Monday, January 13, 2014

Top 37 Things Dying People Say They Regret

Here Are The Top 37 Things Dying People Say They Regret. Learn From It Before It’s Too Late.


วันนี้เห็นหลายคน forward link นี้กันใน Facebook แถมเป็นช่วงต้นปีด้วย
เลยอยากเอามาทำดูว่าเรา regret หรือไม่ regret เรื่องอะไรบ้าง

1) Not traveling when you had the chance
ไม่เสียใจกับสิ่งนี้เลย ถ้าจะเสียดายก็คงเสียดายที่ว่าไม่ได้เกิดมาครอบครัวที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ขนาดไปไหนต่อไหนแบบไม่ต้องคิดอะไร แต่ความโชคดีก็คือ เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่เห็นว่าการท่องเที่ยวเป็นการเปิดโลกที่สำคัญ สมัยเด็กๆ ช่วยประถม ถือว่าที่บ้านมีความเฟื่องฟูทางการเงินพอควร ก็เลยได้ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี สถานที่ที่ประทับใจว่าเออ พ่อแม่เราเจ๋งนะที่พาไปก็มี USA, South Africa 

พอโตมาหน่อยจำได้ว่าเลิกกับแฟนเก่าตอนจบมปลายพอดี ก็เลยไปซัมเมอร์ที่ไต้หวันพักใจ

พอตอนเรียนมหาลัย ก็ไป Work and Travel ที่อเมริกาสองครั้ง ครั้งแรกทำที่ Yellow Stone National Park ก็ได้ไปเที่ยวแถบ US West Coast อย่างพวก LA, Las Vegas, San Franciso พออีกปีไปทำที่ Cedar Point Amusement Park Ohio ก็ได้ไปหลายที่ฝั่ง East Coast อย่าง New York, Niagara Falls 

ตอนจบทำงานใหม่ๆ เริ่มทำกับ ExxonMobil ก็ได้ไปอยู่ที่ญี่ปุ่นใช้ชีวิตเองเกือบเดือน

พอทำกับที่ปัจจุบัน ก็มีโอกาสได้ไปทำงานที่ลาวหลายครั้ง ไปทำงานที่ USA (ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าได้กลับไปเยี่ยมเยียนที่นั่นอีกครั้ง ทั้งๆที่ตอนนั้นคิดว่าเมืองเล็กๆแบบนี้ต่อให้มาเที่ยวก็คงไม่มีวันกลับมา แล้วอีกไม่เกินสองปีดันได้กลับไปทำงานที่นั่นเลยด้วยซ้ำ!)

ยังไม่รวมเที่ยวประปรายที่ได้ไปเสมอๆ อย่างต่ำปีละครั้งสองครั้ง ทั้งที่ได้รับโอกาสไปแบบไม่ต้องจ่ายตังบ้าง ทั้งที่คว้าโอกาสโดยการเก็บหอมรอมริบจากน้ำพักน้ำแรงบ้าง 

แล้วพอช่วงปี 2011-2013 ที่ได้ไปทำงานที่อเมริกา มันถือเป็นการเปิดโลกการท่องเที่ยวของเราอีกโลกเลย คือไปที่ใหม่ๆ เยอะจริงๆ แทบจะเรียกได้ว่าไปเมืองใหม่ๆ ทุกสองอาทิตย์ บินอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ไปเที่ยวที่ใหญ่ๆ สำคัญๆ ทุกเทศกาล ^_^

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องนี้แล้ว เราพูดได้เลยว่าเราได้ทำสุดความสามารถตามโอกาส เวลา และกำลังทรัพย์ที่มีแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรที่เสียใจ ณ จุดนี้

2. Not learning another language

นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่เสียใจ แต่อาจจะต้องขอบคุณพ่อแม่ของเรามากกว่า ที่บังคับให้เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่เข้ามัธยม เรียนแบบจริงจังกับครูคนญี่ปุ่นตัวต่อตัวด้วย ถึงแม้ตอนนั้นจะเรียนไก่กาไม่ได้คิดว่าจะใช้อะไร แต่มันกลับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ตอนจบทำงานเป็นตัวสร้างโอกาสให้เราได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น

ได้เรียนภาษาจีนพร้อมๆกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นเรียนอยู่เกือบห้าปี ก็เรียกได้ว่ามีพื้นฐานที่ค่อนข้างแข๊งแรง ถึงมาตอนนี้ภาษาทั้งสองจะไม่ค่อยเหลือในความทรงจำแล้ว แต่ก็เรียกได้ว่าเวลาไปไหนต่อไหนก็ไม่ค่อยมีปัญหาในการ catch up อะไรเท่าไหร่เลย อย่างการเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว สั่งอาหาร สนทนาทั่วไปก็ยังพอทำได้อยู่

ที่ดีใจก็คือการได้ไป Work and Travel และการเรียน BBA ที่ทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมาก และมันเป็นตัวช่วยเสริมให้มีโอกาสได้ไปทำงานที่อเมริกา เพราะถ้าภาษาไม่โอเคในระดับหนึ่งแล้วการไปทำงานที่อเมริกาแบบจริงจังเป็นเรื่องยากจริงๆ (ตอนเราไปก็ใช่ว่าง่ายนะ ขมขื่น ขื่นขมเรื่องภาษามิใช่น้อย)

ที่ Regret ก็คงไม่ แต่จริงๆ แล้วมีแพลนอยากลองเรียนภาษาที่ไม่เคยเรียนมากกว่า ที่คิดไว้ตั้งนานแล้วก็คือเรียน ภาษาฝรั่งเศส หรือ ภาษาอิตาลี (เกี่ยวกับอาหาร) คิดว่าน่าสนุกดี เพราะไม่เคยเรียนภาษาแถบนี้เลย

3.Staying in a bad relationship
ไม่เคยอยู่ใน bad relationship นานขนาดนั้น รู้สึกว่าชีวิตเราค่อนข้างชัดเจน และเลือกเอง 
การจะเริ่มคบกับใคร ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยเวลาพูดคุยรู้จักกันพอควร 
การจะเลิกคบกับใคร ก็คิดไตร่ตรองมากๆ เพราะฉะนั้น ในความทรงจำเราเราก้ไม่ค่อยเสียน้ำตา หรือเสียเวลาไร้สาระอะไรกับเรื่องความรักเท่าไหร่ 

