Monday, January 13, 2014

Another step in my life

อาจเป็น step ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายๆคน ที่เฝ้าฝันและเฝ้ารอคอย
และไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่ง ก้าวสำคัญแบบนี้ก็ต้องมาหยุดเยี่ยมเราให้ได้เจอะได้เจอ

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์แต่งงาน เป็นฤกษ์แต่งงานที่ทางว่าที่คุณแม่สามีไปหามาให้ บอกว่าเป็นวันที่ 26 มกราคม ซึ่งจริงๆก็เป็นฤกษ์สุดท้ายก่อนขึ้นปีชวด เพื่อหนีปีชงของเราในปีหน้า (คือปีมะเมีย) เล่นเอาแบบว่าอีกสี่วันก็ขึ้นปีใหม่จีนเลยนั่นแหละ

พอได้ฤกษ์มาแล้ว ก็มีการเริ่มหาสถานที่จัดงานต่างๆนานา

สิ่งที่ฝัน
1 งานเล็กมากถึงมากที่สุด มีแต่ญาติ
2 เพื่อนก็ไม่ต้องเชิญก็ได้ เอาแค่สมน้ำสมเนื้อ อยากจัดโรงแรมที่เอาอาหารที่เราชอบกินเข้าได้ เช่นข้าวต้มปลา ขนมใบเตย ไอติม ฯลฯ เป็นงานที่เน้นกิน และเน้นง่ายๆ
3 ไม่มีพรีเวดดิ้ง ไม่มีช่างวิดิโอ ไม่ต้องมี cinematography บ้าบอไรนั่น

สิ่งที่พยายาม
1 ไปงานเวดดิ้งเพื่อหาดีลดีๆ กลับเหมือนไปเป็นเหยื่อโดน shark attack มีแต่พวกแพคเกจชวนฝันราคาเหยีบแสน ไม่ต้องบอกก็รู้พวกนี้ไม่ได้แอ้มเงินเราอยู่แล้ว ทำงานหาเงินมาแทบตาย เอาเที่ยวดีกว่าเอาเงินไปลงกับพวกนี้

2 ไปหาโรงแรม เริ่มตั้งแต่โรงแรมขำๆ แถวบ้าน เช่น Banyantree, Chatrium, แม่น้ำ, Millenium Hilton  ดูแล้วไม่ชอบก็เริ่มอัพคลาสไปที่ Plaza Athinee Conrad Shangrila   สุดท้ายว่าที่คุณแม่ฯ ก็ไม่ปลื้ม วกกลับไปที่โรงแรมเดิม คือจบที่ Mandarin Oriental ซึ่งเป็นโรงแรมแรกที่กะว่าไม่เอาแน่ๆ เพราะมันดูตำน้ำพริกละลายแม้น้ำ minimum spending หกแสนเจ็ดแสน (นางยืนยันว่าขั้นต่ำไม่ถึง แต่ที่จ่ายจริงอะไม่แน่)

จริงๆ โรงแรมแต่ละที่ก็ราคาไม่ได้ต่างกันมาก คือตกแล้ว 1200-1500 บาท มีแต่ไอ้โรงแรมที่เราจองได้เนี่ยแหละ ที่ราคาโดดจนน่าตกใจ นอกจากค่าอาหารต่อคนแล้ว ยังไม่รวมค่าดอกไม้ ค่าดนตรี OMG George งบประมาณบานปลายมาก

ไอ้เราก็กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกก คือว่าไม่อยากได้แต่ก็ไม่รู้จะปฎิเสธยังไง แล้วอีกฝ่ายก็เป็นผู้ใหญ่ด้วย เลยไม่กล้าขัดขืน ความสุขของพ่อแม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ แต่เพราะให้ความสำคัญเราเลยต้องมาเหนื่อยๆ งงๆ อยู่นี่ล่ะ -_-

จริงๆ คือเราไม่เชื่อเรื่องแต่งงานเลย คือว่าคนอื่นถ้าชอบ มีความฝัน มันก็เหมือนเป็นความชอบส่วนบุคคลอะ เหมือนกับการที่รับปริญญาต้องจ้างช่างแต่งหน้าราคาแพง ต้องมีถ่ายพรีปริญญา โพสต์ปริญญา วันจริง วันซ้อม วันถ่ายรวมกับเพื่อนนอกรอบ โว้ยยยยย ขอบอกว่าสำหรับเราเรื่องพวกนี้มัน "Out of scope" มาก คงมากพอๆกับคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ก็คงนึกไม่ออกว่าทำไมเราไม่ให้ความสำคัญกับมันเลย

ย้อนกลับไปตอนรับปริญญาอะ เสียตังให้ช่างแต่งหน้าแถวบ้านทำผม แต่งหน้า 500 บาท (ในขณะที่เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็จ่ายกัน 3,500 นะ) ไม่ได้บอกว่าภูมิใจที่จ่ายถูกหรืออะไรหรอก แต่เพราะเราไม่ได้คิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่อะไร คือว่าคนเราตั้งใจเรียนก็สอบเข้าเอง พ่อแม่ส่งเสีย ไม่ได้เรียนฟรี แล้วไม่ตั้งใจเองมันก็ไม่จบ พอเรียนจบมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ achievement อะไรขนาดนั้น

และแล้วก็จริงอย่างว่า รูปรับปริญญาอะ สามปีดูที คือดูเมื่อปัดกวาดเช็ดถูฝุ่นเกาะนั่นแหละ -_-"

