Monday, March 11, 2013

ประสบการณ์ขายของก่อนกลับ

ถ้าไม่นับเรื่องเก็บของ เตรียมเอกสารก่อนกลับที่มากมายก่ายกองแล้ว
การที่ต้องขายของ(ที่เคยซื้อมา) ก็เป็นอีกเรื่องที่สาหัสทีเดียว

ยังดีที่อเมริกามีเวบ Craigslist.org ที่เป็นเวบบอร์ดฟรีสำหรับให้คนอยากซื้อ ขาย ของ
ซึ่งจะแบ่งหมวดหมู่ตามเมือง และตามประเภทของ มีขายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ
รวมถึงการนัดเดท นัดนุ้งนิ้งกันก็ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย -_-"
แต่แน่นอน การขายสินค้าผิดลิขสิทธิ์ ขายยา อะไรทำนองนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว

เราเลยอาศัยเวบนี้แหละ ขายทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้จุกจิก รวมถึงขายรถ

ขั้นตอนการขายก็ทั่วไป คือโพสต์รูป ลงรายละเอียด ราคา
ส่วนเบอร์ติดต่อก็แล้วแต่ความสมัครใจ ทางที่ดีไม่ต้องลงเมลส่วนตัวไว้ เพราะแสปมเมลขายบริการ sex call มาเยอะมากส์! (ขอบคุณ gmail ที่ดักไว้ให้)

ส่วนเวบ craigslist เอง ก็มีบริการแปลงอีเมลส่วนตัวเราเป็นอีเมลกลางที่ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว
เวลาใครสนใจอีเมลหาเรามันจะไปผ่านระบบเมลของเราก่อน ทำให้เราเห็นอีเมลของคนที่เขียนมาหาเรา แต่คนเขียนไม่เห็นเมลจริงของเรา จนกว่าเราจะตอบกลับ

เราเองไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็โพสต์เบอร์โทรทิ้งไว้เลย แล้วเลือกรับโดยการโทรกลับเฉพาะคนที่ทิ้ง voice mail ไว้เท่านั้น บางคนฉลาดหน่อยก็จะลองดูว่าเบอร์เราเป็น imessage รึเปล่าก็ chat กันต่อได้

สิ่งที่ต้องระวัง

ความปลอดภัย
เนื่องจากทุกคนเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีการลงทะเบียน บัตรปชช ไม่มีการการันตีใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคนที่มาจะดีหรือร้าย เพราะฉะนั้น การนัดเจอ ควรทำในที่สาธารณะ เช่นตามปัํม ตามห้าง ตาม macDonald หรือที่ไหนก็ได้ที่มีคนผ่านไปผ่านมา

พยายามหาเพื่อนไปด้วย ถ้าเราเป็นผู้หญิง หาเพื่อนที่เป็นผู้ชายไปด้วยก็ดี ไม่แน่ใจว่าเพื่อนผู้หญิงเหมือนกันจะช่วยอะไรได้มั้ยหากเกิดอะไรขึ้นจริง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว โดยเฉพาะการเปิดบ้าน garage sale แนวว่าให้คนมาจิ้มๆ ชี้ๆ เลือกดูของถึงบ้าน อันนี้ก็ต้องระวัง จะว่าไปคนซื้อก็กลัว คนขายก็กลัว เพราะฉะนั้นต่างคนต่างหาเพื่อนมาจะดีที่สุด

การจ่ายเงิน
เวลาขายของกันก็ให้ทำทุกอย่างด้วย "เงินสด" ไม่ต้องรับเช็คไม่ต้องเครดิต ไม่ต้องรอโอนอะไรให้วุ่นวาย แต่ถ้าไม่มีเงินสดจริงๆ เราเป็นคนขายแนะนำว่า เงินไม่มาของไม่ไป อย่าไปให้ของก่อนแล้วค่อยเก็บตัง อันนี้อาจโดนเชิดได้

ปสก ส่วนตัว
เราก็ค่อนข้างโอเคกับการขายของ ครั้งแรกที่มาอเมริกาตื่นเต้นสุดๆ นัดไปซื้อตู้ Ikea (คราวนั้นเป็นผู้ซื้อ) ก็ไปถึงบ้านคนขาย ดีที่คนขายดูหน้าตาไว้ใจได้ แล้วเป็นบ้านทาวน์โฮมอยู่ชั้นหนึ่ง ก็เลยกล้าซื้อขายกัน แต่ถ้าต้องขึ้นไปชั้นสามนี่ก็ลังเลอยู่ เพราะถ้าเค้าเกิดจับเรา rob ปล้นขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยได้ ณ จุดนั้น (ระวังนะจ๊ะ)  ซึ่งตู้นี้ก็เป็นปสกเดียวที่เราซื้อของมือสองจากคนแปลกหน้า โชคดีที่ผ่านไปได้ดว้ยดี

ครั้งถัดมา เราเริ่มเป็นผู้ขาย ตอนย้ายบ้านครั้งแรก ขายเตียง ตู้ โต๊ะ ไปให้คนนึง่ที่ติดต่อมาจาก Craigslist เหมือนกัน คราวนี้เราเป็นฝ่ายรอเค้ามาที่บ้าน ก็เลยชวนเพื่อนมาสองคน (ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง) คนที่มาก็มากับเพื่อนอีกคน (ผู้ชายสองคน) ก็มาง่ายๆ เอาเตียงออก เลาะเฟอร์ แล้วเค้าก็ขนรถขึ้นรถกระบะที่เค้าเช่ามาไป จ่ายเงินเราเป็นเงินสด say goodbye รักสนุกไม่ผูกพัน