เคยมี moment ที่บอกเลิกแล้วคบกัน แต่นั่นก็เป็นช่วง puppy love 
เคยมี moment ที่ไม่แน่ใจว่าจะคบกับดีมั้ย ตัดสินใจถูกรึเปล่า แต่ก็ผ่านไปได้แบบไม่ซับซ้อนอะไร
เคยมี moment ที่เป็น long distance relationship แต่ก็ขอบคุณทั้งความรักของเขา และเรา ที่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์มันอ่อนแอ กระปอดกระแปด 

ถ้าจะคิดเสียใจ คงเสียใจมากกว่า ที่ตอนเด็กๆ Drama มากเกินไป (ทั้งๆที่ก็ drama น้อยแล้วนะ) เพราะพอมองกลับไป คนที่เคยคบกันได้ก็อาจจะยังคบกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเหุตผลที่เลิกก็ยังงงๆ จนตอนนี้คิดว่าคงเป็นโชคชะตา และเป็นสิ่งที่ทั้งเราและเค้าเลือกแล้วแหละ ว่าไม่ได้ลงเอยกัน

4. Forgoing sunscreen อันนี้จบนะ ไม่คิดเสียใจ เพราะไม่ใช่ฝรั่งอยากผิวแทน 555

5. Missing the chance to see your favorite musicians อันนี้ก็ไม่เคยเสียใจ เพราะจนทุกวันนี้ก็ไม่เคยชอบดาราน้กร้องคนไหนเป็นตัวเป็นตนมากพอที่จะเสียเงินเลย! สรุปคือยังไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตแบบตั้งใจเสียเงินเลยซักครั้ง เอวัง!

6. Being afraid to do things
เรื่องนี้นึกไม่ค่อยออก เพราะจริงๆ แล้วเราออกจะเป็นคนกล้าบ้าบิ่น ลุยๆมากกว่า แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เคยคิดว่าอยากลองทำแล้วไม่ได้ทำ ก็คงเป็นพวกแบบไปค่ายอาสา volunteer แบบไปคนเดียว ตามเนปาล เอธิโอเปียอะไรงี้ ไม่ก็พวกไปเก็บผลไม้ช่วง summer ที่ฝรั่ง หรือคนญี่ปุ่นเค้าหาแรงงาน

เคยคิดว่าถ้ามีงานที่ไม่ดี และโสด ก็อยากไปลองเป็นเด็กเสิร์ฟใช้ชีวิตที่อเมริกาดู ไม่ก็อยากไปทำงานที่สิงคโปร์ไรงี้ แต่พวกนี้ก็ได้แต่คิดอะ มีหลายคอนดิชั่นที่ทำให้ไม่ลงตัว ก็เลยไม่ได้ทำ

เรื่องที่กลัวสุดๆ ก็คงเป็นเรื่องการเรียนดำน้ำมั้ง เพื่อนๆรอบตัวไปดำน้ำกันหลายคนก็้คิดว่าอยากไปสอบ cer open water diving บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังแอบกลัวอันตรายโลกใต้ทะเล กลัวหอยเม่น กลัวเป็นอัลไซเมอร์ กลัวขาดออกซิเจน สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่มซักที

7. Failing to make physical fitness a priority
ถึงจะไม่เคยผอมแบบนางแบบ แต่ก็คิดว่าเราเองเป็นหนึ่งในคนที่ดูแลสุขภาพ ถึงบางทีจะแบบขึ้นๆลงๆ ก็ตามที ช่วงที่คิดว่าดูแลตัวเองดีมากคือตอนไปทำงานที่อเมริกาที่ไปฟิตเนสแทบทุกวัน ทำกับข้าวไปกินเอง ด้วยการคุมคุณภาพอาหาร แคลอรี่ทุกอย่างได้อย่างดีเยี่ยม ถึงจะต้องหลุดกิน junk food อาทิตย์ละครั้ง กินเค้กบ้าง กินเบียร์บ้าง แต่การมีสุขภาพแข็งแรง มีหุ่นที่ดีๆ เฟิรืมๆ ก็ยังเป็น หนึ่งใน resolution ของเราเสมอ (ปีนี้ก็ด้วย)

8. Letting yourself be defined by gender role
หัวข้อนี้ดูเป็นอองซานซูจีปกป้องสิทธิมนุษยชนมาก จะบอกว่าการเกิดเป็นคนไทย และเกิดในบ้านที่มีลูกสาวสามคนเนี่ย การเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียวหรอกนะ แต่ก็เคยมีบ้างที่คิดว่าถ้าเป็นผู้ชายคงทำอะไรได้สะดวกกว่านี้ อย่างเช่นไปไหนต่อไหนคนเดียว ไปลุยๆ แบคแพคคนเดียว ไปเมาแอ๋ในผับ เที่ยวกลางคืนไรงี้ 

9. Not quitting a terrible job
หัวข้อนี้เราค่อนข้างภูมิใจว่าในอดีตเราไม่ได้ปล่อยให้มันทำร้ายเรา จำได้ว่าตอนครึ่งปีหลังหลังจากที่กลับมาญี่ปุ่น งานที่ได้รับมอบหมายน่าเบื่อมากกกก ดูแล้วคงทนอยู่กับมันไม่ได้ก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วก็ได้งานใหม่เป็นงานออดิทแบบที่เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

แล้วก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องการลาออกอีกเลยจนเข้าปีที่ห้าของการทำงาน เป็นช่วงที่คิดว่าจะไป mobility ดีหรือไม่ดี โอกาสเติบโตก็ไม่ค่อยมี งานที่ทำก็ไม่ค่อยได้ไปไหนต่อไหน ก็เลยไปสัมภาษณ์งานใหม่สองที่ ได้การตอบรับที่นึงเป็นบริษัทคู่แข่งตึกตรงข้าม แล้วก็ไปอีกที่นึงเป็นแนวไฟแนนซ์ซึ่งถูกปฎิเสธ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ต่อ แล้วก็ได้ไปทำงานที่อเมริกาในที่สุด