พอมาตอนแต่งงาน ก็โอเคยอมรับนะว่ามันสำคัญกว่าการรับปริญญามากโขอยู่ เพราะวันรับปปริญญา มีเพื่อนแต่งตัวแต่งหน้าเหมือนกันเป็นหมื่นเป็นพันคน แต่วันแต่งงานดูเหมือนเราจะเป็นจุดสำคัญ จุดสนใจมากที่สุด แบบนี้แหละยิ่งเครียด เพราะไม่อยากอยู่ในสถานการณ์อะไรแบบนั้นเลย

3 ต่อมาก็เรื่องการ์ด โชคดีที่อ่านเนตว่ามีที่ๆเค้าฮิตไปทำการ์ดกันราคาไม่แพง ไปเดินจตุจักรวันนึงก็คิดว่าน่าจะเลือกได้แล้ว

4 ต่อมาก็ของรับไหว้ ไปเดินจตุจักรก็เล็ง้ไว้แล้ว แต่พอมาคุยๆ ว่าที่ฯ ก็บอกว่าต้องดูระดับความอาวุโสของญาติผู้ใหญ่อีก เช่นญาติจีนมากๆ ก็ต้องให้แนวผ้าๆ ผ้าไหม ผ้าแพร ผ้าขนหนู อยู่ดี ....เราก็ "ค่ะ"

5 ต่อมาก็ชุดแต่งงาน อันนี้เริ่มใหญ่ละ คือแม่ม ไปลองชุดมาที่นึง หมายมั่นปั้นมือว่าใกล้บ้าน ราคาไม่แพง ไม่ยัดเยียด แต่พอไปลองแล้ว มันน่าเกลียดเว่อร์ค่ะ ไม่ใช่ชุดน่าเกลียดนะ แต่หุ่นเรามันไม่ได้กับชุดจริงๆ T_T  สิ่งที่เฟลคือ เฟลว่าต้องไปหาที่ต่อๆ ไป และคิดว่าชุดสไตล์ที่ชอบอาจไม่มีที่ใส่แล้วทำให้เป็นผู้เป็นคนได้ เฟลคือไม่อยากลงเอยด้วยการเช่าตัด หรือตัดเก็บ เพราะบอกแล้วว่าไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ถ้าต้องให้เสียเงินตัดเป็นหมื่นๆ มันเสียได้แหละนะ แต่มันทรมานใจจจจจ เอาเงินไปซื้อทองที่ละบาทสองบาทไม่รู้สึกเสียดาย แต่งานนี้มันบีบคั้นมากๆ

เฟลว่าเมื่อไหร่จะได้ แถมต้องไปลดความอ้วนอีก ถึงจะไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่พอไหลตามน้ำไปแล้ว จะให้ไปน่าเกลียดกลางงานให้คนจ้องก็ไม่่ใช่เราอีก เฮ้อออออ

เรื่องชุดแต่งงาน กับชุดหมั้นเลยเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติตอนนี้เลย (ของเราคนเดียว)
ส่วนคุณเจ้าบ่าว นี่ง่ายแสนง่าย ตัดสูท เลือกสีก็จบแล้ว อยากแลกเพศกันจริงไรจริง

6 step ต่อไป ไหนจะช่างแต่งหน้า ช่างภาพนิ่ง ช่างวิดิโอ (ว่าที่ request ว่าอยากได้) ช่างไฟ organizer
คือในใจก็เริ่มผวาละ ว่านางอุตส่าห์หาสถานที่แพงๆ หรูๆ ให้จะไปทำทอดทิ้งไม่ใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็อาจเคืองได้ บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ท่องไว้ๆๆๆๆ ก็เลยเริ่มคิดว่า แล้วตรูต้องหา wedding planner มามั้ยเนี่ย

ประเด็นคือ งกมากกค่ะ ไม่อยากเสียเงินกับอะไรแบบนี้เลย จะซื้อประกัน ซื้อหุ้น เก็บเงิน ซื้อฟิตเนส อะไรมากมายกว่านี้ไม่สนอะ แต่เวลาที่เราต้องมาเสียเงินกับสิ่งที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ มันรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ ทรมานมากๆ คนอยากแต่งงานคงไม่เข้าใจสินะ (แล้วคนที่ยังไม่ได้แต่งงานก็อาจจะไม่เข้าใจด้วย)

นั่นแหละ ขอระบายแค่นี้ก่อน อาจต้องปล่อยวาง...

My 2013 life summary

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เขียน blog มานานมากกก เพราะช่วงต้นปี 2013 มีเหตุขัดข้องทางเทคนิค คือเผลอไปลบ .com ที่เคยลงทะเบียนไว้ แล้วไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ ขี้เกียจติดตามก็เลยเก็บ blog เป็นของส่วนตัว (ยังแอบดีใจที่มันไม่ได้หายไปทั้งหมด แค่โพสต์ให้คนอื่นอ่านไม่ได้เท่านั้น)


มาวันนี้ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ เกือบจะครบปีที่กลับมาแล้ว (กลับมาช่วง April 2013) จะว่าไปเป็นปีที่ผ่านไปเร็วมากเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมี life event เกิดขึ้นน้อยมาก ไปไหนต่อไหนมาน้อยมากกก

งั้นขอสรุปเหตุการณ์คร่าวๆที่เกิดขึ้นปี 2013

Jan - March  ทำงานที่ Atlanta ซะส่วนใหญ่ มีโอกาสไป North Carolina + South Carolina อยู่พักนึงก่อนกลับบ้าน

