Tuesday, November 27, 2012

Approaching the last periods

ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนที่มาเริ่มงานที่อเมริกาพร้อมกันก็เริ่มนับ count down กันแล้ว ถึงแม้จะมีเพื่อนบางส่วนที่ตัดสินใจ extend ต่อไปอีกถึงปี 2014 แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ขออยู่ต่อ (ด้วยเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัว 555)

น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะออฟฟิศ Atlanta เป็นหนึ่งในออฟฟิศที่อยากให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างเราอยู่ต่อ ตอนแรกๆ Resource Planning Team เค้าก็ถามเหมือนกันว่าอยากต่ออีกซัก YE มั้ย เพราะก็ดีสำหรับเค้าที่ไม่ต้องหาเด็กใหม่มาทำจ๊อบ แต่เราว่ากลับบ้านดีกว่า เที่ยวก็ค่อนข้างพอแล้ว เงินก็เก็บได้พอควรแล้ว ช๊อปจนหมดมุก (หมดเงินมากกว่า) แล้ว ก็น่าจะ fulfill ความฝัน สนอง need ได้ในระดับหนึ่งกับเวลาเกือบสองปีที่นี่

เพื่อนสนิทของเราเป็นคนสิงคโปร์ จริงๆอยู่ออฟฟิศบ้านนอก แต่สุดท้ายก็คุยจนได้ย้ายไปอยู่ NYC แล้ว และที่สำคัญได้อยู่กับแฟนด้วย >_<  แต่เราไม่มี mode แบบย้ายไปอยู่กับใครนิหน่า อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบต่อไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนที่ hang out ด้วยก็ทยอยกลับบ้านคงไม่สนุกเท่าไหร่

Thanksgiving ที่ผ่านมาไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ค สภาพชีวิตชาวเมืองช่างแตกต่างกับเรายิ่งนัก ทำงานกันจนดึกดื่น (หรือเราเองที่ไม่เครียด) ไม่ค่อยมีใครได้ไปทำอะไรตอน weekend เท่าไหร่ เพราะต้องทำงานที่ค้าง แล้วการใช้ชีวิตก็แพงแสนแพง ไม่มีรถขับ ที่พักเล็กๆ ทุกคนแออัดเบียดเสียด

โอ้ยยย ไปมาห้าวันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเมืองเหลือเกิน (อีบ้านนอกอย่างเรา 555) ลืมไปว่ากลับไปเมืองไทยก็ต้องไปเบียดกับผู้คนบน BTS ต้องแย่งขึ้นรถเมล์ ขับรถก็ต้องแย่งถนน แย่งพื้นที่หายใจ แย่งร้านกินข้าว เราอยู่สบายๆมาจะสองปีเนี่ย มัน spoil ชีวิตเรามากๆเลยนะเนี่ย

ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบ Atlanta เท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไร (และไม่มีใคร) อยู่ที่นี่นัก แต่พอไปเมืองที่วุ่นวายกลับมา Atlanta ก็เริ่มเห็นข้อดีของเมืองนี้ไม่น้อยแฮะ ก็เมืองที่เราอยู่


  • ไม่มี hurricane Sandy ที่ต้องตัดไฟ ทำงานไม่ได้เป็นอาทิตย์
  • ไม่มีหิมะ ลูกเห็บ ให้รู็สึกหนาวจับใจ โดยเฉพาะเวลาต้องเดินกลับบ้านจาก subway
  • มีรถให้ขับร้านค้าห่างกันแค่คืบ ก็ขับรถ ไม่เดินเสียล่ะ (ขี้เกียจ) 
  • ไม่ต้องแบกคอมขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย อยู่ Atlanta แบกคอมจากรถขึ้นไปออฟฟิศเท่านั้นเอง
  • มี Chick-Fil-a ให้กิน กลับไปเมืองไทยคงคิดถึง milkshake น่าดู
  • มี Grocery stores/ Walmart เต็มไปหมด เมืองใหญ่ๆ ของก็แพง มีให้เลือกน้อย แถมเวลาซื้ออะไรต้องหิ้วแล้วเดินกลับบ้านเองอีก (มาแนวขึ้เกียจอีกแระ)
  • ชีวิตไม่เร่งรีบ เข้างาน 8.30-9am ลูกค้าเลิกงานกันไม่เกิน 5.30pm ทำงานไม่ดึกถึงขั้นตีๆ หรือโต้รุ่ง
  • มีรถไฟฟ้า และรถเมล์ใช้ แต่ก็ไม่สับสนเยอะเกินเหมือน โตเกียว หรือนิวยอร์ค (ซับซ้อนน้อยกว่า BTS อีกแน่ะ)
จริงๆลิสต์มาดูเหมือนจะหาข้อดีอะไรอื่นนอกจากความสะดวกสบายไม่ได้เลย

ดูเหมือนจะติดสบายจริงๆแล้วสินะ เรา! -_-"


Wednesday, November 14, 2012

Penpal

เพื่อนทางจดหมาย...

เมื่อปีที่แล้วไปทำจ๊อบที่ Ohio เป็นจ๊อบชั่วคราวที่ไม่ใช่ของออฟฟิศเรา ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ manager เด็กๆ จากหลายๆออฟฟิศที่ทุกคนต่างก็รู้ว่านี่เป็นวาระ "ขาจร" เท่านั้น จนถึงตอนนี้ก็เวียนมาบรรจบครบหนึ่งปีพอดี (เร็วมากกก) คนที่เคยทำจ๊อบนั้นกว่าครึ่งลาออกไปทำอย่างอื่นกันหมดแล้ว เช่น Senior Manager ที่เคยทำงานด้วยทั้งหมด 4 คน ตอนนี้เหลืออยู่คนเดียว  Senior ที่ทำงานด้วยประมาณ 6 คน ตอนนี้ก็เหลือคนเดียว ไม่นับรวมถึงเด็กๆ ระดับปีหนึ่งปีสองต่างก็กระจัดกระจายกันไปตามวาระและโชคชะตา