ถ้าจะเสียใจ ก็กำลังคิดว่า เป็นตอนนี้มั้ยนะ? กำลังคิดว่า ในอนาคตหลังลาออกจากที่ปัจจุบัน เราจะมองกลับมารึเปล่าว่า "รู้งี้" ออกมาตั้งนานแล้ว อะไรประมาณนี้อะ ^^"

10. Not trying harder in school
แต่ข้อนี้เป็นข้อแรกที่รู้สึกเสียใจแฮะ คือไม่ใช่ว่าเราเรียนไม่เก่งหรืออะไร เพราะที่ผ่านๆ มาก็เป็นเด็กเรียนค่อนข้างดี ได้อยู่รร.มปลายที่ดังสุดในประเทศ ได้เรียนมหาวิทยาลัยกับโปรแกรมชั้นดี แต่กำลังคิดว่าถ้าตั้งใจเรียนกว่านี้ ถ้าขยันกว่านี้ ถ้าฉลาดกว่านี้ เราจะได้ไปไกลถึงแบบเป็นนักเรียนทุนคิง ทุนมง ทุน full bright อะไรก็ว่าไปมั้ยนะ? จริงๆ ลึกมากๆ ก็เคยแอบอยากเป็นหมอนะ แต่โดยนิสัยนี่ขี้เกียจอ่านหนังสือตั้งแต่เล็กจนเรียนปโท ก็แทบไม่ค่อยอ่านหนังสือเลย 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะทำได้มั้ย เพราะนิสัยเรามันไม่เหมาะกับวิชาการเลยจริงๆ -_-"

11. Not realizing how beautiful you are
อันนี้เฉยๆ ไม่เคยคิดว่าตัวเองสวย เพราะคิดว่ามองตัวเองตามความเป็นจริง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองหน้าแต่แย่ เหียกสุดๆ เพราะฉะนั้นก็เลยใช้ชีวิตไปตามธรรมดา 

แต่เคยคิดเล็กน้อยว่า ถ้ายอมลงทุนกับเรื่องความงามมากกว่านี้ เช่นลงทุนเรื่องเสื้อผ้า หน้าผม กระเป๋า หรืออะไรต่อมิอะไรด้วย budget ที่คนระดับเงินเดือนเดียวกับเรา หรือเพื่อนๆ เราทั่วไปใช้กันก็อาจจะออกมาเก๋ๆ กว่านี้ก็ได้ แต่ spending ของเราด้านนี้แบบจำกัดมาก ไม่อยากลงทุนกับอะไรแบบนี้เท่าไหร่อะนะ

12. Being afraid to say I love you
คงจะรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้มี culture บอกรักในครอบครัวมากกว่า เพราะฉะนั้น เรื่องคำหวานๆ หรือคำบอกรักกับพ่อแม่ไม่มีเท่าไหร่ แต่สิ่งนี้ได้ชดเชยกับคนข้างกายแล้วนะ แล้วก็คิดว่าจะทำให้มันเป็นเรื่องๆง่าย เมื่อเรามีครอบครัวของเราเองด้วย

13. Not listening to your parents' advice
อันนี้เราแอบกึ่งฟังกึ่งเถียง เพราะจะ question + challenge ตลอดว่าทำไม เพราะอะไร จำเป็นไหม อันไหนที่เค้าบอกให้ทำแล้วไม่ฝืนก็ทำๆไป แต่อันไหนที่เราคิดแล้วว่าเราอยากทำก็จะทำ ซึ่งครอบครัวเราก็ค่อนข้างให้อิสระด้านนี้ พ่อแม่ไม่เคยตีกรอบบังคับการใช้ชีวิตอะไร เลยเรียกได้ว่าค่อนข้างสบายๆกับเรื่องนี้

14. Spending your youth by being self absorbed
อืมม อันนี้ก็อาจจะนะ เพราะเป็นคนใช้เวลากับตัวเอง ไม่ค่อยได้ไปไหน หรือสนใจใครเท่าไหร่
จะเก็บไปคิดนะ....

15. Caring too much about what people think
ข้อนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่เสียใจเลย เพราะเป็นคนมั่นใจไม่แคร์สื่อด้วยซ้ำ
ถ้าจะเสียใจน่าจะเป็นตรงข้ามกันมากกว่า แต่ก็ไม่ค่อยสำนึกเท่าไหร่ ^^"

พอแค่สิบห้าข้อก่อน ที่เหลือนี่แนวนางฟ้ามากเลย ถ้ามีเวลา และมีอารมณ์จะมาต่อดู แต่คิดว่าสิบข้อแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วแหละ

ถ้าใครผ่านมาอ่านก็ลองคิดตามดูเนอะ ว่าเราเสียใจ หรือไม่ กับสิ่งที่ผ่านมา :)

Another step in my life

อาจเป็น step ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายๆคน ที่เฝ้าฝันและเฝ้ารอคอย
และไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่ง ก้าวสำคัญแบบนี้ก็ต้องมาหยุดเยี่ยมเราให้ได้เจอะได้เจอ

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์แต่งงาน เป็นฤกษ์แต่งงานที่ทางว่าที่คุณแม่สามีไปหามาให้ บอกว่าเป็นวันที่ 26 มกราคม ซึ่งจริงๆก็เป็นฤกษ์สุดท้ายก่อนขึ้นปีชวด เพื่อหนีปีชงของเราในปีหน้า (คือปีมะเมีย) เล่นเอาแบบว่าอีกสี่วันก็ขึ้นปีใหม่จีนเลยนั่นแหละ