April แพคของเตรียมกลับบ้าน ไปเจอ Kazuko ที่ Tokyo เที่ยวอยู่สามสี่วัน

May กลับมางงๆ จัดของ ปรับตัวกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม

June ไปเที่ยวพม่า พรอ้มเก็บของเตรียม Renovate บ้าน

July  ยุ่งกับโปรเจคนึงที่ดูดวิญญาณเราไป ต้องไปทำงานที่พม่า (เหมือนได้กลับไปอีกครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว

August ไปเทรน sampling specialist ที่ฮ่องกง กับแชมป์ กับ พี่บอย 

September เดือนเกิด แต่หามรุ่งหามค่ำทำงาน มีไป Team Building ที่กาญจนบุรี

October ทำแต่งานมี Year end 30 Sep สองตัว พร้อม SOX deadline ดีที่ปลายเดือนไปเที่ยวญี่ปุ่น trip Fukuoka-Osaka-Beppu แบบที่ไม่ได้วางแผนไว้ แต่ก็เป็นช่วงเบรคที่ดี

November ไปทำงานแหลมฉบัง และ ไปเทรน New Manager Workshop ที่ตรัง

December มี Year end 30 November อีกสองตัว โดยรวมทำแต่งาน ไม่ได้ไปไหน

New Year อยู่บ้านซะส่วนใหญ่ หยุดสี่วันไปเซนทรัลสามที่ -_-"

ช่างเป็นปีที่น่าผิดหวังเล็กน้อย ตรงที่เราไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ไปไหนต่อไหน ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เป็นปีแห่งการปรับตัว เป็นปีที่ทรมานมากจริงๆ 


Wednesday, May 8, 2013

USA.... I kinda miss you...

USA คิดถึงช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันจัง
มีแต่ฉัน และเธอ
ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย กำหนดได้เอง อยากไปไหนก็ไป
ไม่ต้องเบียดเสียด วุ่นวาย
ไม่ต้องทำตามบริบทสังคม เพราะเรามันกะเหรี่ยงแต่ไหนแต่ไร ^^"

อากาศเย็นๆ อาหารอร่อยๆ

เมื่อไรจะได้พบกันอีกนะ  คิดถึง....

Tuesday, April 9, 2013

Welcome to Bangkok---- super culture shock to changes

กลับมาแล้วๆๆ ช่วงนี้เพิ่งกลับมาสดๆ เลยอยากบันทึกความรู้สึก และสิ่งทีสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่จากไปไกลเกือบสองปี

ก่อนอื่นคือต้องบอกว่าโชคดีที่ได้ไปแวะเที่ยวญี่ปุ่นมาสี่ห้าวัน เลยถือว่าได้ปรับทุกอย่างมาแล้วกึ่งหนึ่งจะว่าไป ตอนก้าวแรกที่ออกจากสนามบินนาริตะเห็นประชาชนทั่วไปเป็นจุดแรกที่รู้สึกอึ้งและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของตัวเองมากที่สุด เช่น

เรานั่งรถไฟออกจากสนามบิน เจอผู้หญิงสาววัยทำงาน (คาดว่าเป็นสาวออฟฟิศ) นั่งด้วยกันตรงข้ามเรา นางทั้งสองเหมือนกันราวกับแฝด คือ ผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นลอนเล็กน้อย ขนตายาวเฟื้อย หน้าขาว แก้มแดงระเรื่อแบบปัดบลัช ริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆ จากลิปกลอส ใส่เสื้อหนาวสีน้ำตาลเอิร์ธโทน (อากาศประมาณ (5-10C) ใส่กระโปรงกางเกงสั้น ถุงน่องดำมิด และรองเท้าบูท สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ดาษดื่นในโตเกียว ส่วนผู้ชายหนุ่มออฟฟิศ ก็มักใส่สูทสีกรมท่า สีดำ มีลายทางยาวๆ กับรองเท้่าหนังสีน้ำตาล ถือกระเป๋าเอกสารสีดำดูสุขุม จับกลุ่มขึ้นรถไฟกับเพื่อนชายอีกสองสามคนคุยไปเรื่อยเปื่อย

ความวุ่นวาย เร่งรีบ ทุกคนเดินไปมา สวนกัน ชนกัน ขอโทษบ้าง เพิกเฉยบ้าง ไลฟสไตล์คือชอปปิ้งร้านแบรนด์เนม กินข้าวร้านเก๋ๆ มีขนมกรุึบกริบน่ารักๆ ดริ๊งค์ไวน์บ้างไรบ้าง เป็นสังคมเมืองจ๋า

ได้มีัโอกาสนัดเจอเพื่อนคนญี่ปุ่นที่ได้ไปเจอที่อเมริกาด้วยกัน เลยมีโอกาสถกกัน และสิ่งที่เราทั้งสองคนเห็นเหมือนกันคือ ชีวิตในเอเชียช่างวุ่นวายเหลือเกิน คนเป็นมด คนเป็นหนอน ไม่ว่าเวลาเช้า กลางวัน เย็น คนออกไปไหนมาไหนเดินขวักไขว่ตลอดเวลา

ยิ่งคนอยู่ด้วยกันเยอะเท่าไหร่ กลับหาเป็นความเป็นปัจเจก ความเป็นตัวของตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น

ด้วยความที่เราทั้งสองคนอยู่เมืองใหญ่ทางใต้ของอเมริกา ไม่ได้สัมผัสกับความเป็นเมืองแฟชั่นจ๋าที่คนเก๋ๆ เปรี้ยวๆ เยอะ ก็เลยร้างราวงการมานาน

