หายหน้าหายตา

ไม่ได้ update blog นานเกิ๊นนนน

งานรุมเร้าคอดๆ -_-"

แต่ก็ไม่บ่นหรอกนะ เพราะว่าเวลางานที่นี่ก็เรียกว่าปราณีกว่าที่เมืองไทยมากมาย ไม่เคยกลับบ้านหลัง 3 ทุ่มเลย  ถือเป็นความโชคดี เพราะหน้าพีคแบบนี้ ออดิทประเทศไหนก็หนักทั้งนั้นแหละ
(ทีมอื่นดึกๆ ก็มีนะ แต่ก็ไม่ได้ทุกวันติดกันเป็นเดือนๆ)

มีเอางานกลับมาทำที่บ้านบ้างอาทิตย์ละสองสามวัน บางทีก็ลากยาวไปตีหนึ่งตีสอง แต่ก็เรียกได้ว่าทำตัวเองซะมากกว่า ไม่ใช่อารมณ์ว่างานมันบีบคั้น แต่ก็นะ บางทีถ้ารู้สึกว่างานไม่เสร็จ ทำอะไรไม่คืบหน้าเท่าไหร่ก็จะรู้สึกเครียดๆ เล็กน้อย นอนตายตาไม่หลับ ก็เลยทำๆ ซะให้มันรู้สึกสบายใจ :)

Review note ที่ได้จาก manager/partner ก็ยังมากมายตามสไตล์คนที่รีวิว (ซึ่งไม่ใช่คนทำ) ก็ตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์กันไป

สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

  • เสร็จ engagement ที่ Richmond กลับมาพำนักพักพิง ยาวววววววววว ที่ Atlanta อีกเป็นเดือน (ช่วงนี้ก็กินแกลบกันไป ไม่ได้ Per diem  ค่าดิฟก็กระจิ๊ดริ๊ดไม่พอยาไส้ shopping แต้มบัตรเครดิต แต้มโรงแรมก็ไม่กระเพื่อมเล้ยยย หดหู่สุดๆ
  • สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นก็คือ  manager ที่จ๊อบ Richmond ให้  Review performance ดีเชียว ก็แอบดีใจนะ เพราะเป็นบริษัท Brokerage firm ที่ไม่เคยมีปสก ด้านนี้ แต่เค้าพอใจในผลงานที่เราตั้งใจทำ ก็ดีอะ
  • ข้อดีที่กลับมาก็คือ ได้ทำอาหารกินเองเยอะขึ้น ตอนนี้เริ่มนับแคลอรี่แบบว่ากินไม่เกินวันละ 1200 โดยใช้ App ใน iPhone มาได้จะเดือนนึงแระ น้ำหนักก็ลดแบบเป็นที่น่าพอใจอยู่ แต่ของแบบนี้จะเหลิงไม่ได้อะนะ ปัญหาการควบคุมจิตใจไม่ให้ (แหล่ก) กินมากเกินไปเนี่ย ปัญหาระดับชาติ!! อ้วนมาทั้งชีวิตแล้ว เดือนเดียวคงจะไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยได้ถาวรหรอกน่า ^^"
  • ลูกค้าที่ใหม่เป็นแนวบริษัทยา ถึงจะเป็นแนวยาๆ แบบลูกค้าหลักของเราที่เมืองไทย แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ยังดีเล็กน้อยที่ลูกค้ามี 2 Locations ที่นึงเหมือนเป็น accounting office อยู่ใน Kennesaw, GA ก็ขับรถวันละ 30-40 นาที ระยะทางประมาณ 19 ไมล์ได้  ส่วนอีกที่อยู่ที่ McDonough, GA ก็เรียกว่าในเมืองเหมือนกัน แต่ห่างจากบ้านไปตั้ง 40 กว่าไมล์แน่ะ วันๆ ก็อยู่บนถนนไปกลับรวมสองชั่วโมง ตอนนี้ คุโระบุตะ (หมูดำ Accord) ของเรา ไมล์เลยเฉียด 118,000 แล้ว >___<  ภาวนาอย่าเจ๊ง อย่าแตก อย่าเคือง อย่างอน บนท้องถนนนะลูกนะะะะ 
  • จ๊อบนี้ก็ได้เป็นอินชาร์จแบบเต็มตัว มีเด็กในสังกัดเป็นเด็กอเมริกันสองคน สั่งงานกันมันส์มือ เวลาอธิบายงาน ก็มันส์พะยะค่ะ เพราะหลายครั้ง เด็กๆ ก็งงว่าเราพูดภาษาอะไรอยู่ (ฉันพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงไทย ที่พยามแอ๊บฝรั่งแล้วนะเว่ยยย)  เด็กในจ๊อบคนนึงแซวขำๆว่า เนี่ยๆ ถ้าพูดแบบยูลงไป deep south (หมายถึง ลงไปทางแถบ Alabama/ Mississippi) ฝรั่งจะงงนะ ว่ายูพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยอยู่  เง้อออ แอบบเจ็บ (มันหลอกด่าว่าเป็นกะเหรี่ยงป่าวฟระ) แต่ก็ต้องทำใจ   ....ถึงจะพูดได้แต่สำเนียงก็ส่อชาติเกิด 555 ไว้มีลูกจะส่งไปเรียนเมืองนอกแต่เด็กให้ปิดตาฟังคิดว่าเป็นฝรั่งเลยเหอะะะ จำไว้!!!

Thursday, February 9, 2012

ความฮาของลูกค้า Audit ที่นี่

แอร๊ยย เผลอแป๊ปเดียว  Counter ที่นับเวลาก็บอกว่าเราอยู่อเมริกามาจะครึ่งปีแล้วววว

ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วแบบนี้นะ! ยังไม่ทันรู้สึกว่าได้ทำอะไรเป็ินชิ้นเป็นอันเลย

เอาเป็นว่าที่ผ่านมาประมาณเกือบหกเดือน ผ่านลูกค้า (ไม่ใช่ผ่านผู้ชาย) มาแล้ว สิริรวมทั้งสิ้น

4 จ๊อบด้วยกัน

จ๊อบแรก เป็นจ๊อบ Non-life insurance ใน Columbus, Georgia

จ๊อบสอง เป็นจ๊อบบริษัทลูกที่มีแม่อยู่เมืองไทย อยู่ที่ Decatur, Alabama

จ๊อบสาม เป็นจ๊อบ SME bank อยู่ที่ Warren, Ohio

จ๊อบสี่ เป็นจ๊อบ Brokerage and Dealer อยู่ที่ Richmond, Virginia

สี่จ๊อบ สี่รัฐ เลยเว้ยเฮ้ย ทำให้เราทำยอดนอนโรงแรมมาแล้วทั้งหมด 7 โรงแรมด้วยกัน! hit Platinum memeber ของ Marriott ไปเรียบร้อยแระ -_-" ไม่ต้องพูดถึง per diem, Diff ที่เบิกกันกระจัดกระจาย (และก็ช้อปเพื่อ offset กันเรียบร้อยแระ)


ความฮาที่อยากบันทึกไว้วันนี้ ณ จุดนี้ที่อยู่ Richmond, VA คือ เป็นครั้งแรกที่ได้เจอลูกค้าที่เป็น audit เก่าว่ะค่ะ 555  เฟิร์มเดียวกันด้วย  ขอเรียกว่าคุณพี่อภิสิทธิ์ (เพราะชื่อจริงเค้าคือชื่อเล่นของ อดีตนายกเราอะนะ)  คุณพี่ประวัติเก๋ๆ เหมือนออดิทอย่างเราๆ คือทำงานกับเฟิร์มเรามาสามปี แล้วก็ลาออกมาเป็น Accounting Manager ที่บริษัทลูกค้า ข้อดีคือคุณพี่ดูเข้าอกเข้าใจ รู้จักเราไปทุกอย่าง ประโยคคลาสสิคอย่างเช่น

Toffee: I เจอ diff ตรงนู้น นั้น นี้ xdka$%^%WY  
พี่อภิสิทธิ์:  You ปรับเข้า SUAD ไปสิ (สิ่งนี้เป็นศัพท์จำเพาะสำหรับวงการออดิท คือหมายถึงที่เอาไว้รวมผลต่างที่หาเจอที่ผิดอะนะ)
Toffee: อึ้งแดก -_-" 

Toffee:  I ขอ rental agreement หน่อยนะ จะเอามาตรวจ
 พี่อภิสิทธิ์:  ไม่มีใน Perm File เหรอ (สิ่งนี้เป็นศัพท์จำเพาะสำหรับวงการออดิท หมายถึง แฟ้มเก็บข้อมูลที่สามารถใช้ได้หลายๆปี จะได้ไม่ต้องขอใหม่ เช่น สัญญาเช่าออฟฟิศ ที่มักจะนานสามปีห้าปี หรือ policy ลูกค้า)   ถ้าเคยให้แล้วไม่ให้แล้วนะ ไปหาเอาเอ๊งง
Toffee: แง้ววว จะไปลองหาดูค่า (นึกในใจ แมร่งไม่มีหรอก ตรูเพิ่งเริ่มทีมนี้ จะรู้มั้ยว่าปู่โสมคนสุดท้ายเอาไปไว้ที่ไหน๊!!)

พอถึงเวลา
Manager : Toffee ยูเอา agreement มารึยัง
Toffee:   !!!  โดนอีกแล้วตรู!!


แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีนะ

เพราะว่าเวลาเจอที่ผิดที เราก็ใส่เลย

Toffee: You เคยทำ audit มา You  รู้ใช่ปะ ว่าเดี๋ยวนี้เค้าใช้โปรแกรมตรวจสอบแล้ว ถ้าผิด 1,000 มันจะ project ไปเป็น 10,000 (ยกตัวอย่าง)  แล้วอาจผิดร้ายแรงนะ
พี่อภิสิทธิ์:  (หงอยย) แล้วไอจะดูให้นะว่าผิดตรงไหนอีกบ้าง 
Toffee:  555 รู้สึกเหนือกว่าเป็นครั้งแรก!!!

Monday, January 2, 2012

Trip ในรอบสองเดือน ฉลองครบสี่เดิอน

หลังๆไม่ค่อยได้มีเวลามาเขียนไดอะรี่เท่าไหร่ จริงๆ เป็นเพราะว่า เรามักจะทิ้ง laptop ไว้หลังรถ (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องถูกต้อง)  แล้วใช้ iPad ในการเข้าเวบ เล่นเนต ดูหนังแทน

การพิมพ์ไดอะรี่ผ่าน iPad ถึงจะทำได้ แต่ก็ไม่ดวกเท่าการใช้คีย์บอร์ดแบบสัมผัสปกติ

ไปๆมาๆก็เลยเรียกว่าดองเค็มเลยทีเดียว

จากครั้งล่าสุดที่เขียนถึงว่าไปออกจ๊อบที่ Ohio ข้อดีคือการได้ Switch ตั๋ว
เพราะฉะนั้นช่วงสุดสัปดาห์ เป็นเวลาสองสุดสัปดาห์ก็เลยได้มีโอกาสไปหาเพื่อน USMP ด้วยกันที่อยู่ที่ Tyson's Corner, Virginia ซึ่งพิกัดมันก็เรียกได้ว่าอยู่และทำงานที่ Washington D.C. เมืองหลวงของอเมริกานั่นเอง

Weekend 2-4 December เป็นศุกร์-อาทิตย์แรกที่ได้ออกเที่ยวโดยใช้ตังบริษัท



การเดินทางก็เริ่มช่วงเย็นวันศุกร์ ตามนี้

ขับรถจาก Warren, Ohio (จุด A) ไปที่ Pittsburgh, Pennsylvania (จุด B) ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

ต่อด้วยการขึ้นเครื่องบินจาก Pittsburgh International Airport ด้วยสายการบิน Southwest (ตั๋วไปกลับ $155) ระยะทางประมาณ 250 ไมล์ ถ้าขับไปคงใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ แต่นี่บินไป แอบได้ยินกัปตันบอกว่า ระยะเวลาที่อยู่ในเครื่องกลางอากาศนับรวมแล้วแค่ 37 นาทีเท่านั้น รวมรอบิน และแลนดิ้ง ก็ทำให้ระยะเวลาทริปประมาณ 55 นาที ^^"

ต่อจากนั้น เพื่อนเลิฟจาก USMP เป็นคนสิงคโปร์ ก็ขับรถมารับที่สนามบิน ( She ขับ BMW serie 3 ด้วยล่ะ) แล้วก็ขับลากยาวต่อไปที่ Philadelphia หรือชื่อเล่น Philly ซึ่งเป็นจุดหมายของการเที่ยวอาทิตย์นี้

ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวที่ Philly แทนที่จะเที่ยวใน Washington D.C.?

เพราะว่า อาทิตย์ถัดไปเราก็ได้ตั๋วมาลงที่ Baltimore อีกครั้ง และวีคต่อไปจะมีเพื่อนอีกสองคนมาสมทบ
วีคนี้ก็เลยเลือกไป Philly เพื่อไปหา Roommate เรา (สมัยเทรนอยู่ที่ New Jersey) ซึ่ง roommate ชาวจีนของเรานั้นได้รับการ assisgn ให้ไปประจำที่นั่น (และมีฝามีอิมพอร์ตจากจีนมาอยู่ด้วย อิจฉาาาจริง)

ขับไปประมาณสองชั่วโมงนิดๆเท่านั้นก็ถึงโรงแรมที่พักสำหรับคืนที่ 4 December ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ออฟฟิศก็ออกให้เหมือนกัน

โรงแรมที่เราเลือกพักเป็นโรงแรมใหม่เครือ Starwood (เจ้าของเดียวกับพวก Sheraton, Four Points)  ชื่อว่า ALoft (ALOFT PHILADELPHIA AIRPORT)
 เป็นแนวฮิปๆ เก๋ๆ ดีอะนะ  รูปเอามาจากเวบ startwood.com แต่ของจริงก็เหมือนเด๊ะๆเลยล่ะ
โรงแรมใหม่มากๆๆๆๆ เก๋มากๆๆๆ แต่เสียอย่างเดียวคือต้องเสียค่าจอดรถคือละ $13 เหรียญแน่ะ
นอกนั้นที่เจ๋งก็คือมี ฟรี WiFi แล้วกาแฟที่ให้ในห้องคือ Starbucks




ก็อาศัยหลับนอนกันไปหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ขับรถไปเจอที่บ้าน Rommate เราซึ่งห่างจากโรงแรมประมาณ 20 นาที แล้วก็ออกเที่ยวในเมือง Philadelphia ด้วยกัน 

เมือง Philly นี่ก็จัดว่าเป็นเมืองใหญ่มากๆ ระดับท๊อปเทนในด้านจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ มีตึกสูงๆเยอะแยะ แล้วก็มี China Town ที่ใหญ่มากด้วย 

Roommate เราพาไปลุยติ่มซำที่ China Town เอาให้หายอยาก (ก็ได้ดั่งใจมากๆ) แล้วก็ไปเที่ยว hilight ของ Philly คือ Liberty Bell, Independence Hall เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอเมริกา การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกก็ที่นี่ (แรกๆ คิดว่าเป็นแค่เมืองที่ทำชีส แหะๆ) 

ต่อจากนั้นก็พาไปตะลุยกิน Philly Cheese steak แซนด์วิชเนื้อใส่ชีส ที่ขึ้นชื่่อมากๆของที่นี่ แล้วก็ตบท้ายด้วยการไปชอปปิ้งที่ห้างแถวบ้าน

เช้าวันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ก็ขับรถไป Hershey's Chocolate Tour ไปดูขั้นตอนการผลิตชอคโกแลต Hershey's ที่แสนโด่งดัง ไปเข้าคิวทำชอคโกแลตเองด้วยล่ะ ออกมาก็น่ารักดี

ตบท้ายก่อนขับรถกลับด้วยการไปแวะ Tanger Outlet แถว Hersheys และกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารไทยชื่อ Stang of Siam ใน Baltimore แล้วก็บินกลับบ้าน

เป็นอาทิตย์ที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆ 


Wednesday, November 16, 2011

ครบรอบสามเดือน เที่ยวสามอาทิตย์

อาทิตย์นี้ แว๊บมาอยู่ที่ Warren, Ohio แล้ว 
จะเห็นได้จากใน Map ว่า แหล่งพำนักของเราใน Atlanta ซึ่งค่อนไปทางใต้ ห่างจากจ๊อบที่จุด B ซึ่งอยู่ไปทางเหนือมากๆ  มองซ้ายไปนิดส์นึงก็จะเจอ Milwaukee แหล่งพำนักของพี่นุ้ยแล้ว ^_^"



หากเดินทางด้วยการขับรถ (โดยหวังได้ mileage) อาจตายได้ เพราะระยะห่างจาก Atlanta นั้นรวมแล้ว ประมาณ 750 ไมล์ (1,200 กิโล) ขับไม่พัก ไม่ฉี่เลยก็สิริรวม 12 ชั่วโมงกว่าๆ

อันนี้คงเกินไปที่จะขับ ก็เลยเป็นครั้งแรกที่ได้ออกจ๊อบโดยการ "บินนนน"

แต่ขั้นตอนก่อนได้บินนั้นตะกุกตะกักยิ่งนัก

เราเพิ่งรู้ว่าแพลนเปลี่ยนเมื่อช่วงสายๆบ่ายๆ วันศุกร์ ทั้งวันจนถึงห้าโมงเย็นก็รอคนที่จ๊อบว่าจะติดต่อ หรืออีเมลมาหาว่าจะต้องจองอะไรยังไง (ไม่รู้แม้กระทั่งว่าลูกค้าอยู่ไหน)

ตกเย็นคิดว่าไม่ได้แล้ว เพราะออฟฟิศที่นี่ เด็กๆ ไม่ได้มี BB/iPhone ที่ Push mail ได้เหมือนเมืองไทย ส่งเมลไปก็ไม่มีใครตอบ โทรหาก็ไม่มีใครรับ

สุดท้ายเลยเมลไปถาม Senior Manager ซึ่งห่างไกลกันเหลือเกิน เค้าตอบกลับมาสั้นๆ สามบรรทัด ให้ที่อยู่ลูกค้า บอกว่าควรจะบินลงสนาบินที่ Pittsburgh และเช่ารถขับไปเอง

จบ????? 