ครั้งที่สาม เป็นการขายของครั้งล่าสุด เราลงขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจุกกระจิก เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องปั่นน้ำผลไม้ หม้อ กระทะ ก็มีคนติดต่อมาพอควร คนนี้ที่ได้เจอกันเป็นคนปากีสถาน (แต่ไม่แขกมาก) เพิ่งย้ายมาจากนิวยอร์ค อยากได้หลายอย่างเค้าเลยขอมาดูที่ห้อง ด้วยความที่คอนโดเราเป็นคอนโดที่ security ดี ก็ต้องพาเค้าเข้ามา เลยชวนเพื่อน ชายหญิง เซทเดิมมาเป็นไม้กันหมา 555 เค้ามาถึงก็ชี้ๆ ต่อราคาเล็กน้อย แล้วก็แบบของเกือบครึ่งนึงไป ได้มา $100 นึง ^^" แต่สิ่งที่เค้าได้ไปก็ค่อนข้างคุ้มทีเดียว เพราะเราก็ขายลดครึ่งราคาโละๆไป มีพวก เครื่องดูดฝุ่น printer toaster oven แล้วก็เครื่องครัว

ครั้งที่ส่ี่ เป็นการขายของลอตเดียวกัน คนซื้อต้องการแค่ราวตากผ้ามูลค่า $4 -_-" จับความ (และอนุมาน) ได้ว่าเค้ากำลังมาชอป IKEA กับครอบครัวในเมือง (เจ๊มากจากชานเมือง) แล้วบ้านเราเป็นทางผ่าน คงเป็นของที่เค้าคิดจะซื้ออยู่แล้วก็เลยแวะมาแบกไป จ่ายเงินมา $4 อย่างฮาาาา

ครั้งที่ห้า เป็นการขายฟูกที่นอน (ที่ขายไม่ออกซักที) นัดกันเป็นดิบดี เค้ามาถึงตัวคนเดียวกับรถเล็กๆคันนึง คุยไปคุยมา ชวนเข้าบ้านมายกฟูกละ เค้าดันเอะใจถามว่านี่มันไม่ใช่ Queen size นี่นา
เราบอกว่า เอ๊ะ สงสัยเราโก๊ะลงประกาศผิดไซส์ เค้าก็บอกว่าเค้าคงโก๊ะดูขนาดไม่ดี (มารู้ภายหลังว่าเราเองแหละที่ลงผิด) เค้าดูสภาพฟูกที่ใหม่ และดีกมาก็ทำหน้าเสียดาย เพราะว่ามันคุ้มจริงๆ แต่มันไม่ฟิตญเตียงเค้า ก็เลยเดินคอตกจากไป ครัั้งนี้เสียทั้งเวลา และไม่ได้ตังด้วย -_-"

ครั้งที่หก เป็นการนัดเจอคนที่ขอมาดูรถครั้งแรก ตื่่นเต้นสุดๆ เพราะครั้งนี้ไม่ได้ชวนเพื่อนมาด้วย (ชวนเริ่มบ่อยเกินเกรงใจ) ก็เลยจอดรถไว้หน้าลอบบี้คอนโด กะว่าเอาล่ะวะ ปลอดภัยสุดๆแล้วเพราะคอนโดมีกล้องวงจรปิด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราอย่างน้อยมีวิดิโดดูแน่ว่าสุดท้ายที่เรายังมีชีวิตแต่งตัวแบบไหน ออกไปเวลาไหน ก็นัดเจอกับคนซื้อหน้าคอนโด คนซื้อหล่อ หน้าตาดีเชียว ขับรถเบนซ์อย่างใหม่มาด้วยยย เหตุผลที่เค้าจะซื้อรถเก่าๆ เน่าๆ ของเราเพราะเค้าบอกว่าเค้าเพิ่งซื้อเบนซ์มาแต่ว่าขับ hardcore มาก คือขับวันนึงเกิด 100 ไมล์ ซื้อมาไม่นานล่อไปสามหมื่นไมล์แล้ว เค้าเลยอยากได้รถที่เอาไว้ขับไปทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียหรืออะไร คุยกันทุกอย่างดีหมด แต่ติดที่ว่าเค้าเคย auction รถมาก่อนเลยดูรถเก่ง เค้าบอกว่าเค้าคงให้ราคาตามที่เราต้องการไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ต่อหนักนะ ไม่ได้ตื๊ออะไร เค้าก็เอาไปลองขับบอกว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นว่าเค้าเล็งเห็นว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรมูลค่าเท่าไหร่บ้าง สุดท้ายก็เลยไม่เอา กินแห้ว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยหมดเวลาไปกับการรับสาย และนัดคน แต่เอาเข้าจริงก็โดนเชิดไม่มาตามนัดซะเยอะ เพราะกว่าจะนัดกว่าจะอะไร แต่ละคนก็คงมีหลาย option หลายตัวเลือก สุดท้ายก็เลยได้เจอแค่คนเดียว :'(  แต่ว่าวันนี้จะมีนัดเจออีกสองสามคน เลยดูอยู่ว่าขอให้เวิร์คๆ แล้วขายมันทิ้งไปซะที