วันนี้อยากจะเขียนถึงเพื่อนคนนึงที่มิตรภาพของเราสองคนตลกดี เหมือนในการ์ตูน หรือนิยายเลย
เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายชาวฝรั่งมาจากออฟฟิศอลาสก้า แว๊บแรกที่ได้ยินว่าเค้ามาจากออฟฟิศไหน ทุกคนก็ต่างอยากเข้าไปคุยกับเค้าว่า เฮ้ย เห็นหมีขาวทุกวันมั้ย หนาวมากมั้ย นู่นนั่นนี่ แต่เค้าเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งเอาซะเลย แทบไม่เคยเห็นเค้าเริ่มการสนทนาคุยกับใครก่อนยกเว้นเรื่องกีฬาตามประสาของคนที่นี่ เราทำงานด้วยกัน นั่งข้างๆกันเรียกว่าเก้าอี้ถัดกันเลยทีเดียวอยู่ด้วยกันเกือบสามเดือนแต่คุยกันน้อยมากกกก ไม่นับรวมถึงเรื่อง hangout นอกเวลางานว่าไม่เคย นอกจากมี team dinner

ความเห็นของเรา เค้าเหมือนเจ้าชายเย็นชาในการ์ตูนเลย ที่แบบไม่ค่อยพูดกับใคร เย็นชา ดูมีความลับอะไรทำนองนั้น เพียงแต่เค้าไม่ได้หล่ออะไร 555 แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้องด้วย (นี่ไม่ใช่เรื่อง The Letter)  ทำงานด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จับประเด็นแค่ว่า เค้าเลือกไปอยู่อลาสก้าเอง เพราะอยากอยู่เงียบๆคนเดียว (ว่าแล้วไง เป็นพวกแอนตี้สังคมปะนั่น) แล้วเสาร์อาทิตย์งานอดิเรกของฮีก็คือไปคาสิโนเล่นได้บ้างเสียบ้าง ไปท่องเที่ยว (คนเดียว)  คนในจ๊อบเค้าเลือกพักโรงแรม A กัน ฮีก็จะพักแต่โรงแรม B ไม่สนใจใคร ตอนกลางวันเค้าออกไปกินข้าวกัน ฮีก็ประหยัดตัง กินแซนด์วิชกับ turkey ham จันทร์ถึงศุกร์ เหมือนเดิมทุกวัน -_-"

พอจบจ๊อบก็คิดว่าเราคงจบและจากกันไป คงไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว เพื่อนบางคนที่สนิทกันที่จ๊อบก็จะ add Facebook กัน ถึงจะอยู่คนละออฟฟิศและไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว แต่ก็ยังพอเผือกผ่าน FB ได้

แต่น่าแปลกที่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่เราสองคนเริ่มเขียน email หากัน (โดยใช้เมลบริษัท -_-") เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาทั่วไป เช่น ตอนนี้ทำจ๊อบไหน ไปเที่ยวไหนบ้าง วันหยุดจะไปไหน ใครอยากจะเล่าอะไรก็เล่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเมลสั้นๆ สองถึงสามบรรทัด หรือ 1-2 paragraph ตามโอกาส

เรื่องที่แปลกกว่านั้นคือ เราไม่ได้เมลหากันบ่อย ทั้งๆที่ต่างคนก็ต่างมี office communicator (คือโปรแกรมแชทในออฟฟิศ) ซึ่งทั้งเราและเค้าก็เป็นพวกที่ออนไลน์กันตลอด แต่ไม่มีใครคิด add ใคร
ไม่เคยขอ Facebook ไม่เคยแชทผ่าน iphone (ถึงทั้งเราและเค้าจะมี iphone และส่งข้อความกันฟรี)
ไม่เคยโทรคุยกัน ไม่เคยขอเมลส่วนตัว

และที่แปลกที่สุดคือ เวลาที่เราทั้งสองคนเจอเรื่องร้ายๆ จะเป็นช่วงที่เราหรือเค้าส่งเมลหากันพอดี ทั้งๆ ที่เมลหากันแค่เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้งเท่านั้น (และไม่ได้คุยแบบสนิทกันเสียเลย)

ครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้าช๊อกมาก ที่วิ่งอยู่ที่ฟิตเนสโรงแรม แล้วคนข้างๆ ล้มลงหัวใจวายตาย O_O

อีกครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้ามัวแต่ยุ่งๆ ไปงานศพพ่อ!! เฮ่ยยย

ส่วนเรา หลังจากที่เกิดเรื่องโดนโจรบุก หลักจากนั้นไม่กี่่วันเค้าก็เมลมาถามว่า เป็นไงบ้าง ไม่ได้เมลหานาน เลยอยากจะลองถามดูว่าทุกอย่างโอเคมั้ย

มันเหมือนมี sense of friendship หรืออะไรแปลกๆ ซักอย่าง ที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนเป็นมุมเล็กๆ เป็นคนๆนึง ที่เราไม่ได้อยากรู้จักเค้าไปมากกว่านี้ ไม่ได้อยากสนิทมากกว่านี้ แต่ก็ยินดีที่จะแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้างตามประสา  เราว่ามันเป็นภาพหนึ่งของความทรงจำที่น่ารัก แล้วก็สวยงามดี

ใครเคยมีอะไรแบบนี้บ้างไหม?

มันไม่ใช่ความรัก หรือความโรแมนติก หรือมิตรภาพที่หยั่งลึกอะไร แต่มันเหมือนเป็นคนไกลๆ ที่อาจจะมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน

ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตนี้ แต่ก็ดีใจที่เราได้เป็น "เพื่อนทางจดหมาย" กันนะ!

Thank you!

Wednesday, November 7, 2012

Are you Democrat or Republican?