พอได้ฤกษ์มาแล้ว ก็มีการเริ่มหาสถานที่จัดงานต่างๆนานา

สิ่งที่ฝัน
1 งานเล็กมากถึงมากที่สุด มีแต่ญาติ
2 เพื่อนก็ไม่ต้องเชิญก็ได้ เอาแค่สมน้ำสมเนื้อ อยากจัดโรงแรมที่เอาอาหารที่เราชอบกินเข้าได้ เช่นข้าวต้มปลา ขนมใบเตย ไอติม ฯลฯ เป็นงานที่เน้นกิน และเน้นง่ายๆ
3 ไม่มีพรีเวดดิ้ง ไม่มีช่างวิดิโอ ไม่ต้องมี cinematography บ้าบอไรนั่น

สิ่งที่พยายาม
1 ไปงานเวดดิ้งเพื่อหาดีลดีๆ กลับเหมือนไปเป็นเหยื่อโดน shark attack มีแต่พวกแพคเกจชวนฝันราคาเหยีบแสน ไม่ต้องบอกก็รู้พวกนี้ไม่ได้แอ้มเงินเราอยู่แล้ว ทำงานหาเงินมาแทบตาย เอาเที่ยวดีกว่าเอาเงินไปลงกับพวกนี้

2 ไปหาโรงแรม เริ่มตั้งแต่โรงแรมขำๆ แถวบ้าน เช่น Banyantree, Chatrium, แม่น้ำ, Millenium Hilton  ดูแล้วไม่ชอบก็เริ่มอัพคลาสไปที่ Plaza Athinee Conrad Shangrila   สุดท้ายว่าที่คุณแม่ฯ ก็ไม่ปลื้ม วกกลับไปที่โรงแรมเดิม คือจบที่ Mandarin Oriental ซึ่งเป็นโรงแรมแรกที่กะว่าไม่เอาแน่ๆ เพราะมันดูตำน้ำพริกละลายแม้น้ำ minimum spending หกแสนเจ็ดแสน (นางยืนยันว่าขั้นต่ำไม่ถึง แต่ที่จ่ายจริงอะไม่แน่)

จริงๆ โรงแรมแต่ละที่ก็ราคาไม่ได้ต่างกันมาก คือตกแล้ว 1200-1500 บาท มีแต่ไอ้โรงแรมที่เราจองได้เนี่ยแหละ ที่ราคาโดดจนน่าตกใจ นอกจากค่าอาหารต่อคนแล้ว ยังไม่รวมค่าดอกไม้ ค่าดนตรี OMG George งบประมาณบานปลายมาก

ไอ้เราก็กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกก คือว่าไม่อยากได้แต่ก็ไม่รู้จะปฎิเสธยังไง แล้วอีกฝ่ายก็เป็นผู้ใหญ่ด้วย เลยไม่กล้าขัดขืน ความสุขของพ่อแม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ แต่เพราะให้ความสำคัญเราเลยต้องมาเหนื่อยๆ งงๆ อยู่นี่ล่ะ -_-

จริงๆ คือเราไม่เชื่อเรื่องแต่งงานเลย คือว่าคนอื่นถ้าชอบ มีความฝัน มันก็เหมือนเป็นความชอบส่วนบุคคลอะ เหมือนกับการที่รับปริญญาต้องจ้างช่างแต่งหน้าราคาแพง ต้องมีถ่ายพรีปริญญา โพสต์ปริญญา วันจริง วันซ้อม วันถ่ายรวมกับเพื่อนนอกรอบ โว้ยยยยย ขอบอกว่าสำหรับเราเรื่องพวกนี้มัน "Out of scope" มาก คงมากพอๆกับคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ก็คงนึกไม่ออกว่าทำไมเราไม่ให้ความสำคัญกับมันเลย

ย้อนกลับไปตอนรับปริญญาอะ เสียตังให้ช่างแต่งหน้าแถวบ้านทำผม แต่งหน้า 500 บาท (ในขณะที่เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็จ่ายกัน 3,500 นะ) ไม่ได้บอกว่าภูมิใจที่จ่ายถูกหรืออะไรหรอก แต่เพราะเราไม่ได้คิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่อะไร คือว่าคนเราตั้งใจเรียนก็สอบเข้าเอง พ่อแม่ส่งเสีย ไม่ได้เรียนฟรี แล้วไม่ตั้งใจเองมันก็ไม่จบ พอเรียนจบมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ achievement อะไรขนาดนั้น

และแล้วก็จริงอย่างว่า รูปรับปริญญาอะ สามปีดูที คือดูเมื่อปัดกวาดเช็ดถูฝุ่นเกาะนั่นแหละ -_-"

พอมาตอนแต่งงาน ก็โอเคยอมรับนะว่ามันสำคัญกว่าการรับปริญญามากโขอยู่ เพราะวันรับปปริญญา มีเพื่อนแต่งตัวแต่งหน้าเหมือนกันเป็นหมื่นเป็นพันคน แต่วันแต่งงานดูเหมือนเราจะเป็นจุดสำคัญ จุดสนใจมากที่สุด แบบนี้แหละยิ่งเครียด เพราะไม่อยากอยู่ในสถานการณ์อะไรแบบนั้นเลย

3 ต่อมาก็เรื่องการ์ด โชคดีที่อ่านเนตว่ามีที่ๆเค้าฮิตไปทำการ์ดกันราคาไม่แพง ไปเดินจตุจักรวันนึงก็คิดว่าน่าจะเลือกได้แล้ว

4 ต่อมาก็ของรับไหว้ ไปเดินจตุจักรก็เล็ง้ไว้แล้ว แต่พอมาคุยๆ ว่าที่ฯ ก็บอกว่าต้องดูระดับความอาวุโสของญาติผู้ใหญ่อีก เช่นญาติจีนมากๆ ก็ต้องให้แนวผ้าๆ ผ้าไหม ผ้าแพร ผ้าขนหนู อยู่ดี ....เราก็ "ค่ะ"