แล้วต้องออกเมื่อไหร่ล่ะ?
แล้วต้องนอนโรงแรมที่ไหน?
เริ่มทำงานเมื่อไหร่?
แต่งตัวยังไง (อันนี้ไม่ได้คิดถึง)

ก็ทำอะไรไม่ได้ ก้มหน้าก้มตาทำดังนี้

1) หาตั๋วเครื่องบิน จาก Atlanta, Georgia- Pittsburgh, Pennsylvania ดูๆ แล้วถ้าออกวันจันทร์คงถึงตอนเที่ยงพอดี ก็เลยตัดสินใจจองเช้าวันอาทิตย์ ได้ตั๋ว Delta วินาทีสุดท้าย เลยราคาแพงมากเกือบ $600 เหรียญ (หมื่นแปด!!!) ตั๋วแพงมักส์  ราคานี้บินไปกลับลอนดอนสบายๆ แต่ก็ต้องทำใจ (ลูกค้าทำใจ)

2) เช่ารถ  ออฟฟิศลูกค้าไม่ได้อยู่ข้างสนามบิน เป็น auditor ที่นี่ ไม่ได้อบอุ่น welcoming เหมือนเมืองไทย ที่มีลูกค้ามารับบ้าง มีรถมารอบ้าง
อันนี้ลุยเอง จองรถเช่าเอง  ก็หาๆ ในระบบเช่ารถ กดจองไป เทียบเวลาไปกลับจากสนามบิน ก็กะๆ เอาว่า ควรจะต้องรับรถ และคืนรถเวลาไหนบ้าง

3) จองโรงแรม อันนี้ไม่มีใครช่วยอะไรได้ นอกจาก Google map (เดี๋ยวนี้เปิดบ่อยว่า google.com อีก)  หาว่าเมืองนี้มีโรงแรมอะไร ก็จองไปตามที่อยากจอง

โรงแรมที่หรูสุดในเมืองคือ Holiday Inn Express / Fairfield Marriott ซึ่งเป็นเกรดรองลงมา  Marriott > Courtyard> Fairfield   แต่ก็เอาวะ มีดีสุดให้นอน และสะสมแต้มได้ก็โอแระ

4) จองที่จอดรถ  เนื่องจากไม่มีคนไปส่งสนามบิน คนมารับก็ไม่มี เลยต้องจองที่จอดรถล่วงหน้าไว้ ราคาจะได้ไม่แพง (เป็นออดิทนั้นควรมีใจระลึกถึงผู้อื่นเสมอ ไม่ใช่ว่าเบิกอะไรได้ก็เบิกๆไป เราไม่รู้หรอก ว่าสุดท้ายค่าใช้จ่ายจะเข้าออฟฟิศ หรือไปเบิกลูกค้า แต่เราคิดว่า เราควรใช้จ่ายแบบสมเหตุสมผลที่สุด อะไรที่ประหยัดได้ และไม่ลำบากเราเกินไปนักก็ควรจะทำ )

พร้อมทุกอย่างแล้ว ที่เหลือก็คือเก็บบ้านช่องให้เรียบร้อย เพราะจะไม่อยู่อีกหนึ่งอาทิตย์ ข้าวปลาอาหารที่ซื้อไว้ (เพราะคิดว่าออกจ๊อบในเมืองจะทำกับข้าวไปกินเอง) ก็เป็นอันอัดเข้าช่อง Freeze แช่แข็งให้หมด

แอบเสียดาย แต่การได้เที่ยว ออกนอกเมืองก็ดีกว่า (ล่ะวะ)

วันอาทิตย์ก็ออกเดินทาง ใช้เวลาบินประมาณ 1.45 นาที ก็ถึงแล้ว
ไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไร เดี๋ยวนี้ดีมากเลย ไม่ต้อง print Boarding pass แล้ว ใช้โชว์โค้ดในมือถือ แล้วก็แสกนไปเรื่อยๆ ประหยัดกระดาษ แล้วก็ป้องกันการลืมตั๋่วด้วย ^_^

มาถึงสนามบินก็จัดการไปรับรถเช่าที่ทำจองไว้
คราวนี้ได้น้อง Forad Focus ห้าประตู สีดำ ใหม่กริ๊ก มาคู่ใจ "น่ารักอ้ะะะะ"
ใหม่กว่ารถตัวเองตั้งเยอะ (แหงล่ะ)

เพื่อไม่ให้ทิ้ง concept ก่อนมาเราได้ทำการ research เรียบร้อยแล้ว ว่ามี outlet อยู่ระหว่างทางจากสนามบินไปเมืองลูกค้า outlet ที่นี่คือ Grove City Premium Outlet เป็น 1/10 ของ Outlet ที่ของเยอะสุดๆ (อันดับต้นๆ ก็เช่น Woodburry, New York ที่เคยไปมาเมื่อตอนปี 2009 อะนะ)

พอขับรถมาถึง ถึงได้คุ้นๆ ว่าจริงๆ แล้วเราเคยมาที่นี่เมื่อปี 2005! สมัยมา Work and Travel ตอนปีสาม ไม่คิดไม่ฝันว่าชาตินี้จะได้กลับมาอีกจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 13 Nov มันเป็นวันเก็บตกวันทหารผ่านศึกเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้านั้น ก็เลยได้อานิสงส์ Sale ต่อมาด้วย เช่น Levi + Coach ลด on top อีก 20% แล้วก็มีพวก clearance เสื้อผ้าหน้าร้อน  ก็จัดการสอยของบ้างตามระเบียบ แต่ซื้อเยอะไม่ได้ เพราะกระเป๋าเอามาไม่ใหญ่อะนะ :(

ที่ PA (ชื่อย่อรัฐ Pennsylvania) ดีอย่าง คือไม่คิด sales tax กับพวกเสื้อผ้า รองเท้า ไม่เหมือนที่ Georgia เจอ 7-8% o top ไปทุกอย่าง ของเลยแพง มานี่เลย (รู้สึกเหมือนว่า) ซื้อได้ถูกลง

อยู่ Outlet ประมาณสามชั่วโมง พอฟ้าเริ่มมืดก็เลยต้องรีบขับกลับละ

ขับรถคนเดียว กับ GPS เก่าๆ งงๆ กับเมืองที่ไม่เคยมา ก็ไม่ควรซ่าเกินไป แหะๆ
และแล้ว GPS เพื่อนยากก็นำพาเราถึงจุดหมาย คือเมือง Warren, Ohio

วันเดียวเหยียบ 3 รัฐ (Georgia, Pennsylvania, Ohio) เลยแฮะ ดีตรงที่อยู่ใน time zone เดียวกัน ก็ไม่ต้องปรับเวลา เหมือนตอนไป Alabama

คืนนั้นก็เหนื่อยแล้วไม่มีไรมาก กิน milkshakes ซื้อจาก Steak n Shake แล้วก็นอน (สลบเหมือด)








Friday, November 11, 2011

ข้อดีของการเป็นสาวโรงงาน ออกจ๊อบต่างรัฐ

ช่วงเดือนก่อนๆ แอบเศร้าซึม เพราะรู้ว่าแพลนในช่วงเดือนธันวา กับ year end ปีหน้าที่ได้เป็นจ๊อบในเมือง 

พูดถึงการออกจ๊อบ ...จะว่าไปการไปจ๊อบต่างจังหวัดที่เมืองไทย หรือต่างรัฐที่นี่ ก็มักเป็นปัญหาให้ออดิทรุ่นน้อยรุ่นใหญ่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีภาระผูกพัน เช่น แฟน สามี พ่อแม่เป็นห่วง ก็ย่อมคิดว่าการไปต่างจังหวัด ทำงานไกลบ้านนี่มันทรมานกันชัดๆ!!

ที่นี่ก็เป็นปัญหาคลาสสิค จะว่าไปก็หนักหนาสาหัสกว่าเมืองไทยซะอีก

เพราะคำว่าไปเช้าเย็นกลับสำหรับที่นี่ (จ๊อบในเมือง) มันหมายถึงการขับรถไม่เกิน 1 ชั่วโมง (บ้านเราถ้าต้องไป ตจว ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป ระหว่างอาทิตย์ก็มักจะนอนโรงแรมกันแล้ว)

ถ้าจ๊อบนอกเมือง ก็ตั้งแต่ 2-3  ชั่วโมงขึ้นไป และหนักสุดคือต้องขับรถไปเอง

แล้วเจ้ากรรมที่ Atlanta office ก็ดันไม่ค่อยจะมีจ๊อบในเมืองเท่าไหร่ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยู่ที่เมือง หรือรัฐอื่นๆ ที่ต้องขับกันครึ่งค่อนวันทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น การเดินทาง และนอนค้างอ้างแรมก็เป็นเรื่องที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ของคนเมมืองเลยทีเดียว

ทำไมการไม่ได้ออกจ๊อบตจว สำหรับเราถึงเศร้า? พูดไปหลายคนคงไม่ค่อยเข้าใจ

โดยปกติตอนอยู่ที่เมืองไทย เราก็เป็นคนไม่ชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว
บ้านไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้ขาดความอบอุ่นอะไร แต่เป็นโรคชอบ "นอนโรงแรม"
ข้อดีที่จะลิสต์ให้นั้นมีเป็นหางว่าว (ถือว่าเป็น incentive ให้น้องๆที่โดนจ๊อบตจว จนชินชาแระกันนะ)

1) ได้ Per diem แทนที่จะอยู่เฉยๆ ก็มีเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆขึ้นมา
     สำหรับที่อเมริกา เราว่ามันไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะ มันเยอะเลยแหละ ปกติ per diem ที่นี่ก็จะตามกฎของรัฐบาล ไม่ได้กุ เอ้ย กำหนดขึ้นมาตาม policy บริษัท โดยเฉลี่ยก็ได้ที่ $40-$60 ต่อวันเลยทีเดียว คิดดูว่า ถ้าอยู่ต่างเมืองห้าวันต่ออาทิตย์ จะได้เงินเพิ่มขึ้นมา $2-300 หรือ $1000 ต่อเดือนเลยทีเดียว เงินไทยก็สามหมื่นฝ่าๆ เลยนะ!! (แต่ก็ต้องถูกหักภาษีอีกอะแหละ)