ของใหญ่มูลค่ามากที่สุดแล้วเนี่ย หมดจากนี้ทุกอย่างก็เบๆ พร้อมแพคแล้ว

ตอนนี้ได้ประมาณ 7 ลังใหญ่ๆ ละ น่าจะไม่เกิน 15 ลังที่จะต้อง ship เรือกลับ ตื่นเต้นๆ


Friday, March 1, 2013

March...the last month in Atlanta

เวลาผ่านไปเร็วจัง วันนี้วันที่ 1 เป็นเดือนสุดท้ายกับชีวิตที่นี่แล้วจริงๆ
เราจองตั๋วออก one-way ticket ไว้แล้ววันที่ 2 เมษา ก็เหลืออีก 31 วัน

ที่มากกว่าความใจหายคือ

ข้าวของที่จะต้องจัด แพค ขายทิ้ง
รถที่เคยซื้อมา
เงินที่ต้องแบกกลับ (คิดอยู่ว่าจะเอาเงินกลับไงฟระ ไม่ให้เสียเรท ปลอดภัย)
บัตรเครดิตที่ต้องยกเลิก
ธนาคารที่ต้องปิด
process ที่จะต้องจัดการเสมือนลาออกจากออฟฟิศ

ต้องไปขอวีซ่าญี่ปุ่นอีก

ก่อนกลับยังมิวายมีจ๊อบไปตจวสองสามวัน คิดแล้วก็แปลกดี กลับไปเมืองที่เคยไปทำเมื่อตอนที่เริ่มงานเดือนแรก เหมือนจงใจกลับไปให้ย้อนความหลังซะงั้น

จากนี้ก็คงไม่ได้ไปเที่ยวไกลๆ เพราะ ส อ ต้องจัดของๆๆๆๆๆๆ
(พูดเหมือนของเยอะ แต่ก็แอบเยอะจริงๆแหละ) ต้องสละทิ้งไปบ้าง เอาไปให้คนอื่นบ้าง สุดท้ายแล้วคงเอากลับประมาณ 10 กล่อง พยายามให้ไม่เกินนี้

Tuesday, February 12, 2013

When that moment has come...

I once asked other alumni how they felt when they took their last flight and saw themselves leaving  from thier so called 'host country', the place they spent their life for over 18 months. 

They said... 'it is a mix of feelings you can't really explain'... glad and sad, joys and tears....

That moment has finally come to me. The moment I started to get a few emails about departure and repatriation prep, I realized my US clock is really ticking, counting down, and to be going back to the place where I used to be......

It is ending..... My last two months right here in Atlanta, in USA, the place where I ever dreamed of... The place where I fulfilled my dream, and the place where I never belong to....

Tuesday, February 5, 2013

Counting down 1

เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ยิ่่งช่วงนี้หน้า year end ของชาวออดิทอย่างเรา ไม่ว่าประเทศไหนก็งานหนักทั้งนั้น แต่จะว่าไป year end นี้ก็เป็น YE แรกที่อเมริกาที่ทำงานขนาดนี้ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง แต่มันก็ยังไม่ได้สุดๆขนาดอยากปาคอมแล้วขุดดินหนีขนาดนั้นหรอก

ที่คิดว่าทำให้เสร็จสมบูรณ์ไปก็เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก็จะถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่นี้แล้ว คิดๆดูแล้วเวลาผ่านไปเร็วจัง เรารู้สึกว่าก็อยู่มานานแล่ะ แต่นานเกือบสองปีนี่มันก็นานเหมือนกันนะ

จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นจังหวะที่มาค่อนข้างดี เค้าบอกกันว่าการที่จะมาอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่งให้รู้ซึ้งควรจะต้องอยู่อย่างต่ำสามถึงสี่ปีเพื่อที่จะได้เห็นมุมมองต่างๆ ของคนในประเทศที่เราอยู่ต่อเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ภายในโลก ว่าคนที่มีคิดและมีปฎิกิริยาโต้ตอบยังไงบ้าง

เราเองคิดว่าโชคทีที่มาในช่วงปีที่สี่ของเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น

มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้รู้ว่าคนในเมืองที่เราอยู่ เค้ามีความเห็นด้านการเมืองเป็นยังไงบ้าง บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นยังไงบ้าง

มีโอลิมปิค ซึ่งจัดทุกสี่ปี เราก็มาได้ทันโอลิมปิคคราวนี้ ก็ได้เห็นว่าเพื่อนๆรอบตัวก็เป็นแฟนโอลิมปิคตัวจริงไม่น้อยทีเดียว (โดยเฉพาะยิมนาสติก ว่ายน้ำ แล้วก็วิ่ง ของฮิตที่นี่เลย)

มีพายุใหญ่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ Catherine ถล่มนิวยอร์คนี่ก็โดนจริงๆมากับตัว คือ Blackout ไปคืนกว่าๆ จุดเทียน ของในตู้เย็นละลายกันไป