5 ต่อมาก็ชุดแต่งงาน อันนี้เริ่มใหญ่ละ คือแม่ม ไปลองชุดมาที่นึง หมายมั่นปั้นมือว่าใกล้บ้าน ราคาไม่แพง ไม่ยัดเยียด แต่พอไปลองแล้ว มันน่าเกลียดเว่อร์ค่ะ ไม่ใช่ชุดน่าเกลียดนะ แต่หุ่นเรามันไม่ได้กับชุดจริงๆ T_T  สิ่งที่เฟลคือ เฟลว่าต้องไปหาที่ต่อๆ ไป และคิดว่าชุดสไตล์ที่ชอบอาจไม่มีที่ใส่แล้วทำให้เป็นผู้เป็นคนได้ เฟลคือไม่อยากลงเอยด้วยการเช่าตัด หรือตัดเก็บ เพราะบอกแล้วว่าไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ถ้าต้องให้เสียเงินตัดเป็นหมื่นๆ มันเสียได้แหละนะ แต่มันทรมานใจจจจจ เอาเงินไปซื้อทองที่ละบาทสองบาทไม่รู้สึกเสียดาย แต่งานนี้มันบีบคั้นมากๆ

เฟลว่าเมื่อไหร่จะได้ แถมต้องไปลดความอ้วนอีก ถึงจะไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่พอไหลตามน้ำไปแล้ว จะให้ไปน่าเกลียดกลางงานให้คนจ้องก็ไม่่ใช่เราอีก เฮ้อออออ

เรื่องชุดแต่งงาน กับชุดหมั้นเลยเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติตอนนี้เลย (ของเราคนเดียว)
ส่วนคุณเจ้าบ่าว นี่ง่ายแสนง่าย ตัดสูท เลือกสีก็จบแล้ว อยากแลกเพศกันจริงไรจริง

6 step ต่อไป ไหนจะช่างแต่งหน้า ช่างภาพนิ่ง ช่างวิดิโอ (ว่าที่ request ว่าอยากได้) ช่างไฟ organizer
คือในใจก็เริ่มผวาละ ว่านางอุตส่าห์หาสถานที่แพงๆ หรูๆ ให้จะไปทำทอดทิ้งไม่ใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็อาจเคืองได้ บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ท่องไว้ๆๆๆๆ ก็เลยเริ่มคิดว่า แล้วตรูต้องหา wedding planner มามั้ยเนี่ย

ประเด็นคือ งกมากกค่ะ ไม่อยากเสียเงินกับอะไรแบบนี้เลย จะซื้อประกัน ซื้อหุ้น เก็บเงิน ซื้อฟิตเนส อะไรมากมายกว่านี้ไม่สนอะ แต่เวลาที่เราต้องมาเสียเงินกับสิ่งที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญ มันรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ ทรมานมากๆ คนอยากแต่งงานคงไม่เข้าใจสินะ (แล้วคนที่ยังไม่ได้แต่งงานก็อาจจะไม่เข้าใจด้วย)

นั่นแหละ ขอระบายแค่นี้ก่อน อาจต้องปล่อยวาง...

My 2013 life summary

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เขียน blog มานานมากกก เพราะช่วงต้นปี 2013 มีเหตุขัดข้องทางเทคนิค คือเผลอไปลบ .com ที่เคยลงทะเบียนไว้ แล้วไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ ขี้เกียจติดตามก็เลยเก็บ blog เป็นของส่วนตัว (ยังแอบดีใจที่มันไม่ได้หายไปทั้งหมด แค่โพสต์ให้คนอื่นอ่านไม่ได้เท่านั้น)


มาวันนี้ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ เกือบจะครบปีที่กลับมาแล้ว (กลับมาช่วง April 2013) จะว่าไปเป็นปีที่ผ่านไปเร็วมากเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมี life event เกิดขึ้นน้อยมาก ไปไหนต่อไหนมาน้อยมากกก

งั้นขอสรุปเหตุการณ์คร่าวๆที่เกิดขึ้นปี 2013

Jan - March  ทำงานที่ Atlanta ซะส่วนใหญ่ มีโอกาสไป North Carolina + South Carolina อยู่พักนึงก่อนกลับบ้าน

April แพคของเตรียมกลับบ้าน ไปเจอ Kazuko ที่ Tokyo เที่ยวอยู่สามสี่วัน

May กลับมางงๆ จัดของ ปรับตัวกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม

June ไปเที่ยวพม่า พรอ้มเก็บของเตรียม Renovate บ้าน

July  ยุ่งกับโปรเจคนึงที่ดูดวิญญาณเราไป ต้องไปทำงานที่พม่า (เหมือนได้กลับไปอีกครั้งภายในเวลาอันรวดเร็ว

August ไปเทรน sampling specialist ที่ฮ่องกง กับแชมป์ กับ พี่บอย 

September เดือนเกิด แต่หามรุ่งหามค่ำทำงาน มีไป Team Building ที่กาญจนบุรี

October ทำแต่งานมี Year end 30 Sep สองตัว พร้อม SOX deadline ดีที่ปลายเดือนไปเที่ยวญี่ปุ่น trip Fukuoka-Osaka-Beppu แบบที่ไม่ได้วางแผนไว้ แต่ก็เป็นช่วงเบรคที่ดี

November ไปทำงานแหลมฉบัง และ ไปเทรน New Manager Workshop ที่ตรัง

December มี Year end 30 November อีกสองตัว โดยรวมทำแต่งาน ไม่ได้ไปไหน

New Year อยู่บ้านซะส่วนใหญ่ หยุดสี่วันไปเซนทรัลสามที่ -_-"

ช่างเป็นปีที่น่าผิดหวังเล็กน้อย ตรงที่เราไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ไปไหนต่อไหน ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เป็นปีแห่งการปรับตัว เป็นปีที่ทรมานมากจริงๆ 


Wednesday, May 8, 2013

USA.... I kinda miss you...

USA คิดถึงช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันจัง
มีแต่ฉัน และเธอ
ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย กำหนดได้เอง อยากไปไหนก็ไป
ไม่ต้องเบียดเสียด วุ่นวาย
ไม่ต้องทำตามบริบทสังคม เพราะเรามันกะเหรี่ยงแต่ไหนแต่ไร ^^"

อากาศเย็นๆ อาหารอร่อยๆ

เมื่อไรจะได้พบกันอีกนะ  คิดถึง....