อยู่โตเีกียววันเดียว เห็นผู้หญิงถือกระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่าที่เคยเห็นที่อเมริกาตอนไปเดินห้างทั้งวัน
เห็นคนใส่สูท ทั้งที่อากาศร้อนกว่าเมืองที่เราอยู่ตั้งมากมาย
เห็นคนใส่เสื้อหนาวซะหนา ทั้งที่ตอนกลางวันออกจะร้อน
เห็นคนต่อคิวกินอาหารฝรั่งเศส ต่อคิว McDonald Denny's Starbucks ซึ่งเป็นสิ่งเบๆ ในอเมริกา แต่ดูเลอค่ามากมาย

ทุกอย่างย่อไซส์ลง ขนาดอาหาร จานข้าว คน เสื้อผ้า รองเท้า บ้านช่อง รถยนต์ ทุกอย่างย่อส่วน เรารู้สึกเหมือนเราอยู่เมืองยักษ์มายังไงยังงั้น จากที่เคยเห็นรถ SUV ขนาดฟอร์จูนเนอร์บ้านเรา แต่ที่อเมริกาเค้าเรียกว่ามินิ SUV  Toyota Camry ก็กลายเป็น intermediate size Altis Yaris ก็กลางเป็นรถ Economy พอแตะญี่ปุ่นรถ SUV กลายเป็นพี่เบิ้มไปในบัดดล

พอกลับเมืองไทยสิ่งที่ตกใจมากที่สุดคือค่าครองชีพ ราคาข้าวของ อาหารที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ประชากรไทยแม้แต่น้อย

วันแรกไปกินร้านอาหารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง อยู่ริมน้ำที่ Asiatique กินพิซซ่าถาดเดียวกับเบียร์หนึ่งแก้วหมดไปหกร้อย~~ OMFG! พูดจริงๆนะ คนส่วนใหญ่ที่เป็นสาวออฟฟิศเงินเืดือนก็ 15000-20000 ที่รายได้ดีหน่อยจบมหาลัยดีๆ มีหน้าที่การงานทำก็อะ ตีให้ประมาณ 4-6 หมื่น ส่วนพวกเงินเดือนเฉียดแสนหรือเกินแสนถึงจะมีมาก แต่เราเรียกว่าเป็นส่วนน้อยของคนไทยทั้งประเทศแล้วกันนะ เห็นเดินกันขวักไขว่ ทานอาหารมื้อนึงหัวนึงเหยียบห้าร้อยเนี่ยนะ ????/ เราแบบเฮ่ยย ตกใจอยู่กันได้ไง เราทำงานที่นั่น ได้เงินมากกว่าที่เค้าได้กันสี่ห้าเท่า ราคาข้าวต่อมื้อแบบร้านอาหารทั่วไปกลับพอๆกันอะ :-/

ผ่านไปแค่สองปี ค่ารถเมล์ รถสองแถว เสื้อตลาดนัด กระเป๋า รองเท้า กะเพราไก่ อาหารตามสั่ง ขึ้นราคาแพงแสนแพงทุกอย่าง

เกิดคำถามในใจว่า คนที่เค้าใช้ชีวิตในกรุงเทพ อยู่หอด้วย ใช้จ่ายเองทุกอย่าง กับไลฟ์สไตล์แบบนี้ เค้ามีเงินเก็บมั้ยนะ เค้ามีการวางแผนชีวิตข้างหน้าแบบไหนนะ?

เห็นเด็กวัยรุ่นมหาลัยที่นี่ก็ต่างจากเด็กฝรั่งจัง เด็กฝรั่งมันแก่แดด ดูโตกว่าวัยก็จริง แต่เรื่องที่จะมาถือหลุยส์ ชาแนลตอนอยู่ปีสามนี่มันมีแต่ในสังคมเอเชียชัดๆ

ในขณะที่เด็กๆในที่่ทำงานที่เรารู้จึก ซึ่งจัดเป็นคนชั้นกลางถึงสูง (พ่อแม่มีการศึกษา มีหน้าที่การงาน ไม่ต้องทำงานตอนเรียน จบปโทโดยไม่เป็นหนี้การศึกษา) กลับไม่เคยได้ยินเค้าขอเงินพ่อแม่ให้ซื้อกระเป๋า ส่งไปเที่ยวไก่กา ที่เห็นเพื่อนที่ทำงานไปเที่ยวกัน ก็เก็บตัง ใช้เงินที่หามาได้ตอนทำงานปิดเทอมทั้งนั้น

แล้วอะไร เด็กไทย พ่อแม่ส่งไปเที่ยวเมืองนอก แถม pocket money มีกระเป๋าดีๆ ของแพงๆ วันๆ ก็(แดร่ก )  Starbucks ที่ราคาแพงเท่าที่อเมริกา ในขณะที่ค่าครองชีพที่นี่ต่ำกว่าสามเท่าเนี่ยนะ???