ครั้งที่สองที่น้ำท่วมหนักๆ ไม่ได้เจออะไรเพราะ ไปเที่ยว Seattle อยู่ใน National Park ไม่รู้เรื่องอะไร
แต่ก็ได้เห็นข่าว จากมุมมองของคนที่นี่

มีการยิงที่รรประถม ที่เป็น Talk of The Town

ถ้าไม่มีมาช่วงปี 2011-2013 นี่ก็อาจจะพลาดไปหลายอย่าง อย่างน้อยความมันส์เวลาที่มี presidential debate แล้วคนมา debate กันต่อที่ทำงานนี่ หืมมม แซ่บบบบ

นอกจากเรื่องการที่ได้เห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่เหมือนว่าจะสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามาทำงานที่นี่ก็คือการได้ท่องเที่ยวและไปที่ต่างๆเนี่ยแหละ  อยู่มาจะสองปีแล้วก็มาในจุดทีว่าเมืองใหญ่ๆ ที่คนต่างชาติฮิตๆ กันก็ไปมาหมดแล้วแหละ หลังๆ ก็เริ่มไปเมืองเล็กๆ ดูชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านนอกๆ ของอเมริกาบ้างก็บันเทิงไปอีกแบบ ลองนึกๆดู เราก็เที่ยวเก่งพอตัวนะเนี่ย (ส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการไปทำงาน)

เดือนสิงหาคม  ไป training 3 อาทิตย์ที่ Montvale, New Jersey ก็เลยเป็นผลพลอยได้ได้ไปดู Broadway เรื่อง Memphis ในนิวยอร์ค

ต้นเดือนกันยา ช่วง Labor's Day ก็ Road Trip ไป Boston, Massachusetts เที่ยวเมืองบอสตัน แล้วก็พวก Harvard MIT

กลางเดือนกันยาเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เร่ิมจากจ๊อบแรกไปทำงานที่ Columbus, Georgia

เดือนตุลาคมหน้าฮาโลวีน ก็ไปออกจ๊อบสองไปทำงานที่ Decatur, Alabama แล้วก็แวะเที่ยว Pumpkin Patch + Cotton Farm ดู Space museum ที่ Huntsville, Alabama

แวะ Birmingham day trip ดูหน้าตาเมืองหลวงของ Alabama

เดือนพฤศจิกายน Thanksgiving ไปเยี่ยมเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ Hawaii ก็ได้เที่ยว Honolulu แล้วก็ได้ไป Muai Road to Hana ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะยอดฮิตของฮาวาย

ปลายพฤศจิ จนถึงธันวา ก็ไปทำงานที่ Warren & Youngstown Ohio ได้ขับรถลุยหิมะเอง  ได้จ๊อบธนาคารเป็นครั้งแรก  แล้วก็ไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. เป็นครั้งแรกที่ได้ไป D.C. ไป Spy Museum อนุเสาวรีย์สงครามโลก เวียดนาม และ tourist spots

มีช่วงระหว่างอาทิตย์ที่จ๊อบย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ Pittsburgh, Pennsylvania ก็เลยมีโอกาสได้ไปทัวร์ชมเมืองบ้าง

ช่วงกลางเดือนธันวาก็บินไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. อีก แล้วก็ขับรถไป Philadelphia, PA หาเพื่อนอีกคน ก็ทัวร์เมือง ตามจุดท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับ Liberty Bell บ้างไรบ้าง

ปลายเดือนธันวาไป Orlando เที่ยว Disney World, Universal Studio, Sea World จนฉ่ำปอด
กลับมาก็ไปเก็บ Atlanta tourist spots ได้แก่ CocaCola, CNN

เดือนมกรากลับไปทำงานที่ Ohio อาทิตย์นึง แล้วก็มาต่อ year end ที่ Alabama ที่เดิม

เดือนกุมภา บินไป Richmond, VA เพื่อทำจ๊อบ Broker สามอาทิตย์ ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่ D.C. อีกครั้ง (ไปบ่อยมว๊าก) แล้วก็ได้เจอเพื่อนคนจีนที่ทำงานที่ Richmond ทำงานท่ามกลางหิมะ และพักรรหรู :)

เดือนมีนา กลับมาอยู่ใน Atlanta เป็นครั้งแรก (แล้วก็อยู่ยาววววววววววว) ไปออกจ๊อบชานเมือง ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากมายนัก

เดือนเมษา ชีวิตก็เร่ิมเศร้าเพราะไม่ได้เที่ยวมาเกือบสองเดือน

เดือนพค จึงออกแรดแบบจัดเต็มอีกครั้ง เริ่มทริปทีแอตแลนต้า มีเพื่อนจากนิวยอร์ค กับบัดดี้จาก D.C.มาแจม Road trip  ขับจากแอตแลนต้าไป Savannah, Georgia เมืองตากอากาศฝั่ง East Coast แล้วก็ขับต่อไป Charleston, South Carolina ทริปนี้ผ่านถึงหกรัฐด้วยกันได้แก่ Georgia, South Carolina, Alabama, Mississippi, Florida, Louisiana  จาก Charleston ก็ขับกลับมาพักที่แอตแลนต้า แล้วก็ขับรถลงใต้ไปเที่ยว Destin, Florida แล้วก็ขับลากยาวไปที่ New Orleans ทำ Volunteer Rebuilding Project อยู่สี่วัน แล้วก็ขับกลับจาก New Orleans คนเดียวเกือบ 800 ไมล์ (เกือบสิบชม)