Tuesday, April 9, 2013

Welcome to Bangkok---- super culture shock to changes

กลับมาแล้วๆๆ ช่วงนี้เพิ่งกลับมาสดๆ เลยอยากบันทึกความรู้สึก และสิ่งทีสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่จากไปไกลเกือบสองปี

ก่อนอื่นคือต้องบอกว่าโชคดีที่ได้ไปแวะเที่ยวญี่ปุ่นมาสี่ห้าวัน เลยถือว่าได้ปรับทุกอย่างมาแล้วกึ่งหนึ่งจะว่าไป ตอนก้าวแรกที่ออกจากสนามบินนาริตะเห็นประชาชนทั่วไปเป็นจุดแรกที่รู้สึกอึ้งและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของตัวเองมากที่สุด เช่น

เรานั่งรถไฟออกจากสนามบิน เจอผู้หญิงสาววัยทำงาน (คาดว่าเป็นสาวออฟฟิศ) นั่งด้วยกันตรงข้ามเรา นางทั้งสองเหมือนกันราวกับแฝด คือ ผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นลอนเล็กน้อย ขนตายาวเฟื้อย หน้าขาว แก้มแดงระเรื่อแบบปัดบลัช ริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆ จากลิปกลอส ใส่เสื้อหนาวสีน้ำตาลเอิร์ธโทน (อากาศประมาณ (5-10C) ใส่กระโปรงกางเกงสั้น ถุงน่องดำมิด และรองเท้าบูท สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ดาษดื่นในโตเกียว ส่วนผู้ชายหนุ่มออฟฟิศ ก็มักใส่สูทสีกรมท่า สีดำ มีลายทางยาวๆ กับรองเท้่าหนังสีน้ำตาล ถือกระเป๋าเอกสารสีดำดูสุขุม จับกลุ่มขึ้นรถไฟกับเพื่อนชายอีกสองสามคนคุยไปเรื่อยเปื่อย

ความวุ่นวาย เร่งรีบ ทุกคนเดินไปมา สวนกัน ชนกัน ขอโทษบ้าง เพิกเฉยบ้าง ไลฟสไตล์คือชอปปิ้งร้านแบรนด์เนม กินข้าวร้านเก๋ๆ มีขนมกรุึบกริบน่ารักๆ ดริ๊งค์ไวน์บ้างไรบ้าง เป็นสังคมเมืองจ๋า

ได้มีัโอกาสนัดเจอเพื่อนคนญี่ปุ่นที่ได้ไปเจอที่อเมริกาด้วยกัน เลยมีโอกาสถกกัน และสิ่งที่เราทั้งสองคนเห็นเหมือนกันคือ ชีวิตในเอเชียช่างวุ่นวายเหลือเกิน คนเป็นมด คนเป็นหนอน ไม่ว่าเวลาเช้า กลางวัน เย็น คนออกไปไหนมาไหนเดินขวักไขว่ตลอดเวลา

ยิ่งคนอยู่ด้วยกันเยอะเท่าไหร่ กลับหาเป็นความเป็นปัจเจก ความเป็นตัวของตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น

ด้วยความที่เราทั้งสองคนอยู่เมืองใหญ่ทางใต้ของอเมริกา ไม่ได้สัมผัสกับความเป็นเมืองแฟชั่นจ๋าที่คนเก๋ๆ เปรี้ยวๆ เยอะ ก็เลยร้างราวงการมานาน

อยู่โตเีกียววันเดียว เห็นผู้หญิงถือกระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่าที่เคยเห็นที่อเมริกาตอนไปเดินห้างทั้งวัน
เห็นคนใส่สูท ทั้งที่อากาศร้อนกว่าเมืองที่เราอยู่ตั้งมากมาย
เห็นคนใส่เสื้อหนาวซะหนา ทั้งที่ตอนกลางวันออกจะร้อน
เห็นคนต่อคิวกินอาหารฝรั่งเศส ต่อคิว McDonald Denny's Starbucks ซึ่งเป็นสิ่งเบๆ ในอเมริกา แต่ดูเลอค่ามากมาย

ทุกอย่างย่อไซส์ลง ขนาดอาหาร จานข้าว คน เสื้อผ้า รองเท้า บ้านช่อง รถยนต์ ทุกอย่างย่อส่วน เรารู้สึกเหมือนเราอยู่เมืองยักษ์มายังไงยังงั้น จากที่เคยเห็นรถ SUV ขนาดฟอร์จูนเนอร์บ้านเรา แต่ที่อเมริกาเค้าเรียกว่ามินิ SUV  Toyota Camry ก็กลายเป็น intermediate size Altis Yaris ก็กลางเป็นรถ Economy พอแตะญี่ปุ่นรถ SUV กลายเป็นพี่เบิ้มไปในบัดดล

พอกลับเมืองไทยสิ่งที่ตกใจมากที่สุดคือค่าครองชีพ ราคาข้าวของ อาหารที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ประชากรไทยแม้แต่น้อย

วันแรกไปกินร้านอาหารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง อยู่ริมน้ำที่ Asiatique กินพิซซ่าถาดเดียวกับเบียร์หนึ่งแก้วหมดไปหกร้อย~~ OMFG! พูดจริงๆนะ คนส่วนใหญ่ที่เป็นสาวออฟฟิศเงินเืดือนก็ 15000-20000 ที่รายได้ดีหน่อยจบมหาลัยดีๆ มีหน้าที่การงานทำก็อะ ตีให้ประมาณ 4-6 หมื่น ส่วนพวกเงินเดือนเฉียดแสนหรือเกินแสนถึงจะมีมาก แต่เราเรียกว่าเป็นส่วนน้อยของคนไทยทั้งประเทศแล้วกันนะ เห็นเดินกันขวักไขว่ ทานอาหารมื้อนึงหัวนึงเหยียบห้าร้อยเนี่ยนะ ????/ เราแบบเฮ่ยย ตกใจอยู่กันได้ไง เราทำงานที่นั่น ได้เงินมากกว่าที่เค้าได้กันสี่ห้าเท่า ราคาข้าวต่อมื้อแบบร้านอาหารทั่วไปกลับพอๆกันอะ :-/

ผ่านไปแค่สองปี ค่ารถเมล์ รถสองแถว เสื้อตลาดนัด กระเป๋า รองเท้า กะเพราไก่ อาหารตามสั่ง ขึ้นราคาแพงแสนแพงทุกอย่าง

เกิดคำถามในใจว่า คนที่เค้าใช้ชีวิตในกรุงเทพ อยู่หอด้วย ใช้จ่ายเองทุกอย่าง กับไลฟ์สไตล์แบบนี้ เค้ามีเงินเก็บมั้ยนะ เค้ามีการวางแผนชีวิตข้างหน้าแบบไหนนะ?