เข้าหัวเรื่องการเมืองเสียหน่อย ช่วงนี้กำลังฮอต

จริงๆ เราจัดเป็นประเภทด้อยประสบการณ์ อ่อนความรู้ด้านการเมืองมากกกกก

ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ขนาดบ้านเมืองตัวเองยังไม่ค่อยจะรู้อะไรเท่าไหร่เล้ยย ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้ซึมซับเข้าสมองแม้แต่น้อย ไอ้เรื่องชื่อ รมต ใครคุมกระทรวงไหนอะไรยังไง แบบที่ปะป๊าเราจำได้ซะแม่นยำไม่ว่ากี่สมัยต่อกี่สมัย ส่วนตัวเรานั้น อย่ามาถาม ไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ

การเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เปลี่ยนบ่อยจนขี้เกียจติดตาม ติดตามแล้วก็ไม่รู้สึกว่าได้อะไรขึ้นมา

พอมาอยู่อเมริกา ก็จะเหลือเรอะะะ  ที่เค้าฮิตๆ กันช่วงนี้จริงๆก็เกือบไม่ตามกระแสแล้ว แต่เรื่องน่าโมโหมันคือ ช่วงนี้เริ่มติด Series ตั้งแต่มีทีวีดู ก็จะดู ABC เป็นประจำ

อังคารที่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาดู Private Practice เต็มที่ เปิดมาา ผ่างงงงง กลายเป็น Vice Presidential Debate ซะงั้น พอเปิดทีวีแล้วก็ขี้เกียจปิด เลยดูว่าเค้าคุยอะไรกัน ปรากฎว่าฟังไปซักพักก็น่าสนุกดี เค้าก็ Debate กันมันส์มากก เหมือนโต้วาทีสมัยเรียนเลยแฮะ ^^"

พอดูจบก็เลยหาข้อมูลจาก Wikipedia เล็กน้อยเพื่อ wrap-up ว่าประเด็นมีอะไรบ้าง แล้วก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมา ว่า ถ้าเราเป็นคนอเมริกัน มีสิทธิ์โหวตเนี่ย เราจะเป็น Democrat หรือ Republican กันน๊า??

ก่อนอื่นมาดูคนอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐที่เราอยู่ ว่าเค้านิยมฝั่งไหนกันบ้าง

อย่างรัฐ Georgia ของเรา ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็น สีแดง Republican แน่นอน รวมถึงรัฐโซนกลางๆ เทือกป่าเขาลำเนาไพร ส่วนใหญ่จะเลือก Republican เป็นสีแดง ประเทศนี้เค้า แดง น้ำเงิน เนอะ ไม่ใช่ เหลือ แดง หุหุ

พออ่านดูแล้วก็เลยไปทำ quiz มากมายที่มีอยู่ตามเนต ที่จะช่วยทดสอบว่าเราเป็น Democrat/ Republican

ใครที่สับสนว่าใครเป็นใคร ถ้า Democrat ให้นึกถึงหน้า Obama ไว้
ส่วน Republican ก็ให้นึกถึงหน้า Josh Bush, Mitt Romney  ประมาณนั้น

ตัวแบ่งแยกที่ค่อนข้างชัดเจนเช่น

การทำแท้ง
ถ้าคุณเห็นด้วย เรื่องการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าแม่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำแท้ง หรือไม่ทำก็ได้ (เพราะเชื่อว่า เป็นสิทธิของผู้หญิงทุกคน) เช่น ถ้าเราคิดว่ามีลูกตอนนี้ไม่พร้อม ยังเรียนไม่จบ ทำให้เสียอนาคต แล้วไม่ได้รู้สึกผิดบาปกับการทำแท้ง หรือกรณีที่แย่มากๆ เช่น อัลตร้าซาวน์แล้วรู้แน่นอน ว่าลูกเกิดมาปญอ พิการ หรืออาจจะเป็นผักไปตลอดชีวิต เกิดมาสามปีก็น่าจะตาย (เช่นพวกปัญหาพันธุกรรม) ก็น่าจะอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย ก็จะไปฝั่ง Democrat

แต่ถ้าคุณเชื่อว่า การทำแท้งควรทำเมื่อมีเหตุจำเป็นสุดๆ เท่านั้น เช่นถ้าไม่ทำแล้วแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือว่า ตั้งครรภ์เพราะโดนข่มขืน ถ้าคุณมีความเห็นแนวนี้ (ใกล้เคียงศาสนาพุทธเนอะ) ก็จะเป็นฝั่ง Republican

อนึ่ง กฎหมายทำแท้งของอเมริกาตอนนี้ก็ค่อนข้าง strict อยู่เหมือนกัน จริงๆ แล้วการทำแท้งที่ถูกกฎหมายสำหรับทุกรัฐ คือกรณี โดนข่มขืน หรือเป็นภัยต่อแม่เท่านั้น

การพกปืน
ถ้าคุณเห็นว่าการพกปืน ควรมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใครทุกคนก็มีปืนได้ คุณน่าจะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะพกปืน เพื่อปกป้องชีวิต และครอบครัว ภายใต้การถือปืนอย่างถูกกฎหมาย คุณก็จะเป็นแนว Republican

Same sex marriage
ถ้าคุณเห็นว่าเพศที่สาม หรือเกย์ หรือเลสเบี้ยน ก็น่าจะมีสิทธิเท่าเทียมในการแต่งงาน อยู่กินกันอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ถ้าคนนึงตาย อีกคนก็ได้มรดกแบบถูกกฎหมาย) หรือการหักลดหย่อนภาษีของคู่สามีภรรยา ก็น่าจะให้ ญรักญ ชรักช มีผลบังคับได้ด้วย คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า เฮ้ย แต่งงานก็ต้อง ญช เท่านั้นสิ จะผิดธรรมชาติได้ไง (แถมเปลืองภาษีเพิ่มขึ้นด้วย) คุณก็จเป็น Republican

การศึกษา
ถ้าคุณเห็นตามที่เป็นมาว่า เด็กๆ ก็ต้องเรียนใกล้บ้าน ถึงจะได้เรียนฟรี ได้เงินสนับสนุน (แล้วบางทีพ่อแม่ก็ต้องดิ้นรนย้ายบ้านย้ายช่องเพื่อให้ลูกได้เข้ารร ดีๆ) ถ้าอยากเรียนเอกชน ก็เรียกว่าเป็นทางเลือกที่พ่อแม่ยอมจ่ายตังเพิ่มเอง คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณเห็นว่า พ่อแม่น่าจะมีทางเลือก เช่น ได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าเลือกเรียนเอกชน หรือจะเป็น Home school หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเป็นทางเลือกของพ่อแม่ ไม่ใช่รัฐบาลบังคับ คุณก็น่าจะไปแนว Republican