เดือนมิถุนา ไป national training ที่ Chicago, Illinois อยู่เทรนห้าวันหกคืน แล้วก็เข้าไปเที่ยวในเมืองชิคาโก้อยู่หลายวัน ไปกิน Fried pizza Duo ชื่อดัง ขึ้นไปชมวิวบนยอดตึก กินอาหารสุดหรู ใช้ชีวิตสบาย ต่อจากนั้นก็บินไป Seattle ตามรอย Grey's Anatomy ไปเยี่ยม Starbucks สาขาแรก ไป Mount Rainier National Park

เดือนกค ไปหาเพื่อนที่ Houston, Texas เจอเพื่อนคนญี่ปุ่น คนจีน และเพื่อนสิงคโปร์ที่ขับมาจาก Baton Rouge รียูเนี่ยนเล็กๆ คุยกันถึงตีสาม แล้วก็ได้ไปดู Car Parade ที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของ houston ด้วย

เดือนสิงหา ไมได้ไปไหน เพราะเตรียมตัวกลับเมืองไทย

เดือนกันยา Home leave ประมาณสิบวัน ไปภูเก็ตประมาณสี่วัน ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่

กลับมากลางเดือนกันยา ก็บินไปเจอเพื่อนที่ Houston แล้วขับรถไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge Louisiana เลยได้กลับไปที่ New Orleans อีกครั้ง ชอบ Cajun Food ของนิวออร์ลีนส์ แล้วก็ไปทัวร์ดูจระเข้ด้วย

เดือนตุลาเหมือนว่าสลดไม่ได้ไปไหน (จำไม่ค่อยได้แล้ว)

เดือนพย ไปนับสต๊อกที่ Montgomery Alabama สองวันเลยได้เที่ยวบ้างไรบ้าง
เดือนเดียวกันช่วง Thanksgiving ก็ไปหาเพื่อนที่นิวยอร์คอยู่ไปประมาณห้าวันได้ ได้เจอเพื่อนสมัยมหาลัยด้วย ไปนั่ง Ferry ดูRockfeller ตามประสา นิวยอร์คเริ่มไม่ใหม่ แต่ดีที่ไปช่วง Thanksgiving เลยออกช้อปทุกวัน

ต้นเดือนธันวา ก็บินไป D.C. (อีกแล้ววว) คราวนี้ไปแบบแปลกหน่อย คือขับรถไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Amish ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดเทคโนโลยี ไม่มีมือถือ ไม่ใช้รถ บ้านไม่มีไฟฟ้า (ในอเมริกาก็มีด้วย)
แล้วก็ขับรถไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งคลอดลูกสาวที่ Philadelphia เลยได้กลับไปแตะๆอีกครั้ง

เดือนธันวาก่อนคริสต์มาสได้ไปทำงานที่ Miami, Florida พักโอเรียลเต็ลด้วยยย ^^ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำจ๊อบ IRM (ITaudit) ก็เป็นปสกแปลกๆดี

ช่วงคริสต์มาส ก็บินไป Fort Lauderdale แล้วก็ขับรถไป Key West จุดใต้สุดของอเมริกา

แล้วก็บินไป Puerto Rico ที่เป็น US Territories ได้ reunion เจอเพื่อนที่นั่นรวมทั้งหมด 17 คน (กรุ๊ปใหญ่มากกกก) ไป Bacardi museum, El yungue National Rain Forest, Ponce ชิมกาแฟเปอร์โตริโก้

กลับมาเดือนมคหลังปีใหม่ ได้ไปทำงานที่ Burlington, Vermont ท่ามกลางหิมะสูงเป็นฟุต อากาศติดลบ

หลังกลับเดือนมค ชีวิตดูจะเศร้าสร้อย เพราะทำงานนอกเมืองแต่ว่าไม่ค้างคืน เลยต้องไปกลับวันละ 90 ไมล์ ช่วงเดือนนี้เลยแอบหมดแรง

เหลือเดือนกพ กับมีนา ถ้าดูตามแพลนแล้วก็คงจะไม่ได้ไปไหนไกลแล้ว ทำงานในเมืองเนี่ยแหละ แล้วก็คงเริ่มแพคของแล้ว

ไว้วันหลังจะมาเขียนเก็บความทรงจำเพิ่มอีก :)

Friday, December 14, 2012

You rock it! Miami

อาทิตย์หน้าโดน book ไปจ๊อบคนเดียวอีกแว้วววว

ดีใจที่เป็น Advisory Project ซึ่งเป็นงานที่เราทำซะส่วนใหญ่ตั้งแต่มาเหยียบอเมริกา

นับๆดูทำงานออดิทไม่ถึงห้าจ๊อบด้วยซ้ำ ที่เหลือเป็นโปรเจคแบบ random (ภาษาไทยเรียกไก่กา) เพิ่มภูมิต้านทานภาษาอังกฤษให้กับกะเหรี่ยงอย่างเราได้เป็นอย่างดี

โปรเจคหน้าค่อนข้างเจ๋ง และ out of comfort zone ทีเดียว เพราะต้องไปในฐานะ IT Audit!!
ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะไปตรวจสอบนั้นเกี่ยวกับบัญชีอยู่บ้าง แต่โดยเนื้อหาแล้วก็ต้องไปตรวจพวก coding, configuration อะไรประมาณนั้นด้วย

ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่เคยทำ แต่ก็อยู่บนความคาดหวังที่จะต้องทำให้ได้

สิงที่ได้มาโดยการแลกกับความตื่นเต้นครั้งนี้คือจะได้บินไปทำงานที่ Miami เมืองสวาทหาดสวรรค์ของชาวฟลอริด้านั่นเอง

จะได้พักโรงแรมติดหาดที่ Mandarin Oriental ด้วยยย วี๊วววว

ส่วนออฟฟิศลูกค้าจริงๆ แล้วอยู่ที่ Fort Lauderdale ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศเหมือนกัน อยู่ประมาณสามสิบนาทีจากไมอามี (คนเลยรู้จักไมอามีมากกว่า)  ก็จะได้พักโรงแรมติดหาดเหมือนกัน

คิดถึงเรื่องเที่ยวแล้วก็ล่องลอยไปหน้าหาดแล้วตอนนี้

แต่คิดถึงเรื่องงานก็สลดเล็กน้อย ที่ต้องไปทำงานคนเดียว วันนี้ก็ส่ง meeting request ไปให้ลูกค้า (ซึ่งไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ) แล้วสิริรวม 7 คน คนละหนึ่งชั่วโมง โดยต้องคุยให้ครบภายใน 3 วัน -_-"

จะมีเวลาไปชิลริมหาดมั้ยเนี่ยยย แต่แค่ได้นอนโรงแรมเก๋ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ได้ลองงานใหม่ก็น่าจะทำให้หายเบื่อแล้วล่ะ

Thursday, December 6, 2012

เมื่อคอนโดใหม่มีเรื่องโดนงัด (อีกแล้ว)

เมื่อสองสามวันก่อน ที่คอนโดใหม่ที่เราอยู่มาได้ประมาณสามเดือน มีเมลหาลูกบ้านทุกคนแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น ว่ามีห้องนึงโดนงัดเข้าบ้าน ถูกขโมยของไปตามระเบียบ เจ้าของห้อง (ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร หรืออยู่ชั้นไหน) บอกว่าโดนขโมยพวก Jewelry ไป รายละเอียดบอกว่า โจรที่มันมามาตอนกลางวัน เพราะส่วนใหญ่คนอยู่คอนโดก็เป็นพวกพนังกงานออฟฟิศ 8-5 กันทั้งนั้น

เค้ากะเวลาว่าน่าจะเข้ากลางวันแน่นอน เพราะเจ้าของห้องไม่อยู่ช่วง 8.30-5.30  วิธีที่มันทำคือมันเอาตาแมวออกเพื่อมองว่าไม่มีคนอยู่ในห้อง ??!!  เนื้อความใน email จากออฟฟิศก็แนวว่าให้ระวังคนเข้าคนออก อย่าเปิดประตูให้ใครเข้าสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเห็นใครทำตัวแปลกๆ หรือดูเหมือนพยามแอบเข้า ดูไม่น่าไว้ใจให้แจ้งตำรวจ หรือ Front Desk

ความเดิมที่เรามีประวัติแนวนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะระแวงขึ้นมานิดส์นึง ภาพเก่าก็ Flashback ขึ้นมา
(แต่ก็นั่นแหละ ยังกินได้นอนหลับ เหมือนไม่มีอะไร)

ติดตามอ่านเรื่องที่เคยเกิดขึ้นได้ที่  เหตุการณ์โดนโจรปล้น บุกประชิดตัว

ทีนี้ก็เลยได้ทีลองกลับไปเช็คพวก crime map อีกครั้ง
(เพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าแต่ละเขต หรือแต่ละรัฐก็จะมีคนละเวบกัน ไม่ได้แชร์กัน)

เวบนี้เป็นเวบของ county หรือเขตของเรา คือ SportCrime สำหรับเวลามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้น คุณตำรวจก็จะมีพวกเลขคดี ที่เกิดเหตุ และลักษณะอาชญากรรมแบบย่อๆ ตามแผนที่ เพื่อให้เราเข้าไปเช็คได้ ว่าถิ่นที่อยู่ที่เราอยู่นั่นมีอาชญากรรมอะไรบ้างมั้ย



ที่เห็นขึ้นมาคือถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของเรา ไม่มากไม่น้อย 51 คดีภายในหกเดือน (ถึงแม้จะเป็นถิ่นที่ค่อนข้างสมฐานะราชนิกูลแล้วก็ตาม 555) แต่เท่าที่ดูก็เป็นคดีลักทรัพย์ ย่องเบาซะส่วนใหญ่

มาดุ Downtown ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งธุรกิจกันบ้าง  ในช่วงเวลาเดียวกันมีเกิดคดีทั้งหมด 97 คดี
(แต่พื้นที่ downtown เล็กกว่ามาก) เค้านึงว่ากันว่า downtown Atlanta ค่อนข้างอันตราย

อ้อ ไอ้รูปคนเดินๆ เนี่ยหมายถึง Theft หรือ การลักทรัพย์ขโมยแบบไม่มีคนเห็น หรือเจ้าของไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ส่วนรูปตัวดำๆถือถุง คือ Robbery หรือ การปล้นหรือขู่กรรโชกเพื่อเอาของไปในขณะที่เจ้าของอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ทำร้ายร่างกาย  ส่วนรูปกำปั้นคือเจ้าของโดนเลยแหละ