เห็นเด็กวัยรุ่นมหาลัยที่นี่ก็ต่างจากเด็กฝรั่งจัง เด็กฝรั่งมันแก่แดด ดูโตกว่าวัยก็จริง แต่เรื่องที่จะมาถือหลุยส์ ชาแนลตอนอยู่ปีสามนี่มันมีแต่ในสังคมเอเชียชัดๆ

ในขณะที่เด็กๆในที่่ทำงานที่เรารู้จึก ซึ่งจัดเป็นคนชั้นกลางถึงสูง (พ่อแม่มีการศึกษา มีหน้าที่การงาน ไม่ต้องทำงานตอนเรียน จบปโทโดยไม่เป็นหนี้การศึกษา) กลับไม่เคยได้ยินเค้าขอเงินพ่อแม่ให้ซื้อกระเป๋า ส่งไปเที่ยวไก่กา ที่เห็นเพื่อนที่ทำงานไปเที่ยวกัน ก็เก็บตัง ใช้เงินที่หามาได้ตอนทำงานปิดเทอมทั้งนั้น

แล้วอะไร เด็กไทย พ่อแม่ส่งไปเที่ยวเมืองนอก แถม pocket money มีกระเป๋าดีๆ ของแพงๆ วันๆ ก็(แดร่ก )  Starbucks ที่ราคาแพงเท่าที่อเมริกา ในขณะที่ค่าครองชีพที่นี่ต่ำกว่าสามเท่าเนี่ยนะ???


เห็นรถเบนซ์ในกรุงเทพมากกว่าที่เห็นที่อเมริกา ทั้งๆที่อเมริกาภาษีรถ หรือราคารถถูกกว่าเกือบครึ่งๆ (สำหรับรถแพง)

เห็นเด็กวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน ถอยรถใหม่ป้ายแดง ในขณะที่เด็กๆในจ๊อบเรา ขับรถเก่าแสนเก่า ทั้งที่เงินเดือนเดือนแรกแค่เดือนเีดียวก็ดาวน์รถได้เกิน 20% แล้ว

ไม่แปลกใจที่ภูมิคุ้มกันเด็กไทย ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตมันช่างต่ำแสนต่ำเหลือเกิน
ความเป็นตัวเอง รู้ใจตัวเอง อยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็ช่างหาได้ยากเหลือเกิน
ความรับผิดชอบ เอื้ออาทร บนท้องถนน ในร้านค้าตัวไป กลับหาได้น้อยกว่าเสียอีก

นี่หรือคือสยามเมืองยิ้ม
นี่หรือคือเมืองที่น่าเที่ยว เมืองที่คนบอกว่าอะไรๆก็ถูกไปหมด
นี่หรือคือเมืองที่เรากำลังจะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับมัน

ว่าแล้วก็เดินไปขุดกระเป๋าแบรนด์เนมกากๆที่มี แล้วพามันออกจากบ้าน หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบสองปี ....

Wednesday, March 27, 2013

Moving Experience

วันนี้ก็ได้ประสบการณ์อีกอย่างกับการเก็บของขนของ

ย้ายบ้านครั้งก่อนได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆพี่ๆคนไทยหลายคน เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน แทบไม่มีเวลาแพคของเลยด้วยซ้ำ

มาคราวนี้รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ แพคล่วงหน้านานเป้นอาทิตย์ แบบแพคตามอารมณ์ ค่อยๆคิด ค่อยๆเก็บ ค่อยๆ ใส่เข้ากล่องจัดเป็นอย่างดี สุดท้ายก็ได้กล่องจำนวนหนึ่งที่จะต้อง ship เรือกลับบ้าน

จะว่าไปก็ตลกดี เมื่อสองปีก่อนตอนมามีกระเป๋าใบละ 23 โลมาแค่สองใบ (ตอนนั้นจำได้ว่าจะเอายาทาเล็บประมาณ 7-8 ขวดมาแต่น้ำหนักเกิน ทางเคาน์เตอร์เช็คกระเป๋าก็ใจดีให้แอบเกินมาได้) มาถึงตอนนี้ยาทาเล็บนั้นงอกลูกงอกหลานมาเป็นเท่าตัว ^^" ส่วนข้าวของจากสองกระเป๋าก็กลายเป็นเหลือคณานับ ไอ้จะทิ้งก็ทำให้นึกว่าของที่งอกเงยขึ้นมาก็เงินเราที่ทำงานหามาทั้งนั้น แล้วก็เลือกซื้อแต่ในส่ิงที่ชอบเพราะฉะนั้นก็รักของทั้งหมดนั่นแหละ (งกว่างั้น) สุดท้ายก็เลยได้ของมากพอควร

รู้สึกเกรงใจเพื่อนคนไทยก็เลยเอาวะ ตกลงจ้าง mover ลอง American experience ดู

ก่อนอื่นคือต้องบอกว่า moving service เป็นอะไรที่ธรรมดามากของคนที่นี่ เพราะว่าฝรั่งย้ายบ้านกันบ่อย คนที่อยู่อพาร์ทเมนต์ซึ่งส่วนใหญ่สัญญาปีเดียว พอหมดสัญญา อาจเจอที่ใหม่ อาจเจอใครถูกใจ หรืออาจจะโดนขึ้นค่าเช่าจนทนไม่ไหวก็ย้ายกัน แล้วความเป็นอยู่ของคนที่นี่ก็เรียกว่าจัดเต็ม นึกถึงว่าระดับคนไทยทำงานอยู่หอ ก็คงมีสมบัติประมาณหนึ่งแต่ก็มักจะไม่ใช่ของชิ้นใหญ่อะไร แต่คนทีนี่ ทีวี 40 นิ้ว เครื่องเสียง โซฟา เตียงนอน ฟูก ฯลฯ เต็มไปหมด ครั้นเวลาย้าย ก็ใช่ว่าย้ายใกล้ๆ บางคนก็ย้ายต่างรัฐ ต่างเมืองเลยก็มี การให้บริการ moving ก็เลยเป็นสิ่งที่แพร่หลาย หาราคากันได้ตามเนตทั่วไป