เห็นรถเบนซ์ในกรุงเทพมากกว่าที่เห็นที่อเมริกา ทั้งๆที่อเมริกาภาษีรถ หรือราคารถถูกกว่าเกือบครึ่งๆ (สำหรับรถแพง)

เห็นเด็กวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน ถอยรถใหม่ป้ายแดง ในขณะที่เด็กๆในจ๊อบเรา ขับรถเก่าแสนเก่า ทั้งที่เงินเดือนเดือนแรกแค่เดือนเีดียวก็ดาวน์รถได้เกิน 20% แล้ว

ไม่แปลกใจที่ภูมิคุ้มกันเด็กไทย ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตมันช่างต่ำแสนต่ำเหลือเกิน
ความเป็นตัวเอง รู้ใจตัวเอง อยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็ช่างหาได้ยากเหลือเกิน
ความรับผิดชอบ เอื้ออาทร บนท้องถนน ในร้านค้าตัวไป กลับหาได้น้อยกว่าเสียอีก

นี่หรือคือสยามเมืองยิ้ม
นี่หรือคือเมืองที่น่าเที่ยว เมืองที่คนบอกว่าอะไรๆก็ถูกไปหมด
นี่หรือคือเมืองที่เรากำลังจะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับมัน

ว่าแล้วก็เดินไปขุดกระเป๋าแบรนด์เนมกากๆที่มี แล้วพามันออกจากบ้าน หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบสองปี ....

Wednesday, March 27, 2013

Moving Experience

วันนี้ก็ได้ประสบการณ์อีกอย่างกับการเก็บของขนของ

ย้ายบ้านครั้งก่อนได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆพี่ๆคนไทยหลายคน เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน แทบไม่มีเวลาแพคของเลยด้วยซ้ำ

มาคราวนี้รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ แพคล่วงหน้านานเป้นอาทิตย์ แบบแพคตามอารมณ์ ค่อยๆคิด ค่อยๆเก็บ ค่อยๆ ใส่เข้ากล่องจัดเป็นอย่างดี สุดท้ายก็ได้กล่องจำนวนหนึ่งที่จะต้อง ship เรือกลับบ้าน

จะว่าไปก็ตลกดี เมื่อสองปีก่อนตอนมามีกระเป๋าใบละ 23 โลมาแค่สองใบ (ตอนนั้นจำได้ว่าจะเอายาทาเล็บประมาณ 7-8 ขวดมาแต่น้ำหนักเกิน ทางเคาน์เตอร์เช็คกระเป๋าก็ใจดีให้แอบเกินมาได้) มาถึงตอนนี้ยาทาเล็บนั้นงอกลูกงอกหลานมาเป็นเท่าตัว ^^" ส่วนข้าวของจากสองกระเป๋าก็กลายเป็นเหลือคณานับ ไอ้จะทิ้งก็ทำให้นึกว่าของที่งอกเงยขึ้นมาก็เงินเราที่ทำงานหามาทั้งนั้น แล้วก็เลือกซื้อแต่ในส่ิงที่ชอบเพราะฉะนั้นก็รักของทั้งหมดนั่นแหละ (งกว่างั้น) สุดท้ายก็เลยได้ของมากพอควร

รู้สึกเกรงใจเพื่อนคนไทยก็เลยเอาวะ ตกลงจ้าง mover ลอง American experience ดู

ก่อนอื่นคือต้องบอกว่า moving service เป็นอะไรที่ธรรมดามากของคนที่นี่ เพราะว่าฝรั่งย้ายบ้านกันบ่อย คนที่อยู่อพาร์ทเมนต์ซึ่งส่วนใหญ่สัญญาปีเดียว พอหมดสัญญา อาจเจอที่ใหม่ อาจเจอใครถูกใจ หรืออาจจะโดนขึ้นค่าเช่าจนทนไม่ไหวก็ย้ายกัน แล้วความเป็นอยู่ของคนที่นี่ก็เรียกว่าจัดเต็ม นึกถึงว่าระดับคนไทยทำงานอยู่หอ ก็คงมีสมบัติประมาณหนึ่งแต่ก็มักจะไม่ใช่ของชิ้นใหญ่อะไร แต่คนทีนี่ ทีวี 40 นิ้ว เครื่องเสียง โซฟา เตียงนอน ฟูก ฯลฯ เต็มไปหมด ครั้นเวลาย้าย ก็ใช่ว่าย้ายใกล้ๆ บางคนก็ย้ายต่างรัฐ ต่างเมืองเลยก็มี การให้บริการ moving ก็เลยเป็นสิ่งที่แพร่หลาย หาราคากันได้ตามเนตทั่วไป

ระบบที่นี่ก็มักจะเริ่มคิดที่สองชั่วโมง อย่างเมืองที่เราอยู่สว่นใหญ่ก็อยู่ที่ราคา $120/ 2 hours ซึ่งรวมแรงงานสองคนกับรถบรรทุกหนึ่งคัน ส่วนใครจะของเยอะของน้อยก็แล้วแต่ เค้าก็คิดขั้นต่ำสองชั่วโมง บ้านใหญ่ๆ อาจใช้เวลาหลายวันก็ชาร์จกันไป ส่วนเราของน้อย วันนี้นัดเค้ามาเค้าเห็นนี่ยิ้มเลยบอกว่า You give me an easy job :D ก็ดี ว่าเราทำให้เค้าได้สบายๆบ้าง
เค้าเล่าว่าบางทีรับขนบ้านทั้งบ้านของเศรษฐี เฟอร์นิเจอร์สุดหรู และหนักโคตร มีหลากหลายมาก ส่วนเราทุกอย่างแพคไว้แล้ว ไม่ต้อง wrap ไม่ต้องอะไร ลากอย่างเดียว ก็ทำทุกอย่างเสร็จภายในสองชั่วโมง

สบายใจ ตัวเบาแล้วตอนนี้ ที่เหลือก็แค่แพคกระเป๋าเตรียมกลับบ้านเท่านั้น

ซักมะรืนนี้ก็คงเอาคอมไปคืนที่ออฟฟิศ คืนบัตรพนักงาน คืนทุกอย่าง แล้วก็สิ้นสุดสภาพความเป็นพนักงานแต่เพียงเท่านี้ ฮึบๆ อีกไม่กี่วันก็จะได้กลับบ้านแล้ว ตื่นเต้นเล็กๆ

Monday, March 25, 2013

Last day at work

Last day comes faster than I thought...


วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้าย ซึ่ง effective จริงๆ คือ 31 มีนาคม จากที่เคยคิดว่าอ๊ะ ผ่านไปครึ่งปีแล้ว ปีนึงแล้ว ปีครึ่งแล้ว พอมาถึงตอนนี้กลายเป็นว่า อ๊ะ เหลือแค่อาทิตย์เดียวแล้ว สามารถ count down แบบนับวันกันได้เลยทีเดียว

วันนี้ก็ไม่มีอะไร ตื่นเช้ามาออฟฟิศเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่จะกลับมาอีกทีเพื่่อคืนคอมและทำ process ลาออกตาม step ทั่วไป มีงานให้เคลียร์เล็กน้อย และดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จ แต่ก็ไม่ซีเรียสอะไรนัก ถึงไม่ซีเรียสแต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปสองทุ่มละ -_-"

คิดๆแล้วก็ใจหายถึงแม้ว่าจะไม่ผูกพันกับออฟฟิศมากเท่าไหร่ นับเวลาที่ได้อยู่ ได้นั่งในออฟฟิศนี่น้อยมากกกก พูดถึงเพื่อนวงการ audit ก็เป็นขาจรทำงานกันแป๊ปๆก็จากกันเลยไม่ได้มีความผูกพันเหมือนกัน คนที่ทำงานด้วยนานสุดก็สองสามอาทิตย์เท่านั้น ด้วยความที่เรามีแต่จ๊อบเล็กๆสั้นๆ และเป็นจ๊อบนอกออฟฟิศ คนที่พบกันก็เพื่อจากลาซะมากกว่า จะมีคนที่ประทับใจก็ยังเล่น FB ทักทายทางอีเมลกันเป็นครั้งคราว

ถ้าพูดถึงคงไม่มีความผูกพันกับคนที่นี่เท่าไหร่นัก เพราะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าการมาของเรานั้นเป็นเรื่องชั่วคราว ที่ผูกพันคงเป็นการใช้ชีวิตแบบอิสระ ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองไม่ต้องวุ่นวายกับใครมากกว่า เป็น 20 เดือนที่ได้อยู่กับตัวเองมากจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ว่าจริงๆ เราอยู่คนเดียวได้ รับผิดชอบตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยล่ะ

วันสุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ต่อให้เป็นวันสุดท้ายก่อนจะบินออกจากอเมริกาก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่ากระซิบกับตัวเองเบาๆ ว่าขอบคุณนะ ช่วงเวลาที่ดีๆที่ผ่านมา ขอบคุณหลายสิ่งหลายอย่าง ความพยายามของเราเอง ความฝันของเรา และการสนับสนุนกำลังใจจากคนหลายๆคน ทำให้เราได้มีโอกาสมาลองประสบการณ์อะไรแบบนี้

มีทั้งความทรงจำที่ดี ไม่ดี ประทับใจบ้าง ไม่อยากจำบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันเป็นหนี่งในช่วงเวลาที่แสนจะพิเศษของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่บอกตัวเองบ่อยๆ มีหลายๆวันที่พูดกับตัวเองว่า ดีจังที่ได้มาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็โชคดีถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่นานนัก

ขอบคุณหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างนะ เราในวันนี้ เราว่าเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2011 ก้าวแรกที่มาถึง เจอเพื่อนๆ
ได้ลอง ได้ทำหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ
ได้ไปหลายๆที่ที่อยากไป หลายๆที่ที่ไม่คิดว่าจะได้ไป หลายๆที่ที่ไม่คิดว่าจะได้กลับไปอีก
ได้กินหลายๆอย่างที่ไม่เคยกิน อาหารหลากสไตล์ที่แทบไม่เคยได้ยินในเมืองไทย
ได้เจอคนหลายๆคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ได้เป็นเพื่อนกัน ได้รู้จักกัน และสุดท้ายต้องจากกัน
ได้เก็บเงินพอสมควร ^^" ถึงแม้ว่ารายจ่าย และภาษีที่นี่จะหนักหนาสาหัสสากัน
ได้ shopping online ไปซุปเปอร์ แบบสะใจมากๆๆๆๆ
ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เป็นคนในแบบที่เราอยากเป็น และรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ได้กลับมารักตัวเอง อาหารการกินที่มีสุขภาพ (ปะปนกับขนมอร่อยๆ หรือไก่ทอดบ้าง) ได้ออกกำลังกายบ่อยมากๆ ไม่ต้องเจอรถติด ไม่ต้องรีบร้อนไปแข่งกันอัดในรถไฟกับใคร

ชีวิตมันสปอยเราเองจริงๆ  chapter ต่อไปก็คงเป็นการปรับตัวกลับไปอยู่ที่เดิม สินะ.......