Affirmative Policy
ถ้าคุณคิดว่าสังคมเรา การรับคนเข้าเรียน เข้าทำงาน ควรจัดโควต้าให้บ้าง เช่น ให้ชนกลุ่มน้อย (อีกะเหรี่ยงอย่างเรา) หรือให้ โควต้าผสมระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย ในองค์การ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และให้โอกาส คุณก็จะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ใครดีใครได้ ถ้าคุณไม่เก่งพอ ก็ไม่ต้องทำงาน การที่ต้องมาแบ่งโควต้าสำหรับผู้หญิง สำหรับชนกลุ่มน้อย ก็เป็นการปิดโอกาสคนที่มีความสามารถไป (อืมม อันนี้ก็มีเหตุผลนะ สมมติว่า ออฟฟิศรับพนงใหม่ 10 คน โควต้า ชายครึ่ง หญิงครึ่ง แต่ว่ามีแต่ผู้หญิงที่ทำคะแนนได้น้อยกว่า ถ้าเราเป็นผชคนที่ 6 แล้วต้องเสียสิทธิให้คนที่เก่งน้อยกว่า เพราะเค้าเป็นผู้หญิงจะรู้สึกยังไง)  ถ้าคุณคิดว่าคนเราควรมีสิทธิเท่าเทียม คุณก็น่าจะเป็น Republican

เรื่องการเมืองไม่ค่อยสน ใครจะบุกใครก็ช่างแม่มมมม แหะๆ

นอกน้นก็มีเรื่องนโยบายการขุดเจาะน้ำมัน นโยบายเพิ่มลด Deficit นโยบายภาษี ฯลฯ
ขอบอกว่ามันส์ส์ส์

ถ้าใครอยากรู้ก็ลองทำ quiz ดู เช่น
http://politicalquiz.net/  อันนี้ค่อนข้างดีเลย ไม่ใช่บอกแค่ว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่วิเคราะห์ด้วย ว่ามุมมองการเมืองเราเป็นแนวไหน
http://www.gotoquiz.com/republican_or_democrat_1
http://www.selectsmart.com/plus/select.php?url=americanpolitic

หันไปถามเด็กในจ๊อบข้างๆ เด็กมันตอบหน้าตาย ว่า I เป็น Republican แล้วคนส่วนใหญ่ในรัฐนี้ก็เป็น (อย่างไม่ต้องสงสัย)


แต่ว่า ประกาศผลออกมาแล้วว่า Obama ชนะ ก็แห้วกันไป :(


จากที่เคยไกล ก็ใกล้นิดเดียว

จั่วหัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องความรัก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่อยากจะเขียนถึงเป็นเรื่องงานล้วนๆเลย

อาทิตย์นี้เจอโรคเลื่อน เลยมีเวลาว่างไม่ต้องไปทำงานที่ลูกค้าสองถึงสามวัน ทาง Resource Planning Team ก็เลยจัดงานด่วนเพื่อไม่ให้กะเหรี่ยงอย่างเราต้องอยู่เดียวดาย

ปรากฎว่างานที่จัดให้ คือให้ไปนับ Stock จ้าา  สำหรับที่นี่การที่ให้ senior อย่างเราไปนับถือเป็นเรื่องแปลก เพราะการนับสต๊อกถือเป็นเรื่องสำหรับเด็กน้อยปีสองปีแรกเท่านั้น ถ้าใครได้เป็น senior แล้ว ก็มีหน้าที่วางแผน ติดต่อเด็กเท่านั้น แต่ในเมื่อศุกร์นี้เราว่าง แล้วคนขาดพอดี เค้าก็เลยจัดการส่งเราไป

เห็นชื่อลูกค้าแล้วตกใจ เป็นบริษัท FMCG บริษัทแม่อยู่สวิซ ที่ผลิตหลายอย่างตั้งแต่ กาแฟ นม ไอติม น้ำดื่ม (เออ น่าจะรู้แล้วนะว่าบริษัทอะไร) คราวนี้ได้รับมอบหมายให้ไปนับโรงงานผลิตน้ำ ที่ตกใจก็คือ
จริงๆแล้วออฟฟิศที่ Atlanta ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวกับบริษัทนี้ ออฟฟิศที่ได้ทำการตรวจสอบจริงๆอยู่ที่ Connecticut แต่ด้วยความที่อยู่ไกลจากโรงงานซึ่งอยู่มาซะใต้เชียว ก็เลยมีการหยิบยืมสตาฟกันให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ที่สำคัญคือ บริษัทนี้เป็นบริษัทที่เราเคยตรวจสมัยอยู่เมืองไทย ย้อนกลับไปสามสี่ปีที่แล้วก็เคยมีได้ไปนับสต๊อกโรงงานผลิตน้ำเหมือนกัน

อยู่เฉยๆ ก็เลยนึกขึ้นมา ว่าสิ่งที่เคยมองมาจากไกลๆ สมัยทำอยู่ออฟฟิศที่เมืองไทย เคยคิดเคยสงสัย ว่าคนที่นี่เค้าทำงานกันยัง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทแม่ มีลูกมากมายอยู่ทั่วโลก ตอนเค้าวางแผน ทำ audit instruction มันเป็นสภาพแบบไหน ทีมงานใหญ่มั้ย ทำงานกันดึกมั้ย

ตอนที่อยู่เมืองไทย เคยอยากรู้ อยากได้มาสัมผัสมาพบเจอด้วยตัวเอง แล้วก็ดีใจจังที่ได้มีโอกาสมาเห็นมาสัมผัส เข้ามาใกล้ๆ ในสิ่งที่เราเคยคิดว่าไกลแสนไกล