2) ได้ค่า Diff  ด้วย
    ที่เมืองไทยก็จะเบิกได้กรณีที่ ใครคนหนึ่งเป็นอาสาขับรถให้ในทีม
    ที่นี่ต่างออกไป เพราะเค้าไม่มี policy Car Pool ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจมาก ใช้ทรัพยากรกันสิ้นเปลืองซะะะะ แต่ก็นั่นแหละ มันเลยเป็นวิธีสร้ายรายได้ระดับรากหญ้า อย่างเรา ^^"  ถ้าได้ชื่อว่าไปออกจ๊อบนอกเมืองก็หมายถึงว่า มีค่า diff (ที่นี่เรียกว่า mileage) เพิ่มเติมโดยปริยาย

รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
จ๊อบห่างจากเมืองประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องขับประมาณ 120 ไมล์ ไปกลับต่ออาทิตย์ 240 ไมล์ ค่าดิฟ หรือ mileage ที่คำนวณออกมาก็ประมาณ ร้อยกว่าเหรียญเลยทีเดียว!!
ซึ่งค่าน้ำมันไปกลับจริงๆ ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

อ้อ แต่ reimbursement นี้ก็ต้องเอาไปเสียภาษี ไม่เหมือนเมืองไทยที่ได้กลับมาาสดๆเลยอะนะ

3) ข้าวเช้าก็ฟรี
    โดยส่วนใหญ่ ถ้าโรงแรมไม่ได้โหดร้ายเกินไป ก็มักจะมีอาหารเช้าไก่กาไว้ให้ โรงแรมที่เคยพักที่เมืองไทย ส่วนใหญ่ก็จัดกันมาแบบเอียนไปเลย
    ส่วนที่นี่ถ้าพักในเครือ Marriott/ Hilton/ Holiday Inn ก็มักจะรวมอาหารเช้าไว้แล้วแหละ
   นอกจากจะได้  Per diem แล้ว ข้าวเช้า หรือค่ากาแฟก็ไม่ต้องจ่ายอีกแน่ะ ^_^ ประหยัด

4) บางมื้อก็ฟรีอีกแน่ะ

ที่เมืองไทย ถ้าออกจ๊อบ ตจว ไปโรงงงโรงงาน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มักพาไปทานข้าวกลางวันวันเปิดหรือปิดจ๊อบตามธรรมเนียม  เวลา manager/ partner มาเยี่ยมจ๊อบ ด้วยความที่จ๊อบมันห่างไกล ต้องเจาะจงมา ก็มักพาออดิทน้อยอย่างเราๆ ไปเลี้ยงข้าว

ส่วนที่นี่ เท่าที่เคยประสบพบเจอ วันไหน หรือมื้อไหนที่มี partner ร่วมด้วยนี่ฟรีตลอดงาน
ส่วนลูกค้าก็มีเลี้ยงบ้าง (ยกเว้น Healthcare/ Government section ที่มีกฎห้ามเลี้ยงซึ่งกันและกัน เพราะถือว่าเจ้าพนักงานรัฐ ห้ามมีระบบเอื้ออำนวย หรือสินบนเด็ดขาด) 

เพราะฉะนั้น นอกจากข้าวเช้าฟรีแล้ว บางมื้อกลางวัน หรือมื้อเย็นก็ฟรีอีกด้วย

5) ไม่ต้องมาเจอรถติดในเมืองให้วุ่นวาย เดินทางถึงโรงแรมก็แป๊ปเดียว

ที่กรุงเทพ พวกเราต้องใช้เวลาบนท้องถนนมากมาย ถึงแม้บ้านเราจะอยู่ห่างจากลูกค้าไม่กี่กิโล ก็ติดกันเป็นชั่วโมงๆ

ที่ Atlanta ก็ติดไม่ต่างกัน ถึงจะไม่ติดแง่กเหมือนกรุงเทพ แต่ก็ใช้เวลา 30-40 นาทีกว่าจะถึงออฟฟิศในช่วง rush hour การจราจรก็ยุ่งเหยิง แซงไปแซงมาไม่ต่างกัน

พอไปออกจ๊อบตจว ถ้าเป็นเมืองไทยมักจะมีรถตู้มารับ ส่วนที่นี่ก็มักจะจองโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศลูกค้ามากนัก ก็เลยทำให้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีจากโรงแรม ก็ถึงที่หมายแล้ว สุขภาพจิตดีสุดๆ


 6) ได้นอนโรงแรม
ชอบผ้าปูสีขาว ห้องน้ำ และเตียงนอนที่มีคนทำความสะอาดให้ทุกวัน
มีทีวีเคเบิ้ลให้ดู มีสระว่ายน้ำ ฟิตเนสที่อยู่แค่เอื้อม
อุณหภูมิห้องก็คงที่ (คือว่าเวลาอยู่บ้านเราพยายามประหยัดโดยการทนหนาวไม่ค่อยเปิด heater เพราะมันเปลืองไฟ แหะๆ)  เพราะฉะนั้นพออยู่โรงแรมก็อุ่นกันให้เต็มที่เลย

7) ได้เห็นเมืองต่างๆนานา การใช้ชีวิต ร้านอาหาร (แบบภาพกว้างๆ)
เวลาเราไปออกจ๊อบที่ไหน ไม่ว่าเมืองไทย หรือที่นี่ ก็มักจะลองหาร้านอาหารที่เรียกว่าเป็นเจ้าเด็ดๆ ของที่นั่น  ที่เมืองนั้นมีห้างอะไร มีของอะไรแปลกๆ ถ้าพอมีเวลาหลังเลิกงานก็จะลองไปดู  อยู่ที่นี่ก็มักจะพึ่ง yelp.com ไปลองอาหาร local แบบคุณปู่คุณย่าสืบทอดกันมา ประมาณนั้น 

ถ้าอยู่ในเมืองก็คงต้องประหยัดโดยการกินกับข้าวทำเอง หรือไม่ก็ food court ง่ายๆ แค่นั้น

ส่วนที่จะหวังว่าได้เที่ยวก็คงไม่ได้เที่ยวหรอกนะ จะมีก็แค่ผ่านๆ เท่านั้นเอง
รู้ว่าเมืองนี้หน้าตาเป็นยังไง มีคนประเภทไหนอาศัยอยู่บ้าง

แต่ก็เป็นข้อดีนะ ถ้าเกิดมันน่าเที่ยว วันนึงคงได้ลาพักร้อนกลับมาเที่ยวเองล่ะ

ส่วนข้อเสียเหรอ ก็มีเยอะเหมือนกัน สำหรับเราขอลิสต์สั้นๆนะ เพราะมันไม่ค่อยจะเป็นข้อเสียที่สำคัญกับเราขนาดนั้น ก็เราอยู่ฝั่งชอบออกตจว คิดได้ไม่เยอะเท่าพี่ๆ น้องๆที่ชอบติดบ้านหรอก
  • ห่างพ่อห่างแม่ ห่างเพื่อน ห่างแฟน คนชอบปาร์ตี้ กินข้าวกับเพื่อนฝูงนี่อาจหดหู่ได้  จุดนี้เป็นจุดแรก และเราว่าแทบจะเป็นจุดสำคัญที่สุดของการตัดสินใจว่า จะชอบ หรือไม่ชอบทำจ๊อบตจวเลยล่ะ  ถ้าผ่านความผูกพันในข้อนี้ได้ อย่างอื่นก็แทบจะไม่เป็นปัญหาแล้ว
  • อันตรายถึงชีวิต!! อันนี้ก็น่าจะสำคัญเป็นอันดับต้นๆ การที่ต้องเดินทางบ่อย ขับรถบ่อยๆ อัตราความเสี่ยงของอุบัติเหตุ มันก็มีมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตัวจะไม่เป็นอะไร แต่รถใช้งานหนักๆ เข้า ถ้ามันตายกลางทาง ยางระเบิด ใครจะมารับผิดชอบ ค่า mileage ที่ได้มาก็อาจไม่คุ้มกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคิดเรื่องความปลอดภัยมากๆ การออกจ๊อบตจว ดูจะเป็นเรื่องน่ากลัวมากๆเลยทีเดียว
  • ไม่ได้กินข้าวบ้าน ซื้อเค้ากินตลอด ซึ่งนอกจากราคาโดยเฉลี่ยต่อมื้อจะแพงแล้ว บางทีก็ไม่ดีกับสุขภาพด้วย หลายๆครั้ง ไปทำงานในเมืองที่ไม่มีอะไร อยู่เมืองไทยก็ต้องพึ่ง 7-11 อยู่นี่ก็ fast food (แหลกหล่วน) เท่าที่จะหาได้
  • ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นนะ  บางทีลืมชมพู สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ก็ต้องมาซื้อใหม่ทุกที กองจนจะเต็มบ้านอยู่แล้วอะ
  • ไม่มีเวลาจัดการงานบ้านระหว่างอาทิตย์ ทำให้วันเสาร์ อาทิตย์ แทนที่จะได้เที่ยวก็ต้องมาเก็บกวาดทำความสะอาด ซักผ้า จ่ายค่านู่นนี่
ชี้ให้เห็นข้อดีข้อด้อยแล้ว ก็ช่างน้ำหนักกันเองนะจ๊ะ
แต่ถึงยังไง ชีวิตออดิท อย่างพวกเราก็ใช่ว่าจะเลือกได้
เค้าให้ไปไหนก็พยายามมีความสุขกับจ๊อบที่ได้มาแล้วกันล่ะ  คิดบวก ไม่ว่าอยู่ไหนก็มีความสุขได้ :) จริงมะ