และแล้วก็วันสุดท้ายจริงๆ

Monday, March 11, 2013

ประสบการณ์ขายของก่อนกลับ

ถ้าไม่นับเรื่องเก็บของ เตรียมเอกสารก่อนกลับที่มากมายก่ายกองแล้ว
การที่ต้องขายของ(ที่เคยซื้อมา) ก็เป็นอีกเรื่องที่สาหัสทีเดียว

ยังดีที่อเมริกามีเวบ Craigslist.org ที่เป็นเวบบอร์ดฟรีสำหรับให้คนอยากซื้อ ขาย ของ
ซึ่งจะแบ่งหมวดหมู่ตามเมือง และตามประเภทของ มีขายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ
รวมถึงการนัดเดท นัดนุ้งนิ้งกันก็ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย -_-"
แต่แน่นอน การขายสินค้าผิดลิขสิทธิ์ ขายยา อะไรทำนองนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว

เราเลยอาศัยเวบนี้แหละ ขายทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้จุกจิก รวมถึงขายรถ

ขั้นตอนการขายก็ทั่วไป คือโพสต์รูป ลงรายละเอียด ราคา
ส่วนเบอร์ติดต่อก็แล้วแต่ความสมัครใจ ทางที่ดีไม่ต้องลงเมลส่วนตัวไว้ เพราะแสปมเมลขายบริการ sex call มาเยอะมากส์! (ขอบคุณ gmail ที่ดักไว้ให้)

ส่วนเวบ craigslist เอง ก็มีบริการแปลงอีเมลส่วนตัวเราเป็นอีเมลกลางที่ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว
เวลาใครสนใจอีเมลหาเรามันจะไปผ่านระบบเมลของเราก่อน ทำให้เราเห็นอีเมลของคนที่เขียนมาหาเรา แต่คนเขียนไม่เห็นเมลจริงของเรา จนกว่าเราจะตอบกลับ

เราเองไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็โพสต์เบอร์โทรทิ้งไว้เลย แล้วเลือกรับโดยการโทรกลับเฉพาะคนที่ทิ้ง voice mail ไว้เท่านั้น บางคนฉลาดหน่อยก็จะลองดูว่าเบอร์เราเป็น imessage รึเปล่าก็ chat กันต่อได้

สิ่งที่ต้องระวัง

ความปลอดภัย
เนื่องจากทุกคนเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีการลงทะเบียน บัตรปชช ไม่มีการการันตีใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคนที่มาจะดีหรือร้าย เพราะฉะนั้น การนัดเจอ ควรทำในที่สาธารณะ เช่นตามปัํม ตามห้าง ตาม macDonald หรือที่ไหนก็ได้ที่มีคนผ่านไปผ่านมา

พยายามหาเพื่อนไปด้วย ถ้าเราเป็นผู้หญิง หาเพื่อนที่เป็นผู้ชายไปด้วยก็ดี ไม่แน่ใจว่าเพื่อนผู้หญิงเหมือนกันจะช่วยอะไรได้มั้ยหากเกิดอะไรขึ้นจริง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว โดยเฉพาะการเปิดบ้าน garage sale แนวว่าให้คนมาจิ้มๆ ชี้ๆ เลือกดูของถึงบ้าน อันนี้ก็ต้องระวัง จะว่าไปคนซื้อก็กลัว คนขายก็กลัว เพราะฉะนั้นต่างคนต่างหาเพื่อนมาจะดีที่สุด

การจ่ายเงิน
เวลาขายของกันก็ให้ทำทุกอย่างด้วย "เงินสด" ไม่ต้องรับเช็คไม่ต้องเครดิต ไม่ต้องรอโอนอะไรให้วุ่นวาย แต่ถ้าไม่มีเงินสดจริงๆ เราเป็นคนขายแนะนำว่า เงินไม่มาของไม่ไป อย่าไปให้ของก่อนแล้วค่อยเก็บตัง อันนี้อาจโดนเชิดได้

ปสก ส่วนตัว
เราก็ค่อนข้างโอเคกับการขายของ ครั้งแรกที่มาอเมริกาตื่นเต้นสุดๆ นัดไปซื้อตู้ Ikea (คราวนั้นเป็นผู้ซื้อ) ก็ไปถึงบ้านคนขาย ดีที่คนขายดูหน้าตาไว้ใจได้ แล้วเป็นบ้านทาวน์โฮมอยู่ชั้นหนึ่ง ก็เลยกล้าซื้อขายกัน แต่ถ้าต้องขึ้นไปชั้นสามนี่ก็ลังเลอยู่ เพราะถ้าเค้าเกิดจับเรา rob ปล้นขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยได้ ณ จุดนั้น (ระวังนะจ๊ะ)  ซึ่งตู้นี้ก็เป็นปสกเดียวที่เราซื้อของมือสองจากคนแปลกหน้า โชคดีที่ผ่านไปได้ดว้ยดี

ครั้งถัดมา เราเริ่มเป็นผู้ขาย ตอนย้ายบ้านครั้งแรก ขายเตียง ตู้ โต๊ะ ไปให้คนนึง่ที่ติดต่อมาจาก Craigslist เหมือนกัน คราวนี้เราเป็นฝ่ายรอเค้ามาที่บ้าน ก็เลยชวนเพื่อนมาสองคน (ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง) คนที่มาก็มากับเพื่อนอีกคน (ผู้ชายสองคน) ก็มาง่ายๆ เอาเตียงออก เลาะเฟอร์ แล้วเค้าก็ขนรถขึ้นรถกระบะที่เค้าเช่ามาไป จ่ายเงินเราเป็นเงินสด say goodbye รักสนุกไม่ผูกพัน