กลับไปย้อนดูถิ่นที่เราเคยอยู่ อยู่มาจะปีนึงก็ได้ยินข่าวว่าโดนย่องเบาบ้าง ไม่ได้ใส่ใจอะไรจนมันเกิดขึ้นกับตัวเอง  ตอนเกืดเรื่องกับเราเมื่อเดือนกันยายน เราเช็คแผนที่จากเวบเดียวกันนี้กลับไปหกเดือน ก็ไม่ได้มีหนาตาน่ากลัวอะไร (แต่ไม่ได้คลีนเหมือนที่อยู่ปัจจุบัน)

แต่ตอนนี้สิ.... พรวดเป็นดอกเห็ด มันดูจะน่ากลัวเกินไปมั้ยนะ กับช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา
เห็นจาก map แบบนี้คงไม่กล้าอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันเงียบสงบ ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ไม่ได้แบบเดินไปแล้วต้องพกปืนอะไรแบบนั้นนะ -_-"  ส่วนใหญ่ก็คือเรื่องย่องเบาเนี่ยแหละ ดูได้จากสัญลักษณ์ที่เป็นที่ปิดหน้าโจร  ส่วนรูปรถคือกรณีถูกงัดรถ แงะรถ  รูปมือที่ทำกำปั้นคือ Battery Charge หมายถึงโดนทำร้ายร่างกาย ประชิดตัว ทำนองนั้น

ช่างเป็นเมืองที่น่ากลัวเหลือเกิน T_T แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะ Atlanta เป็น 1 ใน top5 ที่ถูกจัดให้เป็น Dangerous City ที่สุดมาหลายปีติดแล้ว




เราว่าที่ area เดิมที่เราอยู่มีสถิติที่สูงกว่า เพราะ

1) เป็น ถิ่นสำหรับ apartment ให้เช่า คือทั้งถนนเนี่ย เป็น Apartment complex ทั้งหมด แล้วก็คั่นด้วย supermarket/ ร้านอาหารบ้างเท่านั้น  แล้วพวกนี้คือไม่มีการขายขาด เจ้าของ apartment มีรายได้จากการปล่อยเช่าเท่านั้น ในขณะที่สัญญาก็จะมีอายุสั้นมากคือภายใน 1 -3 ปี คนเลยย้ายเข้าย้ายออกตลอด

2) ราคาไม่แพงมาก เพราะไม่ได้อยู่ส่วนที่เป็น metro งั้นก็คงปฎิเสธไม่ได้ ว่า ของแพง ย่อมมี "แนวโน้ม" ที่จะดีกว่า การจ่ายค่าเช่า หรือค่าบ้านที่แพงกว่า อาจเป็นแนวโน้มของความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า (แต่ไม่เสมอไป)

3) ผู้อยู่อาศัย สิ่งที่เราเห็นต่างกันเลยคือ ทีเดิมของเรามีคนเม็กซิกันเยอะมาก ไม่ได้ดูถูกหรือ Racist อะไรแต่อย่างใด เพียงแต่โดยรวมประชากรชั้นแรงงานใน Atlanta คือคนเม็กซิกัน หมายถึง ทำร้านอาหาร ทำงานเป็น maid ใช้แรงงาน ค่าจ้างรายวันอะไรประมาณนี้นะ (โดยส่วนใหญ่)
คอนโดใหม่ของเราเลยแทบไม่เคยเห็นคนเม็กซิกันเลย

แต่ถามว่าคนดำน่ากลัวไหม? แล้วเรากลัวไหม? เพราะคนที่เคยเข้ามาปล้นเราเป็นคนดำ

คอนโดใหม่เราก็มีคนดำ เราว่ามันกลายเป็น blend ที่เลี่ยงไม่ได้ในสังคมอเมริกัน ถึงแม้สัดส่วนคนขาวที่คอนโดใหม่จะเยอะกว่ามากๆ แล้วก็ดูมีคนแต่งตัวดีๆ เป็น yuppies (อารมณ์ white collar) อยู่มาก ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเค้ารายได้ดี ไม่มีหนี้ ประวัติใสสะอาดนินา

มันแสดงให้เห็นว่า area ที่เคยโอเค กลับน่ากลัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คนที่เคยอยู่กันสบายๆ กลับมีโจรมาเยือนเยอะขึ้น ? คนจน คนตกงานมีมากขึ้น?