ถึงจะพูดงั้น แต่พอรู้ว่า ได้เปลี่ยนจากจ๊อบในเมืองเป็นต่างรัฐไกลถึง Ohio จากที่เคยซึมเศร้า ก็กลับมาคึกคักเลยทีเดียว ^_^"

แล้วจะทัวร์โรงแรม เก็บรูปมาฝากอีกนะ+++

Wisdom and GDC--ตัวช่วยออดิทแห่งยุค

คุณเคยเบื่อบ้างมั้ย ที่ต้องนั่งกรอก invoice/ balance เข้าฟอร์ม confirmation เพราะว่า mail merge มันไม่เวิร์ค ลูกค้าก็ไม่ยอมเตรียมคอนเฟิร์มให้

คุณเคยมั้ย ที่ต้องกรอกตัวเลขจาก Confirmation มาลงในรู Excel เป็นสิบๆ รายการ

คุณเคยมั้ย ที่ manager ให้คุณเทียบงบปีก่อน กับงบปีใหม่
หรือเทียบงบ version 1 กับ version ที่ 18 ของลูกค้า

คุณเคยมั้ย ที่นั่ง Foot เลขจนเครื่องคิดเลขพัง เมื่อยมือสุดๆ งานที่สำคัญกว่าก็ยังไปทำไม่ได้

คุณเคยมั้ย ที่ต้องกรุ๊ป Leadsheet  หรือ mapping GL ใหม่กับ GL เก่าเพื่อให้มันเทียบกันได้

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยการใช้บริการ GDC!!!

แหะๆ เปิด Intro ไปแล้วมาเข้าตัวเนื้อเรื่องบ้างแระกัน

อยู่มาจะสามเดือนแล้วเนี่ย

จริงๆ มีเรื่องอยากเขียนเยอะแยะ แต่พอกลับบ้านมาไม่ค่อยได้ใช้คอมพิวเตอร์
ส่วนใหญ่ก็จะเปิด iPad ดู Netflix ตอนนี้ที่ดูก็ดู Grey's  Anatomy Season7 อยู่ ยังตามของปัจจุบันไม่ทันซักที แล้วก็ทำกับข้าว อ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อย

รู้ตัวอีกทีก็ไม่ได้เขียน Blog มาเป็นอาทิตย์ๆ แล้วแน่ะ

คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และเห็นว่าเป็นสิ่งที่เมืองไทยไม่มี

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ Audit ที่ออฟฟิศ

ผ่านมาประมาณหนึ่งเดือนแล้วที่ได้ทำงานแบบเป็นผู้เป็นคนกับเค้า ถึงจะไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการ รับผิดชอบเยอะแยะแบบที่เมืองไทย แต่ก็เรียกได้ว่ามีเรื่องใหม่ๆ ที่ให้เรียนรู้ทุกวันเลย

สิ่งใหม่สิ่งนี้ที่ไม่เห็นในเมืองไทยก็คือ GDC ที่ไม่มีอาจเป็นเพราะค่าตัวพวกเราก็ถูกแสนถูกอยู่แล้วก็ได้ ไม่เหมือนกับค่าแรงของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ว่าอะไรก็เป็นเงินเป็นทองราคาหูฉี่ทั้งนั้น มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า

GDC คืออะไร

GDC ย่อมาจาก Global Deliver Center เป็นศูนย์ support ที่อยู่ที่อินเดีย เพราะฉะนั้น พนักงานที่ support ก็จะเป็นคนอินเดียนั่นเอง

GDC เอาไว้ทำอะไร

ด้วยความที่ค่าแรง auditor ที่นี่ก็แพงมิใช่น้อย อย่าง senior แบบเรา ค่าตัวชั่วโมงละหลายร้อยเหรียญแน่ะ (แต่ก็ไม่ได้ได้เงินเดือนตามนี้นะ มันเป็นแค่ Standard rate)

เค้าบอกว่า 1 ชั่วโมงของ US Auditor = 2 ชั่วโมงของ GDC เพราะฉะนั้น งานอะไรที่ต้องใช้เวลา ถึก อึด ถมกันเข้าไป ก็ให้ GDC ทำจะช่วยประหยัดเวลา และค่าแรงของทีม audit ที่นี่ได้มากเลยทีเดียว

GDC ทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่มักจะให้ GDC ทำก็จะเป็นงานที่ ไม่ต้องใช้การพินิจพิเคราะห์ ( non-judgemental), งานที่ไม่ได้เป็นจุดเสี่ยงของจ๊อบ (non-critical)  เพราะหลายๆ section อย่างการตรวจสอบรายได้ หรือภาษี ก็มักจะไม่ส่งให้ GDC ทำ เพราะเป็นจุดเสี่ยงของ audit อย่างเราๆ

ตัวอย่างงานที่มักป้อนให้ทำ ได้แก่
  • footing/ cross-footing งบการเงิน หมายเหตุประกอบ และบวกตารางต่างๆ
  • เทียบเลขปีนี้ กับงบปีก่อน เทียบตารางปีนี้กับปีก่อน
  • เทียบงบการเงินกับงบทดลอง
  • เทียบรายละเอียดใน GL กับงบทดลอง
  • recalculate
  • เทียบงบ กับ template
  • ทำ lead sheet เทียบเลขเพิ่มขึ้นลดลง
จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ ที่เมืองไทยมักเป็นงานที่ให้น้องๆ Junior/ trainee ทำ ไม่ก็เป็นงาน manager ในวินาทีสุดท้าย  เป็นงานง่ายๆ แต่ต้องใช้เวลา และความละเอียดพอควร การที่มีมือที่สามมาช่วยเหลือ ก็จะช่วยแบ่งเบาความสาหัสช่วง year end ได้มากทีเดียว


GDC มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนหลักๆเลย คือ

1) Planning ทางทีม audit ต้องวางแผนว่าจะให้เค้าทำอะไรบ้าง
ขั้นตอนนี้ก็ยุ่งยากพอควร คือต้องเขียน instruction/ manual แบบละเอียด เหมือนกับให้คนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย เห็นเอกสารของเราแล้วทำได้ โดย procedures ทั่วไปที่ฮิตๆให้ GDC ทำก็จะมี templeate/ form ไว้ให้ใน intranet อยู่แล้ว ก็ไปดาวน์โหลดมาแล้วก็เอามา customize ได้

นอกจากนี้ยังรวมถึงการวางแผนเวลา และจำนวนชั่วโมงที่จะใช้ด้วย เพราะหน้า yearend GDC ทีมเองก็อาจจะขาดคนได้เหมือนกัน

2) Getting approval ที่สำคัญ ต้อง "ขออนุญาต" จากลูกค้าของเรา อธิบายให้เค้าเข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้ GDC และเอกสารไหนบ้างที่จะต้องส่ง offshore ออกไป (ส่ง email ก็เรียกว่าเป็นการส่งข้ามเขต ออกนอกสหรัฐฯ)  เพราะลูกค้าบางที่ หรือบางกิจการก็อาจมีข้อจำกัดห้ามส่งข้อมูลออกนอกประเทศ แบบนี้ก็จะใช้ GDC ไม่ได้

3) Launching จะเป็นช่วงส่งงานให้ทำ คอยติดตามว่ามีปัญหาอะไรมั้ย และประเมินผล

จากนั้นก็จะมีระบบ webbase ที่เรียกว่า "WISDOM" เอาไว้ tracking งานอย่างเป็นระบบ แทนการตามจิกโดย email นั่นเอง

เราเองยังไม่ได้เริ่มใช้งานจริงๆ แต่แค่ลองวางแผนกับเพื่อนในจ๊อบไว้ว่า ช่วง year end จะให้ทีม GDC ช่วยอะไรได้บ้าง  อย่างน้อยก็เชื่อได้ว่า เราไม่ต้องมานั่ง footing อะไรมากมายอีก เหมือนมีลูกมือในยามวุ่นๆนี่ ก็น่าจะโอเคเลย

จะว่าไปในเมืองไทยก็น่าจะคล้ายๆกับพวกพี่ Typist นะ แต่ว่าพี่ๆ ห้องพิมพ์ไม่ได้ช่วยบวกเลข หรือดูที่ผิดให้นินา แล้วแนวโน้มของการใช้ GDC ของที่นี่ก็คือจะพยายามเริ่มให้ทำงานที่ยากขึ้น หรืออาจต้องใช้ความคิดบ้าง

ถึงเวลานั้น จะมีมาตั้ง GDC ที่เมืองไทยบ้างมั้ยนะ จะว่าไปพวกเราผันตัวเองเป็น GDC ก็ไม่เลวทีเดียว แหะๆ

Saturday, October 22, 2011

Saturday, October 22, 2011ขอแนะนำให้รู้จัก "คุโระบุตะ" และ tips เกี่ยวการซื้อรถมือสอง (2)

การตัดสินใจ:

จากการพูดคุยกับเพื่อนๆ โปรแกรม USMP ทำให้สรุปได้ว่า ประเด็นหลักที่ใช้ในการตัดสินใจเลยคือ

1) งบประมาณ 

ถามว่ารถที่อเมริการาคาประมาณเท่าไหร่?  ขอบอกว่าถูกกว่าเมืองไทยอยู่พอควร
โดยเฉพาะใครสนใจรถ super car หรือรถ high end บ้านเรา อย่าง mini cooper, beetle, Lexus ก็สามารถมา fulfill ความฝันได้ที่นี่ ด้วยราคาที่ถูกกว่า