พอมาเห็น ก็รู้สึกว่าระบบการทำงานเค้าแตกต่างกับของเราจริงๆ ระบบการคิดการจัดการ ก็เรียกได้ว่าต่างกันเป็นอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดเลยคือ การนับสต๊อกของที่นี่จะต้องมีการฝึกฝน! คือเด็กที่เข้ามาใหม่ๆ จะไม่มีให้ไปนับเองคนเดียว ออกจ๊อบคนเดียว แต่จะต้องให้ไปกับคนที่มีประสบการณ์ (อะไรจะขนาดน้านนน) หรือเรียกว่าไปทำการ shadow คือไปสังเกต เรียนรู้ตามรุ่นพี่นั่นเอง  แล้วการนับสต๊อกที่นี่ไม่ใช่เรื่องสนุกเหมือนเมืองไทยเลย เพราะมีความรับผิดชอบที่ตามมามากมาย ต้องทำ cut off, complete inventory count instruction, memo เก็บเอกสาร ทำทุกอย่างแต่ต้นจนจบจริงๆ รายละเอียดต้องเก็บครบ ว่าก่อนนับ เวลานับ หลังนับ ตาม instruction เป๊ะๆ

กว่าจะได้ไปนับกันแต่ละงานต้องมีการคุย brief งาน ว่า จะนับอะไร กี่ชิ้น นับอันไกน เจอใครบ้าง ต้องไปถามอะไร ละเอียดมากกกกก

นึกถึงสมัยที่เราเป็นเด็กๆ ที่นับสต๊อก ไปแค่นับๆ แล้วกลับ พี่ senior/ in-charge ก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพี่จัดการเอง นึกถึงตอนนั้นแล้ว โหหห ทำกันไปได้เนอะ

อีกอย่างที่ชอบก็คือ ชอบการประชุม และ planning ที่นี่จัง เราอาจจะแปลก เพราะชอบทำ planning มากกว่าการลงมือทำเพื่อหาความท้าทายตื่นเต้น ถ้าเป็นเรื่องงานก็อยากจุะรู้ทุกอย่างล่วงหน้าให้มากที่สุด พอมาที่นี่ทุกทีมจะมีการวางแผนงาน มี partner manager เข้ามาพูดคุยเป็นชิ้นเป็นอัน manager เองก็ใส่ในในรายละเอียดค่อนข้างมาก ว่าอยากจะปรับปรุงอะไรตรงไหน ทุกคนรู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง เราชอบที่ manager ส่วนใหญ่เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำ planning ช่วยเรื่องการสัมภาษณ์ลูกค้า หลายๆชิ้นงาน  manager ก็ลงมือทำเอง เก็บรายละเอียดเอง ส่วน partner ส่วนใหญ่ก็สามารถเข้าไปพูดคุย ถามปัญหา ให้ตัดสินใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้เลย (ถ้าไม่บ่อยเกินไป)

เหมือนกับว่าการทำงานมันมีการ communication ที่ชัดเจน และเปิดเผยกว่ามาก และการที่เป็นแบบนี้ เราว่าเรื่องดราม่าเวลาประเมินผลมันก็น้อยลงด้วย ไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่น่าจะดราม่าเท่าเมืองไทยนะ :p

ส่วนเด็กๆ ก็ค่อนข้างทำงานกันรับผิดชอบมากทีเดียว อาจจะมีแอบทิ้งงานบ้าง แต่ถ้าจิกมันก็ทำ ส่วนใหญ่ก็เห็นเคารพ in-charge/ manager กันดี ความคิดที่เคยคิดว่าเด็กอเมริกามันคงพูดจาทำท่าทางข้ามหน้าข้ามตาไม่นับอายุ ก็ไม่เป็นเรื่องจริงเลย (เท่าที่เราพบเจอ)

ยังรู้สึกว่า Seniority มีทุกสังคม ทุกออฟฟิศ แต่มันเป็นความเกรงใจในแบบที่พอดี ไม่ใช่ความเกรงกลัว
อย่างเช่น manager ปฎิบัติกับลูกน้อง ก็พูดคุยได้ใกล้ชิดกว่า แต่ว่าเราก็ยังเกรงใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ห่างเหิน แต่ก็ไม่ได้เล่นหัว ความสัมพันธ์ระหว่าง manager กับ partner ก็เหมือนกัน คือมีความเกรงๆ เป็นอย่างมาก แต่ไม่มากถึงขนาดทำให้ปิดบังเรื่องต่างๆ หรือไม่พูดคุยกัน

เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งปีที่นี่แล้ว พอกลับไป ทุกอย่างมันก็คงกลายเป็นอดีตนั่นแหละ ที่เคยใกล้ ก็คงไกลห่างออกไปเรื่อยๆ แต่อย่างน้อยเราก็ยังยิ้มกับมัน ว่าวันหนึ่งวันนี้เราก็เคยมาอยู่ใกล้ๆ สิ่งที่เราคิดว่าไกลแล้วนะ :)

Thursday, October 11, 2012

After You-- Shibuya Honey Toast

อยู่เฉยๆ ก็อยากกิน Shibuya Honey Toast ของ After You ขึ้นมา

น่าแปลกที่กลับไปเมืองไทยเมื่อเดือนกันยาไม่นึกอยากกิน และไม่เคยอยู่ในลิสต์อาหารที่อยากกินอย่างเนื้อย่าง หรือ หอยลายผัดพริกเผา ทำนองนั้นเลย

แต่วันนี้อยู่เฉยๆ ก็อยากกินขึ้นมาแฮะ จริงๆ ทำขนมปังอบเนยราด maple syrup ก็น่าจะพอได้แฮะ เหมือนมีอุปกรณ์ในเมือครบทุกอย่างแล้ว เห็นทีจะต้องไปลองซื้อ Texas Toast มาลองทำดู

ควบคุมน้ำหนักทีไร อาการอยากขนมจะตามมาทันที >____<

ตอนนี้ออกกำลังกายจริงจังมาสองอาทิตย์ละ กล้ามแขนเริ่มขึ้น สู้เค้าต่อไป เพื่อแขนเฟิร์มๆ

Credit: google image link

Tuesday, October 9, 2012

ตอนที่ 2.3 ไม่เคยก็เคย กินแบบใต้ๆ สไตล์ นิวออลีนส์

New Orleans

เกิดมาเคยได้ยิน แต่ ปีกไก่นิวออลีนส์ ที่ขายที่พิซซ่าฮัท...



รู้ว่า Popeye มาจากนิวออลีนส์ เลยคิดว่าถ้ามานิวออลีนส์จะต้องมาชิมไก่ทอดให้ได้!