ครั้งที่สาม เป็นการขายของครั้งล่าสุด เราลงขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจุกกระจิก เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องปั่นน้ำผลไม้ หม้อ กระทะ ก็มีคนติดต่อมาพอควร คนนี้ที่ได้เจอกันเป็นคนปากีสถาน (แต่ไม่แขกมาก) เพิ่งย้ายมาจากนิวยอร์ค อยากได้หลายอย่างเค้าเลยขอมาดูที่ห้อง ด้วยความที่คอนโดเราเป็นคอนโดที่ security ดี ก็ต้องพาเค้าเข้ามา เลยชวนเพื่อน ชายหญิง เซทเดิมมาเป็นไม้กันหมา 555 เค้ามาถึงก็ชี้ๆ ต่อราคาเล็กน้อย แล้วก็แบบของเกือบครึ่งนึงไป ได้มา $100 นึง ^^" แต่สิ่งที่เค้าได้ไปก็ค่อนข้างคุ้มทีเดียว เพราะเราก็ขายลดครึ่งราคาโละๆไป มีพวก เครื่องดูดฝุ่น printer toaster oven แล้วก็เครื่องครัว

ครั้งที่ส่ี่ เป็นการขายของลอตเดียวกัน คนซื้อต้องการแค่ราวตากผ้ามูลค่า $4 -_-" จับความ (และอนุมาน) ได้ว่าเค้ากำลังมาชอป IKEA กับครอบครัวในเมือง (เจ๊มากจากชานเมือง) แล้วบ้านเราเป็นทางผ่าน คงเป็นของที่เค้าคิดจะซื้ออยู่แล้วก็เลยแวะมาแบกไป จ่ายเงินมา $4 อย่างฮาาาา

ครั้งที่ห้า เป็นการขายฟูกที่นอน (ที่ขายไม่ออกซักที) นัดกันเป็นดิบดี เค้ามาถึงตัวคนเดียวกับรถเล็กๆคันนึง คุยไปคุยมา ชวนเข้าบ้านมายกฟูกละ เค้าดันเอะใจถามว่านี่มันไม่ใช่ Queen size นี่นา
เราบอกว่า เอ๊ะ สงสัยเราโก๊ะลงประกาศผิดไซส์ เค้าก็บอกว่าเค้าคงโก๊ะดูขนาดไม่ดี (มารู้ภายหลังว่าเราเองแหละที่ลงผิด) เค้าดูสภาพฟูกที่ใหม่ และดีกมาก็ทำหน้าเสียดาย เพราะว่ามันคุ้มจริงๆ แต่มันไม่ฟิตญเตียงเค้า ก็เลยเดินคอตกจากไป ครัั้งนี้เสียทั้งเวลา และไม่ได้ตังด้วย -_-"

ครั้งที่หก เป็นการนัดเจอคนที่ขอมาดูรถครั้งแรก ตื่่นเต้นสุดๆ เพราะครั้งนี้ไม่ได้ชวนเพื่อนมาด้วย (ชวนเริ่มบ่อยเกินเกรงใจ) ก็เลยจอดรถไว้หน้าลอบบี้คอนโด กะว่าเอาล่ะวะ ปลอดภัยสุดๆแล้วเพราะคอนโดมีกล้องวงจรปิด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราอย่างน้อยมีวิดิโดดูแน่ว่าสุดท้ายที่เรายังมีชีวิตแต่งตัวแบบไหน ออกไปเวลาไหน ก็นัดเจอกับคนซื้อหน้าคอนโด คนซื้อหล่อ หน้าตาดีเชียว ขับรถเบนซ์อย่างใหม่มาด้วยยย เหตุผลที่เค้าจะซื้อรถเก่าๆ เน่าๆ ของเราเพราะเค้าบอกว่าเค้าเพิ่งซื้อเบนซ์มาแต่ว่าขับ hardcore มาก คือขับวันนึงเกิด 100 ไมล์ ซื้อมาไม่นานล่อไปสามหมื่นไมล์แล้ว เค้าเลยอยากได้รถที่เอาไว้ขับไปทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียหรืออะไร คุยกันทุกอย่างดีหมด แต่ติดที่ว่าเค้าเคย auction รถมาก่อนเลยดูรถเก่ง เค้าบอกว่าเค้าคงให้ราคาตามที่เราต้องการไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ต่อหนักนะ ไม่ได้ตื๊ออะไร เค้าก็เอาไปลองขับบอกว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นว่าเค้าเล็งเห็นว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรมูลค่าเท่าไหร่บ้าง สุดท้ายก็เลยไม่เอา กินแห้ว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยหมดเวลาไปกับการรับสาย และนัดคน แต่เอาเข้าจริงก็โดนเชิดไม่มาตามนัดซะเยอะ เพราะกว่าจะนัดกว่าจะอะไร แต่ละคนก็คงมีหลาย option หลายตัวเลือก สุดท้ายก็เลยได้เจอแค่คนเดียว :'(  แต่ว่าวันนี้จะมีนัดเจออีกสองสามคน เลยดูอยู่ว่าขอให้เวิร์คๆ แล้วขายมันทิ้งไปซะที

ของใหญ่มูลค่ามากที่สุดแล้วเนี่ย หมดจากนี้ทุกอย่างก็เบๆ พร้อมแพคแล้ว

ตอนนี้ได้ประมาณ 7 ลังใหญ่ๆ ละ น่าจะไม่เกิน 15 ลังที่จะต้อง ship เรือกลับ ตื่นเต้นๆ