แต่ถามว่ามาถอย mini หรือ Beetle ที่นี่มันถูกโคตรๆ มั้ย
สำหรับเรา (ซึ่ง on budget) ก็ขอตอบว่า ไม่ได้ถูกขนาดน๊านนนน

หลักการพื้นฐานคือ ยิ่งซื้อรถแพงเท่าไหร่ ราคาส่วนต่างก็จะถูกลงมาก เมื่อเทียบกับราคาที่เมืองไทยเท่านั้น

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ

รถ Toyota Yaris  ซึ่งจัดเป็นรถขนาด compact ของที่นี่ (คือเล็กสุดๆ)

บ้านเรา มือหนึ่งราคาเริ่มต้นที่ห้าแสนกว่าๆ จ่ายจริงก็ประมาณหกแสน
อเมริกา (อ้างอิงจาก Atlanta) จะเริ่มต้นที่ $16,XXX หรือเกือบห้าแสน ซึ่งเวลาซื้อจริงต้องบวกภาษีเข้าไปอีกเกือบ 10%

เทียบกับรถขนาดใหญ่ขึ้นหน่อย

Toyota Prius  ที่เมืองไทยเริ่มต้นที่ 1,190,000 ล้านเศษๆ
ที่อเมริกา เริ่มต้นที่ $24,XXX- $26,XXX  หรือประมาณเจ็ดแสนฝ่าๆ ตีซะว่าแปดแสนเท่านั้น

โดยความแตกต่างของราคารถที่อเมริกา นอกจากจะเรื่องของยี่ห้อ และปีที่ผลิตแล้ว
ยังต้องคำนึงด้วย ว่าซื้อจากรัฐไหน เพราะว่า ภาษีขาย (sales tax) จะไม่เท่ากัน
รถที่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ซื้อจากคนละรัฐราคาก็อาจต่างกันเป็นหมื่นได้เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า การซื้อรถขนาดเล็กนั้น แทบจะไม่ต่างกับการซื้อที่เมืองไทยเลย  ส่วนการที่ตัดสินใจซื้อรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็จะทำให้รู้สึกว่าได้ของถูกกว่าเมืองไทยมากๆ
ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะเรื่องภาษีนำเข้าของรถนั่นเอง

การซื้อรถใหม่นั่นง่ายแสนง่าย เพียงแค่พอมีไอเดียว่าอยากได้รถอะไร เช่น Honda Civic, Toyota Camry  อาศัยอยู่ที่เมืองไหน ก็จัดการหาออนไลน์ ให้ dealer แต่ละที่ quote ราคาแข่งกัน เลือกเอาที่ถูกที่สุด จ่ายเงินก็ได้รถมา

สามารถฟันธงให้ได้เลยว่า

ถ้าคุณมีเงินสดติดตัวมากกว่า $15,000 คุณก็สามารถถอยรถใหม่มือ 1 ขนาดเล็กมาเป็นของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น Nissan Versa Sedan ซึ่งราคารวมหมดแล้วประมาณ หมื่นห้าพัน(USD) นิดๆ 

(อันนี้พูดถึงการซื้อรถด้วยเงินสดของพวกเราที่ไม่มีเครดิตในอเมริกา และไม่สามารถผ่อน Finance ได้นะ)

ข้อดีของรถมือ 1 ก็อย่างที่ทุกคนรู้

  มีประกันศูนย์ตามระยะเวลา เช่น 3 ปี 50,000 miles 
  ปัญหาเรื่องอะไหล่ เครื่องยนต์ เก่าเก็บก็ลืมไปได้เลย
  ปัญหาเรื่องมีผีอีเม้ย หรือมีประวัติอะไรตุกติกมาก่อนก็ไม่ต้องคิด
  หอมใหม่ สบายใจ งานเอกสารก็จัดการโดยคนขายทั้งหมด

ข้อเสีย
   ข้อเสียหลักเลยคือ "ราคาตก" อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า แค่วันแรกที่ขับรถออกมาจากศูนย์ราคาก็ตกไปสองพันแล้ว!!!  เพราะฉะนั้น ให้ทำใจเรื่องราคาขายต่อได้เลย ว่าตกลงจากเดิมอย่างต่ำ ยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์หลังการใช้ 3-6 เดือนแน่นอน
    
   อีกข้อเสียนึงก็คือ ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีเงินสดติดตัว มีงบประมาณจำกัด
สำหรับกะเหรี่ยงชาวต่างชาติแล้วนั้น ต้อง "จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง" เท่านั้นจ้า

เพราะฉะนั้น ก็ขอสรุปให้ง่ายๆเลยคือ

ถ้ามีงบต่ำกว่า $15,000 หรือสี่แสนกว่าบาท "ไม่สามารถซื้อรถมือหนึ่งได้!!!" 

จากเพื่อนๆในกรุ๊ปสี่สิบคน มีคนที่ถอยรถใหม่เลย เท่าที่รู้ก็แค่สองคนเท่านั้น

โดยทั้งสองคนนั้น ถอย Nissan Versa แบบสี่ประตูคนนึง แล้วก็ห้าประตู (ซึ่งราคาที่ถามมาก็ $15-$16,000 นั่นเอง)

ส่วนเราจัดเป็นพวกที่สองคือ มีเงินติดตัวมาไม่ถึง $10,000 ด้วยซ้ำ!!!

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือกซื้อรถ "มือสอง" ซึ่งที่นี่เรียกให้เพราะจับใจว่า "Pre own car"  นั่นเอง (อย่าเรียกรถใช้แล้ว หรือ used car นะ คนซื้อแอบเคือง 555)

การหาซื้อรถมือสอง แบ่งได้หลักๆ เป็นสองแบบ

1) ซื้อจาก dealer คือพวกเต๊นรถที่โชว์ทั่วไป ก็จะมี subset แบ่งเป็น
     1.1) ซื้อมาขายไป คือการที่เราแวะไปดู ชอบใจคันไหน ตกลงราคากัน จ่ายเงินแล้วก็เอารถไป ไม่มีภาระผูกพันอะไรในแง่ของการดูแลหลังการขาย สิ่งที่ dealer ทำให้ก็คือ พวกเดินเรื่องเอกสารจดทะเบียนให้ 
      ข้อดี คือ รถก็เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง บาง dealer ก็จะมีประกันแบบรับซ่อมให้ถ้ามีปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่นหนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน)  + มีรถให้เลือกหลากหลาย เห็นรถได้จริงๆ หลายๆ คัน ไปดูเปรียบเทียบกับ dealer หลายๆที่ กันจนตาลายเลยทีเดียว
     ข้อเสีย คือ ต้องจ่าย Sales tax เพราะ dealer พวกนี้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วราคาก็มักจะแพงกว่าราคาที่ซื้อโดยตรงจากเจ้าของนั่นเอง

   1.2) Certified pre-own car หรือ รถมือสองแบบมีประกัน  มันมีระบบนี้เกิดขึ้น ก็เพราะคนอเมริกาส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญญาซื้อรถใหม่กันทุกคน แล้วก็ไม่ทุกคนที่อยากแบบรับความเสี่ยงจากการซื้อรถที่ไม่มีประกันอะไรเลย 

จุดขายของ certified car ก็คือ เป็นรถที่ค่อนข้างใหม่ อาจยังอยู่ในประกันศูนย์ หรือใกล้หมดแต่มีการต่อประกัน Dealer ก็จะจัดการให้ทุกอย่าง แถมรถที่เราซื้อก็เหมือนว่าออกมาจากศูนย์ เกือบใหม่กิ๊กนั่นเอง

ข้อดี  มั่นใจหายห่วงเรื่องเครื่องดับ เครื่องเสีย โดนย้อมแมว เพราะ Dealer ก็มีหลักฐานให้ทุกอย่าง ว่ารถได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดสุดๆ ถ้าเสียก็สามารถส่งซ่อมได้เหมือนรถใหม่ทั่วไป  ส่วนใหญ่ก็เป็นรถค่อนข้าวใหม่ไม่เกิน 5 ปี สภาพใหม่ ถึงใหม่มาก จำนวนไมล์วิ่งก็ต่ำ (ไม่เกินแสน) 
เรียกว่า ถ้าไม่อยากได้รถใหม่เอี่ยม แต่ยังลังเลเรื่องเครื่องยนต์อยู่นั้น Certified car ก็จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ข้อเสีย
จะบอกไว้เลยว่า แพง!!! Certified car หลายๆ คันที่เราดูมา แพงกว่าซื้อรถใหม่ซะอีก!!!
ถามว่าเป็นไปได้ไง??? ก็เพราะเรื่องการประกันหลังการขายเนี่ยแหละ

ซื้อรถมือหนึ่งจากศูนย์ อาจจะประกันสามปี หรือถึงจำนวนไมล์ที่กำหนด
แต่ถ้าซื้อ Ceritified นอกจากประกันศูนย์ (ถ้ายังเหลือ) บางทียังต่อออกไปอีก 2-5 ปีด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ราคาที่แพงก็เพื่อซื้อความอุ่นใจ สำหรับคนที่หวาดผวาเรื่อง breakdown หลังผ่านการใช้งานหลายๆปีแล้วนั่นเอง

สำหรับเรา (โดยส่วนตัว) ไม่เห็นด้วยกับการซื้อ Certified car เลย เพราะเราถือว่า ถ้ามีตังเพิ่มอีกนิดก็สามารถซื้อรถเล็กมือหนึ่งได้แล้ว

แต่ถามว่ามีเพื่อนซื้อมั้ย ก็มี มีเพื่อนสิงคโปร์คนนึง ซื้อ Ceritified BMW ราคาประมาณ $23,000 ซึ่งเป็นรถมือสองไมล์ต่ำ แต่ประกันหลังการขายให้อีกสามปี

ถ้าเป็นเรา $23,000 เราเอาไปซื้อ Honda Civic Hybrid ราคาคือๆ กันแต่มือหนึ่งแล้วอะ

การตัดสินใจก็เลยแล้วแต่คนอะนะ ถ้ามีแบรนด์ที่ชอบในใจอะไรก็ฉุดไม่อยู่ :p

2) ซื้อจากเจ้าของโดยตรง

 สำหรับเราก็มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเต๊นรถประมาณห้าหกที่ได้
ทุกอย่างก็ดูดีหมดอะแหละ แต่เราติดที่ "Budget" หรืองบประมาณอย่างเดียวเลย

เราตั้งงบไว้ระหว่าง $7000- $10,000 เท่ากับเงินสดในกระเป๋าที่ติดตัวมา
dealer ก็เสนอมาหลายคันที่ราคาอยู่ในงบแหละ แต่ติดตรงที่ รถส่วนใหญ่ในงบนี้จะ "เก่ามาก ถึงมากที่สุด!!"