New Orleans เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในรัฐ Louisiana คนที่นี่เรียกย่อๆกันว่า NOLA (โนลา) มาจาก New Orleans, LA (ชื่อย่อรัฐ) ชื่อรัฐมีคำว่า หลุยส์ ก็น่าจะเป็นไกด์เล็กๆแล้วเนอะ ว่ารัฐนี้ได้อิทธิพลจากฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่เลยล่ะ

น่าแปลกที่เมืองนิวออลีนส์ดูเหมือนจะดังที่สุดสำหรับรัฐนี้ นักท่องเที่ยวก็มาเยอะที่สุด แต่ไม่ยักกะเป็นเมืองหลวง เมืองหลวงจริงๆคือ Baton Rouge ซึ่งแต่เดิมนิวออลีนส์ก็เป็นเมืองหลวง เมืองหลักล่ะ แต่ด้วยความที่เมืองโดนเฮอร์ริเคนกระหน่ำบ่อยมาก ก็เลยย้ายฐานราชการมาที่ Baton Rouge ซึ่งอยู่ประมาณ 40 นาทีจากเมืองนิวออลีนส์

ความพิเศษของนิวออลีนส์คือ เมืองทั้งเมืองมีกลิ่นอายฝรั่งเศสจ๋า เพราะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแนวฝรั่งเศส ตามถนนหนทาง ก็จะมีรูป French Fleur-de-Lis  ที่เป็นสัญลักษณ์หลุยส์ เห็นได้ตามธง ตามเสาถนน ตามป้ายบอกทางต่างๆ


เราไปนิวออลีนส์สองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกไปทำกิจกรรมอาสาสมัคร ช่วยสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยจากพายุแคทรีน่า เมื่อปี 2005 โน่นแน่ะ คราวนั้นไปประมาณ 5 วัน ก็ได้เที่ยว highlights หลักๆ รวมถึงทัวร์จระเข้ ที่เป็นสัตว์ขึ้นชื่อของเมืองนี้ อีกครั้งก็ไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge แล้วก็เข้าไป day trip ในเมือง ก็เลยเรียกว่าเที่ยวแบบ (เผินๆ) แต่ก็ค่อนข้าวทั่วแล้วแหละ

นิวออลีนส์กับจระเข้ 

มานิวออลีนส์ไม่ได้ทัวร์จระเข้ และไม่ได้กินเนื้อจระเข้ ก็เรียกว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์

ถามว่าทำไม จระเข้เยอะ? เนื่องจากนิวออลีนส์เป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นถ้วย คือทรุดตรงกลาง (เหมือนสงขลา) เวลามีพายุ น้ำทะเล น้ำหนุนจากแม่น้ำ Mississippi ก็จะมาเข้าสะสมจมที่ถ้วยใบใหญ่ใบนี้ นานๆเข้า ก็กลายเป็นอ่างทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า "Swamp" หรือหนองน้ำ ที่เต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์ ทั้งแมลง ยุง จระเข้ แต่จระเข้ที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราอะ บ้านเราเรียกว่า Crocodile แต่ที่นี่จะเป็น Alligator

google มา เค้าบอกว่า Alligator จะพบได้แค่ฝั่ง south east ของอเมริกา (คือแถบนิวออลีนส์เนี่ยแหละ) และบางส่วนในเมืองจีนเท่านั้น ในขณะที่ Crocodile จะพบได้ทั่วไป จุดเด่นของ Alligator ที่ต่างจาก crocodile ก็คือ เวลาที่ Alli ปิดปากจะปิดสนิท แต่ Croc จะมีฟันยื่นๆ ออกมา (น่ากลัววว)

ที่นี่มีเยอะ ก็เลยมีทัวร์แบบล่องเรือดู alligator เยอะแยะเลย  ที่สำคัญ Alli ที่นี่ชอบกินมาร์ชเมลโลด้วยแหละ เวลาไปทัวร์ล่องเรือ ไกด์ก็จะบรรยายไป จระเข้ก็จะว่ายสืบๆเข้ามา แล้วเราก็จะโยนมาร์ชเมลโลให้มันกิน ถามไกด์ เค้าบอกว่าจริงๆมันก็กินทุกอย่างอะแหละ ตั้งแต่เนื้อไก่ดิบๆ จนขนมอะไรก็ตาม แต่ที่นิยมให้มาร์ชเมลโล เพราะเค้าบอกกันว่าจระเข้มันตาไม่ค่อยดี ให้มาร์ชเมลโลมันก็ลอยๆ ในน้ำ จระเข้จะได้ว่ายมากิน แล้วก็โชว์แขกไปในตัวด้วย

พอเสร็จจากทัวร์ก็ต้องเรื่องของกิน

มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มากิน Cafe Du Monde ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

คาเฟ่นี้เป็นแนวฝรั่งเศส อารมณ์นั่งจิบกาแฟ ฟังเพลงแจ๊ซ ของชื่อดังที่นี่ก็คือ โดนัทฝรั่งเศส จริงๆรสชาติก็คล้ายๆ ปาท่องโก๋แบบหวานบ้านเรา แต่มันจะไม่หวาน แล้วโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งแทน จิบกับกาแฟลาเต้ร้อนๆ ฟินสุดๆ สไตล์ที่โดดเด่นคือ พนักงานที่ร้าน ทั้งชายหญิงจะใส่เสื้อเชิ้ตขาว ผูกหูกระต่าย (ดูผู้ดีอย่างที่สุด) แล้วจะไม่รับบัตรเครดิต พนักงานจะรับเงินสดจากเรา แล้วเอาไปทอนที่แคชเชียร์

ร้านเต็มตลอดเวลา แย่งกันกิน แย่งกันนั่งเหลือเกิน ดังถึงขนาดมีขายสูตร ขายแป้งไว้ให้เอากลับไปทำกินเองที่บ้านด้วย ^^" แต่สำหรับเรา กินไปครั้งสองครั้งก็โอเคอะ ชอบปาท่องโก๋จิ้มนมข้นบ้านเรามากกว่า 5555



มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มาลิ้มลอง ไก่ทอดสไตล์นิวออลีนส์ ก็ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