จริงๆแล้วอย่างคอนโดที่เรามาอยู่ใหม่ก็จัดว่าเป็น luxurious condo ได้ในระดับนึงเลยล่ะ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของซื้อขาด ระบบ Security ก็มี key card, ที่จอดรถใต้ตึกก็ต้องมีรีโมท และมีลูกกรงกั้น
ส่วนคนแปลกน้าถ้าไม่มีคีย์การ์ดก็จะเข้าฟิตเนส เข้าไปสระว่ายน้ำ เข้าโซนห้องอยู่อาศัยไม่ได้ มี Front Desk เฝ้าที่ลอบบี้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ดูเหมือนทุกอย่างน่าจะดี แล้วจากคุณลุงเจ้าของห้องที่ให้เราเช่าห้อง (ซึ่งเป็นคนไทย) เค้าก็บอกว่าซื้อคอนโดมาสองสามปี ไม่เคยได้ยินข่าวอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย

เราก็นะ พาความโชคร้ายมาให้คอนโดนี้ป่าวว๊าาา

Tuesday, November 27, 2012

Approaching the last periods

ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนที่มาเริ่มงานที่อเมริกาพร้อมกันก็เริ่มนับ count down กันแล้ว ถึงแม้จะมีเพื่อนบางส่วนที่ตัดสินใจ extend ต่อไปอีกถึงปี 2014 แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ขออยู่ต่อ (ด้วยเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัว 555)

น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะออฟฟิศ Atlanta เป็นหนึ่งในออฟฟิศที่อยากให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างเราอยู่ต่อ ตอนแรกๆ Resource Planning Team เค้าก็ถามเหมือนกันว่าอยากต่ออีกซัก YE มั้ย เพราะก็ดีสำหรับเค้าที่ไม่ต้องหาเด็กใหม่มาทำจ๊อบ แต่เราว่ากลับบ้านดีกว่า เที่ยวก็ค่อนข้างพอแล้ว เงินก็เก็บได้พอควรแล้ว ช๊อปจนหมดมุก (หมดเงินมากกว่า) แล้ว ก็น่าจะ fulfill ความฝัน สนอง need ได้ในระดับหนึ่งกับเวลาเกือบสองปีที่นี่

เพื่อนสนิทของเราเป็นคนสิงคโปร์ จริงๆอยู่ออฟฟิศบ้านนอก แต่สุดท้ายก็คุยจนได้ย้ายไปอยู่ NYC แล้ว และที่สำคัญได้อยู่กับแฟนด้วย >_<  แต่เราไม่มี mode แบบย้ายไปอยู่กับใครนิหน่า อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบต่อไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนที่ hang out ด้วยก็ทยอยกลับบ้านคงไม่สนุกเท่าไหร่

Thanksgiving ที่ผ่านมาไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ค สภาพชีวิตชาวเมืองช่างแตกต่างกับเรายิ่งนัก ทำงานกันจนดึกดื่น (หรือเราเองที่ไม่เครียด) ไม่ค่อยมีใครได้ไปทำอะไรตอน weekend เท่าไหร่ เพราะต้องทำงานที่ค้าง แล้วการใช้ชีวิตก็แพงแสนแพง ไม่มีรถขับ ที่พักเล็กๆ ทุกคนแออัดเบียดเสียด

โอ้ยยย ไปมาห้าวันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเมืองเหลือเกิน (อีบ้านนอกอย่างเรา 555) ลืมไปว่ากลับไปเมืองไทยก็ต้องไปเบียดกับผู้คนบน BTS ต้องแย่งขึ้นรถเมล์ ขับรถก็ต้องแย่งถนน แย่งพื้นที่หายใจ แย่งร้านกินข้าว เราอยู่สบายๆมาจะสองปีเนี่ย มัน spoil ชีวิตเรามากๆเลยนะเนี่ย

ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบ Atlanta เท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไร (และไม่มีใคร) อยู่ที่นี่นัก แต่พอไปเมืองที่วุ่นวายกลับมา Atlanta ก็เริ่มเห็นข้อดีของเมืองนี้ไม่น้อยแฮะ ก็เมืองที่เราอยู่


  • ไม่มี hurricane Sandy ที่ต้องตัดไฟ ทำงานไม่ได้เป็นอาทิตย์
  • ไม่มีหิมะ ลูกเห็บ ให้รู็สึกหนาวจับใจ โดยเฉพาะเวลาต้องเดินกลับบ้านจาก subway
  • มีรถให้ขับร้านค้าห่างกันแค่คืบ ก็ขับรถ ไม่เดินเสียล่ะ (ขี้เกียจ) 
  • ไม่ต้องแบกคอมขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย อยู่ Atlanta แบกคอมจากรถขึ้นไปออฟฟิศเท่านั้นเอง
  • มี Chick-Fil-a ให้กิน กลับไปเมืองไทยคงคิดถึง milkshake น่าดู
  • มี Grocery stores/ Walmart เต็มไปหมด เมืองใหญ่ๆ ของก็แพง มีให้เลือกน้อย แถมเวลาซื้ออะไรต้องหิ้วแล้วเดินกลับบ้านเองอีก (มาแนวขึ้เกียจอีกแระ)
  • ชีวิตไม่เร่งรีบ เข้างาน 8.30-9am ลูกค้าเลิกงานกันไม่เกิน 5.30pm ทำงานไม่ดึกถึงขั้นตีๆ หรือโต้รุ่ง
  • มีรถไฟฟ้า และรถเมล์ใช้ แต่ก็ไม่สับสนเยอะเกินเหมือน โตเกียว หรือนิวยอร์ค (ซับซ้อนน้อยกว่า BTS อีกแน่ะ)
จริงๆลิสต์มาดูเหมือนจะหาข้อดีอะไรอื่นนอกจากความสะดวกสบายไม่ได้เลย

ดูเหมือนจะติดสบายจริงๆแล้วสินะ เรา! -_-"