เก่าขนาดไหน?  ก็ปี 1998- 2002 เกือบสิบปีแล้วทั้งนั้น
ไมล์มากขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็ 130,000- 150,000 ขึ้นทั้งนั้น

เราก็เลยคิดว่า ไม่ไหวอะ เสี่ยงเกินไป กับชีวิตออดิทสาวที่ต้องขับรถเดือนนึงเป็นพันไมล์ เราเลยเหลือทางเลือกสุดท้ายทางเลือกเดียวคือ "ซื้อโดยตรงจากเจ้าของ"

2) Private car owner
อันนี้ก็ตรงไปตรงมา คือซื้อจากเจ้าของรถโดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง dealer นั่นเอง

ข้อดี ชัดๆจากการที่จะซื้อจากเจ้าของโดยตรงก็คือ "ราคา"
ราคาถูกกว่าอย่างต่ำก็พันสองพันเลยทีเดียว ไม่ต้องจ่าย sales tax เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนมือกัน ดูเหมือนทุกอย่างจะงามแงะโลกสดใสใช่มั้ย  แต่ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น

ข้อเสีย 
- ไม่ได้มียี่ห้อ รุ่นรถ หรือปี รถมาให้เลือกอย่างใจอยาก  รถที่มาก็ต่างๆกันไป บางคันปีใหม่ๆ แต่วิ่งมาเยอะ บางคันเก่ามาก แต่ไมล์ต่ำ เลือกสี เลือกเบาะก็ไม่ได้

- ย้อมแมวมารึเปล่า?  เราไม่มีทางรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เจ้าของต้องการขายเพราะอะไร
บางคนร้อนเงิน บางคนบอกว่าอยากขายเพราะอยากได้รถที่ใหญ่ขึ้น
ร้ายๆก็คือ ขโมยมาแล้วรีบขาย รถชนคนตายมาแล้วก็เลยขาย หรือรถเคยผ่านการซ่อม หรือมีเรื่องที่จะต้องซ่อมก็เลยขาย  ไอ้เรื่องงามๆ พวกนี้ก็คงไม่เอามาบอกเวลาประกาศขายกันหรอก จริงมะ?  เพราะฉะนั้น การซื้อรถจากเจ้าของเนี่ย ก็ต้องรับความเสี่ยงเรื่องพวกนี้ไปตรงๆเลย

- ไม่มีการเดินเอกสารให้ ขั้นตอนการเปลี่ยนมือรถ การลงทะเบียน จะไม่มีใครทำให้
เจ้าของรถถือว่า เอาเงินมาให้ เอารถ แล้วก็เอาสมุดทะเบียนไป ที่เหลือผู้ซื้อต้องจัดการเองทั้งหมด ถ้าใครคิดว่าไม่มีเวลา ไม่อยาก ไม่กล้าทำ การซื้อจากคนธรรมดา ให้ตัดทิ้งไปเลย

แต่ถามว่าขั้นตอนพวกนี้ยุ่งยากมั้ย ก็พอควร แต่ไม่อยากเกินกว่าจะศึกษาเรียนรู้
อย่างเราก็เริ่ม research จากอากู๋นั่นแหละ ว่าซื้อรถมาแล้วต้องทำยังไงบ้าง มันก็ต้องใช้เวลา ไม่ได้เป็นบะหมี่สำเร็จรูปแบบการซื้อจากเต๊นรถแน่นอน

พอดูๆ แล้ว ข้อดีของการซื้อรถจากเจ้าของ ก็ดูเหมือนมีแค่เรื่อง "ของถูก" เท่านั้น
แต่มันก็เป็นข้อดี ที่ match กับข้อจำกัดของเรา เราเลยเลือกมาทางนี้

ประสบการณ์หารถมือสอง

เราเริ่มต้นหารถมือสองจากหลายๆเวบไซต์ ที่แนะนำก็มี


รถที่เข้าตาก็มีอยู่หลายคัน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักๆมีสองอย่าง
1)  รถดีมักไปเร็ว  รถไหนที่เจ้าของประกาศขาย แล้วราคาดี ถูกกว่าตลาดพอควร ก็มักจะมีคนติดต่อไปเยอะมาก แป๊ปเดียวขายได้ปิดกระทู้แระ :(
  เราเจอรถดีราคาถูกแบบนี้หลายคันมาก  แต่เป็นคนตัดสินใจช้า และไม่ค่อยมีเวลาติดตาม (เนื่องจากไปทำงานตจว) กว่าจะโทร กว่าจะนัด เจ้าของก็ขายปิดงานไปแล้ว
เจอแบบนี้กับ Honda Civic มาเกือบห้าคัน !!!  ขอบอกว่า ตลาด Honda Civic ที่นี่ฮอตมากๆ

2) รถที่ยังอยู่ ก็แปลว่าไม่ดี??  ถ้ารถไหนที่ประกาศขายแต่ยังไม่ไปซักที ก็ให้ตั้งสมมติฐานแรกเลยคือ ขายแพงเกินราคา คือเจ้าของตั้งราคาตามใจฉันไม่ดูตาม้าตาเรือ

หรือถ้าราคาดีโคตรรร ก็ให้สรุปได้เลย ว่าประวัติฉาวโฉ่แน่นอน!!

เราเจอประมาณ 2-3 คัน ตัดสินใจว่าจะไปลองขับ ติดต่อเจ้าของแล้ว แต่พอเช็คประวัติ เคยผ่านอุบัติเหตุ total loss แล้วมา rebuilt ใหม่ทั้งนั้น :( 

หรือบางคันก็ถูกใจ แต่ว่าเจ้าของรถอยู่ไกลมากๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยง กลัวถ่อไปตั้งไกลไม่ได้รถสมใจก็คงเสียเวลา

คีย์หลักของการซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดาเลยคือ VIN

VIN หรือ Vehicle Identification Number ก็เหมือนบัตรประชาชน แต่เป็นของรถนั่นเอง รถทุกคนของอเมริกาจะมี VIN ที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเคยเอาไปชน เคยโดนขโมย เข้าศูนย์ซ่อมที่มีการรายงานเข้าระบบ ก็จะมีประวัติติดตัวไว้เรียกดูได้ตลอด

ถ้าเกิดสนใจรถของคนไหนแล้ว ก็ให้ขอ VIN จากเจ้าของมาได้เลย

ถ้าเจ้าของยอมให้ VIN ก็ให้วางใจได้ระดับหนึ่ง ว่ายอมให้เช็คประวัติ

วางใจได้ แต่อย่าไว้ใจ เพราะหลายๆครั้ง ก็อาจเจอเจ้าของจงใจย้อมแมว (เราเจอมาสองครั้ง)  เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารถจะดูดี ราคาดึงดูดใจขนาดไหน อย่าตัดสินใจอะไรจนกว่าจะ "เช็ค VIN" เป็นอันขาด

การเช็ค VIN เราขอบอก tips เล็ก ๆว่า
ให้ไปที่ https://www.nicb.org/theft_and_fraud_awareness/vincheck  เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นก่อน
เวบนี้เป็นเวบที่เอาไว้เช็คง่ายๆ และฟรี ว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุจนเกิด total loss แล้วหรือไม่ และเป็นรถที่ถูกแจ้งความหายหรือไม่

อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สามารถใช้กรองรถมากมายที่โพสต์ไว้ตามเนต ให้ลดจำนวนลงมา

ต่อจากนั้น โทรไปคุยกับเจ้าของรถ สอบถามเล็กน้อย ถ้าตัดสินใจว่าอยากได้คันนี้ล่ะ!
ก็ถึงเวลาเสียเงินเช็คประวัติจริงๆแล้ว

เวบยอดฮิตเลยคือ http://www.carfax.com/ 

  • 1 CARFAX Report for $34.99
  • SAVE! Add 4 more Reports for only $10 ($44.99)


แต่เราว่ามันยังแพงไปหน่อย เลยหนีไปใช้ http://www.instavin.com/
ที่ราคาถูกกว่ามาก คือ report ละ $6.99  และมีโปรโมชั่น ซื้อสองรีพอร์ทแถมหนึ่งรีพอร์ทด้วย เลยซื้อหารกับเพื่อนอีกคน (งกโคตรๆ)