ตอนมาครั้งแรก หาป๊อปอายใหญ่เลย คิดว่าน่าจะมีให้เห็นทั่วไป (แนวว่าไป แคนตัคกี้ ต้องเห็นแต่ KFC ไป San Francisco ต้องเจอ Swensens ) ซึ่งถือเป็น "ความเชื่อที่ผิดๆ" เพราะในนิวออลีนส์เอง แทบไม่มีร้านแฟรนส์ไชส์ไก่ทอดมากอย่างที่คิดเลย เอาเข้าจริง ถ้ามาให้ถึง ก็ต้องไปลองร้านไก่ทอดเจ้าเด็ด แบบ homemade เนี่ยแหละ ซึ่งมีอยู่หลายร้านมากกกกกกก

ไก่ทอดนิวออลีนส์แต่ละร้านก็จะสไตล์ไม่เหมือนกัน บางทีก็นุ่ม บางที่ก็กรอบ น้ำมันไก่กัดเข้าไปไหลเยิ้ม
ไปนิวออลีนส์สองครั้ง ก็มีโอกาสได้ลองประมาณ 4 ร้าน ก็ไม่ผิดหวังซักร้านเลย กินแล้วน้ำตาไหล T__T


มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มาลิ้มลอง Cajun Food ก็ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

อาหารของที่นี่ก็จัดว่าใต้ แต่ในทำนองเดียวกันก็จัดว่ามีลักษณะพิเศษ ที่โดดเด่นและจำเพาะเจาะจงกว่ามาก ถ้าพูดถึงอาหารที่มานิวออลีนส์แล้วต้องกิน นอกจากเนื้อจระเข้ เปิปพิสดาร (เนื้อกระต่าย ตับกระต่าย ฯลฯ) ก็เห็นทีจะต้องเป็นอาหาร Cajun เนี่ยแหละ เค้าบอกว่า Cajun ซึ่งคน Cajun ก็เป็นพวก Acadian อพยพมาจากแคนาดา ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศส แล้วมาผสมกับคน Native American พื้นถิ่นออกมาเป็นอาหารจำเพาะ (งงมะ??)

มาดูหน้าตาอาหารกัน
1) broiled crawfish  หน้าตามันเหมือนกุ้งมังกรแบบย่อขนาด เห็นเผินๆก็คล้าย Lobster แต่จุดแรกที่ไม่ใช่เลย คือ Crawfish มันจับได้ตามหนองบึงเท่านั้น ออกจะเหม็นเดินหน่อยๆ ด้วยซ้ำ แกะเปลือกแกะกระดองออก (เหมือนเวลากินกุ้ง) ก็จะเหลือเนื้อเหมือนเนื้อกุ้งกุลาดำเล็กๆ เท่านั้น ส่วนหัวมันก็มีมันส้มๆ เหมือนกุ้งแม่น้ำบ้านเรา (แต่น้อย และไม่ค่อยมัน)  วิธีกินยอดฮิตที่นี่ก็มีสองอย่าง คือเอาไปลวกกับพวกเครื่องเทศ กินกันร้อนๆ จิ้มซอสพริก หรือไม่ก็เอาไปทำซุปข้นๆ เรียกว่า Crawfish Souffle  ส่วนตามร้านอาหารเช้าก็อาจจะเอาไปผสมกับ omelet บ้างไรบ้าง สำหรับเราที่ไม่ค่อยกินสัตว์น้ำจืด เราว่ามันเหม็นดินอะ ยกเว้นว่าไปร้านดังๆ ทำสดๆ ก็จะอร่อยอยู่บ้าง แต่โดยรวม ชอบกินกุ้งมากกว่า
2)  Dirty Rice ชื่อนี่น่ากินเหลือเกิ๊นนนนนน ชื่อมันก็บอกเนอะ ว่าข้าวออกมาคงดูสกปรกๆ ซึ่งก็จริงอย่างที่ว่า  มันเป็นการเอาเครื่องเทศสไตล์ Cajun คลุกกับเนื้อบดบ้าง ไส้กรอกบ้าง คลุกไปกับข้าว คลุกๆกันเข้าไป จะหนึบๆเหนียวๆ แต่อร่อยอย่าบอกใคร
3) Jambalaya  ชอบชื่อมันมากเลยยย เวลาอ่านแล้วรู้สึกสนุกอยากเต้น (เกี่ยวมั้ย) ก็อ่านตรงตัวว่า จัมบาลาย่า นั่นแหละ จริงๆ เราว่ามันก็คล้าย Dirty Rice อยู่นะ ในแง่คลุกๆ รวมๆ แต่ว่า Jambalaya มักจะไม่มีเนื้อบดที่ชัดเจน ดูไม่เละมาก ออกไปแนวข้าวผัดมากกว่า แล้วก็ใส่พวกมะเขือเทศเข้าไปด้วย เลยให้รสออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เค็มๆ มักจะคลุกกินกับไส้กรอก แล้วก็กุ้ง หรือซีฟู้ดส์ต่างๆ


3) Seafood Gumbo  นี่ก็เป็นอีกเมนูที่ชอบพูดชื่อมัน กัมโบ้ กัมโบ้ คล้ายแบงค์กาโม่ หรือบ๊ะโปว์ (ไม่เกี่ยวกันซักนิด)  กัมโบ้ จะออกแนวแกงกระหรี่ญี่ปุ่น แต่ว่าก็ไม่ใช่กลิ่นกะหรี่นำ มันเป็นเครื่องเทศสไตล์ Cajun อะนะ แต่แน่นอนว่ามีขมิ้นเป็นส่วนผสมหลัก แล้วก็พวกผงหอมใหญ่ ผงกระเทียม มักจะเอามาทำเป็นซุปข้นๆ หนึบๆ ใส่ไส้กรอกบ้าง ใส่ซีฟูดส์บ้าง เวลากินก็ราดข้าว เหมือนข้าวราดแกง เมนูยอดฮิตของนิวออลีนส์เลยล่ะ


อันนี้รูปอาหารรวมที่ไปกินมา
จะเห็นได้ว่าหน้าตาอาหารแตกต่างจากอาหารใต้ทั่วไปมากพอควร และนี่ล่ะ เป็นเสน่ห์ของการเยือนนิวออลีนส์

ถ้าไม่ใช่เรื่องกิน นิวออลีนส์เป็นเมืองที่ไม่เหมือนอเมริกา แถมเป็นเมืองที่มีเทศกาลพิเศษ madi gras ที่จัดขึ้นทุกปี่ช่วงปลายเดือนมค ถึง กพ เป็นงานใหญ่ระดับประเทศ จองล่วงหน้ากันเป็นปีๆเลยล่ะ

ประวัติที่น่าสนใจ เรื่องที่น่าเที่ยวยังมีอีกมากมายยย ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเยือน (และกินไก่ทอด) อีกซักครั้ง :)

ตอนที่ 2.2 ไม่เคยก็เคย กินแบบใต้ๆ

แกงเลียง แกงฮังเล น้ำพริกกุ้งเสียบ   อะม่ายช่ายยย ผิดประเทศนี่เนะ (ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว)

ถ้าถามว่ามาใต้ ต้องกินอะไร อะไรที่ต้องลอง ห้ามพลาด รสเด็ด พิมพ์นิยม อาหารจำพวกแรกที่นึกถึงเลย

คือ BBQ !!!  ทั้ง Georgia/ Alabama/ Texas และแทบทุกรัฐ ทางใต้ จะมีบาร์บีคิวสไตล์ที่ค่อนข้างโดดเด่น และแทบทุกที่จะต้องมีร้านบ้านๆ เด็ดๆ ที่ไปถึงต้องลิ้มต้องลอง อารมณ์ไป LA ต้องไปหาอาหารจีนไชน่าทาวน์ว่างั้น

พูดถึงบาร์บีคิว อย่านึกภาพ บาร์บีก้อน ซุคิชิ หรือบาร์บีคิวไม้ละสิบบาทที่รร.เด็ดขาด มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง  หากอยากลิ้มรสที่พอได้บ้าง เราว่า Great American's Ribs/ Tony Roma เข้าไปแล้วไปสั่งพวก Ribs หรือเนื้อย่างก็พอถูไถ แต่พวกนี้ก็ยังจัดว่าไม่ใต้แท้ๆ

ใต้แท้ๆ ต้องมีดังนี้
BBQ set ที่เคยไปกินมากับเพื่อน
รูปมันหวานบด (mashed sweet potatoes)


  • ไก่บาร์บีคิว ส่วนใหญ่จะใช้สะโพกติดขาใหญ่ๆ ไม่ก็อกใหญ่ เป็นดุ้นๆ มาย่าง แล้วราดซอสบาร์บีคิว พูดถึงซอสบาร์บีคิว ตอนแรกเคยคิดว่ามีแต่แบบสีน้ำตาลอย่างเดียว จริงๆ พอลงใต้มาแล้ว มีให้เลือกเยอะมว๊ากก ทั้งแบบออกขาว ออกน้ำตาล แนวเผ็ด แนวหวาน ซอสใส เยอะแยะไปหมด
  • หมู Pull pork หมูเส้นบาร์บีคิว คือเอาเนื้อหมุรมควันมายีๆ ปกติก็จะกินเป็นแบบเบอร์เกอร์ก็ได้ หรือกินเป็นจานหลักก็ได้  อร่อยมว๊ากก
  • Ribs ซี่โครงหมู หรือวัว อันนี้ของโปรด ปกติร้านก็จะมีให้เลือกว่า ribs ธรรมดา หรือ Baby ribs (ซี่โครงลูกวัว??!!) ซึ่งเบบี้ชื่อก็บอกว่า เล็กกว่า นุ่มกว่า แต่ก็จะให้ปริมาณน้อยกว่า หรือแพงกว่า ความเด็ดของแต่ละเจ้าก็คือวิธีการ หมัก รมควัน ปิ้งย่าง ให้นุ่ม เนื้อร่อนออกจากกระดูก และยังมีรสชาติซอสบาร์บีคิวที่เข้มข้น ก็ชิมกันไป
  • ข้าวโพดปิ้ง  กินเข้ากันที่สุด
  • Corn Bread เหมือนเป็นมัฟฟิ่น คัพเค้กเล็กๆ นะแต่ทำจากแป้งข้าวโพด นอกจากจะเป็นของที่ไว้กินคู่กับบาร์บีคิวแล้ว ยังถือเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยสำหรับร้านอาหารใต้ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด หรือร้าน Southern Food ทั่วไป ถ้าไม่เสิร์ฟฟรี ก็จะมีให้สั่งแน่นอน (อันละ$0.5- $1)
  • Coleslaw (เหมือน KFC)  บางร้านก็มี Slaw เป็นแบบใส่น้ำส้มสายชู ให้เลือกเป็นเครื่องเคียงแก้เลี่ยน
  • mashed potato/ Sweet mashed potato ก็เป็นมันบด หรือไม่ก็มันหวานบด ทางใต้ขึ้นชื่อเรื่องการปลูกมันหวาน รสชาติมันจะคล้ายๆมันเทศบ้านเราแต่เป็นสีเหลืองเหมือนฟักทองเลย มันหวานมากกก หวานตามธรรมชาติ เค้าก็จะเอามาบดๆ ผสมเนย เสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลักนั่นเอง
  • onion rings บางทีจะซอยเล็กๆ แล้วเอาไปชุบแป้งทอด บางทีก็เน้นใหญ่ แว่นขนาดเท่าหัว มีโรยผงปรุงรสเพิ่มบ้าง โรยพริกไทยบ้าง อร่อยมากกก
  • Chicken wings จริงๆ เมนูนี้ก็ฮิตโดยทั่วไป ถึงไม่ได้เป็นเมนูยอดฮิตในร้านบาร์บีคิว แต่ทุกร้านก็ต้องมีให้สั่งเป็นแนวอาหารเรียกน้ำย่อย กินแกล้มเบียร์ ประมาณนั้น



อร่อยแบบใต้แท้ๆเลย

พูดถึงเรื่องกินแล้วข้อมูลปึ้กมากก เรื่องภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อะไรไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่เรื่องอาหารอะไรนี่ เยอะะะ 555

ไว้ต่อเรื่องอาหารใต้สุดท้าย คือใต้แบบนิวออลีนส์  ....สไตล์พี่ป๊อปอาย พอคุ้นๆมะ??