ถามว่า report ที่ได้ต่างกันมั้ย
เราคิดเอาเองว่าด้วยราคาที่ต่างขนาดนี้ ที่ Carfax คงจะละเอียดกว่าอะแหละ
แต่ report ที่ได้จาก instavin ก็ไม่ขี้เหร่นะ คือมีประวัติรถให้พอควร ว่าเคยไปทำอะไรมาบ้าง เจ้าของจดทะเบียนที่ไหน ใช้มาแล้วกี่ปี ก็พอใช้ได้เลย
เราเลยคิดว่าจาก instavin ก็น่าจะพอแล้วอะนะ ^_^"

ต่อจากนั้น ถ้า VIN โอเค ก็เดินหน้านัดเวลากับเจ้าของรถได้เลย ว่าจะเอารถไป test drive ดู นัดสถานที่กัน

แล้วก็เอารถไปลองขับ (test drive) วิธีการเช็คเบื้องต้นก็หา google ได้เลยว่าต้องดูอะไรบ้าง

ถ้าพอใจโดนส่วนตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เอาไปให้ mechanic อู่รถที่ไหนก็ได้เช็คสภาพดู (ก็จะมีแพคเกจ หรือลองถามอู่ทั่วๆไปก็ได้ ว่าขอให้เช็คสภาพรถก่อนซื้อ หรือเรียกว่า Pre-purchase check up เท่าไหร่ โดยทั่วไปก็ราคา $50-$99 แล้วแต่ความละเอียดของการเช็ค )
เพราะฉะนั้น การเอาไปให้อู่รถเช็คก็จะทำให้รู้ว่า รถคันนี้ที่เราจะเป็นเจ้าของในอนาคต มันมีอะไรต้องเปลี่ยน มีอะไรพังบ้าง ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจสุดท้ายว่า จะซื้อดีมั้ย หรือถ้ามีอะไรต้องซ่อม อาจให้ช่างตีราคา เพื่อเอาไปต่อราคากับเจ้าของ หรือถ้าเลวร้ายจริงๆ การเสียเงินเช็ครถก่อนก็ยังปลอดภัยกว่าการเสียเงินสดทั้งก้อนแล้วได้รถกากๆมานั่นเอง

อย่างที่บอกว่า ความอันตรายของการซื้อรถจากเจ้าของคือ จ่ายสด ซื้อแล้วซื้อเลย ต่างคนต่างไป เรียกร้องอะไรกันไม่ได้อีก

ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ การต้องเสียเวลาดูรถ เสียเงินเอาไปให้ช่างเช็ค หลายๆครั้ง คิดไปคิดมาอาจไม่คุ้มก็ได้

เพราะฉะนั้น จึงแนะนำว่า ให้หาเพื่อนที่พอรู้เรื่องรถช่วยดูให้บ้างตั้งแต่ต้นดีกว่า
การที่จะถึงขั้นนัดเจ้าของเอาไปขับนั้น เรียกได้ว่าเป็นขั้นท้ายสุดๆ ของการซื้อรถแล้วก็ว่าได้

มันมีข้อที่ต้องระวัง มีสิ่งที่ต้องศึกษามาก แต่ในขณะเดียวกันราคาที่ได้มาก็มักจะ "ว้าววว" และนำความภาคภูมิใจมาให้เจ้าของรถ pre own อย่างเราๆ ได้เสมอ :)

ขอแนะนำให้รู้จัก "คุโระบุตะ" และ tips เกี่ยวการซื้อรถมือสอง (1)

ใช้ชีวิตอยู่ที่มาสองเดือนแล้ว

ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ข่าวดีคือ ตอนนี้ก็มีรถเป็นของตัวเองซักที

ไปรับ "คุโระบุตะ" (ชื่อที่พี่บีมตั้งให้) เมื่อวันที่ 15 ตุลา ช้ากว่ากำหนดไป 1 อาทิตย์

อันที่จริงคือจะไปรับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 ตุลา (วันจันทร์) แต่อนิจจัง พอจะถอนเงินไปจ่ายตังเจ้าของรถ ธนาคารดันติดวันหยุด Columbus ซึ่งเป็นวันหยุดงงๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่หยุด แต่ธนาคารหยุด ก็เลยเป็นอันว่าไม่มีตัง ของไม่มาว่างั้น

บวกกับที่เราต้องไปทำงานที่ Columbus อีกทั้งอาทิตย์ ก็เลยบอกอู่ไปว่าจะมารับอีกทีวันเสาร์ถัดไปเลยแล้วกัน

คุโระบุตะ (หรือน้องดำ) เป็นรถ Honda Accord LX 2.4 ปี 2004 มือสองจากใครก็ไม่รู้

ประวัติรถ: เมื่อเช็ค VIN (ซื้อจาก instavin.com) แล้วก็ใสสะอาดในแง่ที่ว่าไม่เคยเป็น total loss (พวกชนจนไม่เหลือชิ้นดี) หรือโดนขโมยมาก่อน 

>>>อ่านเรื่องเกี่ยวกับ VIN ได้ที่ note ด้านท้ายนะจ๊ะ :)

ต่อๆ น้องคุโระบุตะผ่านมือชายมาแล้วสองมือ โดยบ้านเกิดน้องดำนั้น อยู่ที่ Alabama พอเรารับมา เดี๋ยวก็จะเอามาแปลงเป็นสัญชาติ Georgia 

เจ้าของอู่ ชื่อ Vong เป็นคนเวียดนามที่อยู่ Atlanta มาสิบกว่าปีแล้วล่ะ พี่คนไทยที่เอารถมาซ่อมกับ Vong ประจำก็เลยแนะนำว่า Vong มีรถไว้ขาย

อาชีพหลักจริงๆของ Vong ก็คือทำ Auto part พวกปะโป๊ว เปลี่ยนน้ำมัน ซ่อมรถ
อาชีพเสริมก็คือร่วมกับพรรคพวก ไปหารถที่มันพอไหว แต่อาจบุบ อาจเก่า หรืออะไร แล้วเอามาโมใหม่โดยใช้ฝีมือ และแรงงานของตัวเอง แล้วก็ขายต่อเอากำไรส่วนต่าง

อย่างตอนที่เราไปทัวร์สต๊อกของ Vong (ก็มีไม่กี่คันอะนะ) เห็นมี BMW 2010 ใหม่มากๆ แต่ที่เศร้าคือ เจ้าของเอาไปชนหน้าเละ Vong ก็ซื้อมา เอามาเคาะให้เหมือนใหม่ แล้วก็ขายต่อนั่นเอง

เราไม่รู้ว่า น้องดำ ก่อนหน้านี้เป็นไงหรอกนะ แต่เค้าบอกว่า เป็นรถประมูลมาจาก Florida (เป็นแหล่งประมูลรถมือสอง) แล้วเค้าก็เอามาทำใหม่

Vong บอกว่าเค้าเปลี่ยนและลงทุนไปหลายอย่าง เพิ่งเปลี่ยนยาง เปลี่ยนแบต เปลี่ยนน้ำมัน และอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จขนาดไหนอะนะ แต่วันที่ไปเอารถ เค้าก็เปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนให้ใหม่ แล้วก็ใส่ลายรถแถบข้างๆให้ด้วย ^_^"

มาดูรูป คุณน้องคุโระบุตะ รถคันใหม่ของเรา (เก่าของคนอื่น) กัน

 ตอนได้มาใหม่กิ๊ง เพราะเจ้าของอู่เอาไปล้างให้ก่อนส่งรถ

จุดพึงกังวลของน้องดำก็คือ High mileage คือรอบบินสูงแล้วนั่นเอง ณ วันที่เรารับรถ ก็ได้เลขสวยที่ 111,111 ไมล์ (ประมาณ 170,xxx กิโล) พอดิบพอดี เลยแชะรูปเก็บไว้




สภาพภายนอกใหม่ดี มีจุดที่สีจางๆบนหลังคานิดหน่อย นอกนั้นดูใหม่มาก

ส่วนสภาพภายในก็มีร่องรอยพวกคราบน้ำ คราบฝุ่น
เข็มขัดนิรภัยฝั่งคนขับยานๆ หน่อย (แบบไม่ค่อยดูดกลับเข้าที่เวลาไม่ใช้งาน)

กลิ่นเลมอนเล็กน้อย เพราะ Vong เอาที่ดูดกลิ่นมาใส่ไว้

มาถึงจุดนี้ ทุกคนคนนึกในใจ ตั้งคำถามกันแล้วชิมิ ว่า "รถเก่าไปป่าวอะ"????

เราก็แอบคิดอยู่เหมือนกันอะแหละ แต่ตั้งแต่รับมา วันอาทิต์รุ่งขึ้นก็จัดการลองเครื่อง ขับประมาณ 260 ไมล์รวดเพื่อมาออกจ๊อบที่ Alabama เลย ปรากฎว่าทุกอย่างก็ยังโอเคดี แอร์เย็น heater ก็ทำงาน ไม่มีรอยรั่วตรงไหน และประหยัดน้ำมันพอควร

ช่วงแรกๆ จนถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าไว้ใจอะนะ การซื้อรถสองมันจะไปอุ่นใจเหมือนรถมือหนึ่งได้ยังไง

ถึงซื้อจากการแนะนำจากคนรู้จัก แต่เจ้าของก็ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหาย จะไปวางใจทั้งหมดก็ใช่ที่ ส่วนหนึ่งก็ต้องขับอย่างระวัง แล้วก็ต้องคอยดูแลรถเบื้องต้นด้วย

เพราะฉะนั้น จะขอเล่า tips ในการเลือกซื้อรถมือสอง และประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อรถของเราในอเมริกาแล้วกันนะ

ติดตามตอนสองได้