ระบบที่นี่ก็มักจะเริ่มคิดที่สองชั่วโมง อย่างเมืองที่เราอยู่สว่นใหญ่ก็อยู่ที่ราคา $120/ 2 hours ซึ่งรวมแรงงานสองคนกับรถบรรทุกหนึ่งคัน ส่วนใครจะของเยอะของน้อยก็แล้วแต่ เค้าก็คิดขั้นต่ำสองชั่วโมง บ้านใหญ่ๆ อาจใช้เวลาหลายวันก็ชาร์จกันไป ส่วนเราของน้อย วันนี้นัดเค้ามาเค้าเห็นนี่ยิ้มเลยบอกว่า You give me an easy job :D ก็ดี ว่าเราทำให้เค้าได้สบายๆบ้าง
เค้าเล่าว่าบางทีรับขนบ้านทั้งบ้านของเศรษฐี เฟอร์นิเจอร์สุดหรู และหนักโคตร มีหลากหลายมาก ส่วนเราทุกอย่างแพคไว้แล้ว ไม่ต้อง wrap ไม่ต้องอะไร ลากอย่างเดียว ก็ทำทุกอย่างเสร็จภายในสองชั่วโมง

สบายใจ ตัวเบาแล้วตอนนี้ ที่เหลือก็แค่แพคกระเป๋าเตรียมกลับบ้านเท่านั้น

ซักมะรืนนี้ก็คงเอาคอมไปคืนที่ออฟฟิศ คืนบัตรพนักงาน คืนทุกอย่าง แล้วก็สิ้นสุดสภาพความเป็นพนักงานแต่เพียงเท่านี้ ฮึบๆ อีกไม่กี่วันก็จะได้กลับบ้านแล้ว ตื่นเต้นเล็กๆ

Monday, March 25, 2013

Last day at work

Last day comes faster than I thought...


วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้าย ซึ่ง effective จริงๆ คือ 31 มีนาคม จากที่เคยคิดว่าอ๊ะ ผ่านไปครึ่งปีแล้ว ปีนึงแล้ว ปีครึ่งแล้ว พอมาถึงตอนนี้กลายเป็นว่า อ๊ะ เหลือแค่อาทิตย์เดียวแล้ว สามารถ count down แบบนับวันกันได้เลยทีเดียว

วันนี้ก็ไม่มีอะไร ตื่นเช้ามาออฟฟิศเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่จะกลับมาอีกทีเพื่่อคืนคอมและทำ process ลาออกตาม step ทั่วไป มีงานให้เคลียร์เล็กน้อย และดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จ แต่ก็ไม่ซีเรียสอะไรนัก ถึงไม่ซีเรียสแต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปสองทุ่มละ -_-"

คิดๆแล้วก็ใจหายถึงแม้ว่าจะไม่ผูกพันกับออฟฟิศมากเท่าไหร่ นับเวลาที่ได้อยู่ ได้นั่งในออฟฟิศนี่น้อยมากกกก พูดถึงเพื่อนวงการ audit ก็เป็นขาจรทำงานกันแป๊ปๆก็จากกันเลยไม่ได้มีความผูกพันเหมือนกัน คนที่ทำงานด้วยนานสุดก็สองสามอาทิตย์เท่านั้น ด้วยความที่เรามีแต่จ๊อบเล็กๆสั้นๆ และเป็นจ๊อบนอกออฟฟิศ คนที่พบกันก็เพื่อจากลาซะมากกว่า จะมีคนที่ประทับใจก็ยังเล่น FB ทักทายทางอีเมลกันเป็นครั้งคราว

ถ้าพูดถึงคงไม่มีความผูกพันกับคนที่นี่เท่าไหร่นัก เพราะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าการมาของเรานั้นเป็นเรื่องชั่วคราว ที่ผูกพันคงเป็นการใช้ชีวิตแบบอิสระ ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองไม่ต้องวุ่นวายกับใครมากกว่า เป็น 20 เดือนที่ได้อยู่กับตัวเองมากจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ว่าจริงๆ เราอยู่คนเดียวได้ รับผิดชอบตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยล่ะ

วันสุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ต่อให้เป็นวันสุดท้ายก่อนจะบินออกจากอเมริกาก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่ากระซิบกับตัวเองเบาๆ ว่าขอบคุณนะ ช่วงเวลาที่ดีๆที่ผ่านมา ขอบคุณหลายสิ่งหลายอย่าง ความพยายามของเราเอง ความฝันของเรา และการสนับสนุนกำลังใจจากคนหลายๆคน ทำให้เราได้มีโอกาสมาลองประสบการณ์อะไรแบบนี้

มีทั้งความทรงจำที่ดี ไม่ดี ประทับใจบ้าง ไม่อยากจำบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันเป็นหนี่งในช่วงเวลาที่แสนจะพิเศษของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่บอกตัวเองบ่อยๆ มีหลายๆวันที่พูดกับตัวเองว่า ดีจังที่ได้มาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็โชคดีถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่นานนัก

ขอบคุณหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างนะ เราในวันนี้ เราว่าเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2011 ก้าวแรกที่มาถึง เจอเพื่อนๆ
ได้ลอง ได้ทำหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ
ได้ไปหลายๆที่ที่อยากไป หลายๆที่ที่ไม่คิดว่าจะได้ไป หลายๆที่ที่ไม่คิดว่าจะได้กลับไปอีก
ได้กินหลายๆอย่างที่ไม่เคยกิน อาหารหลากสไตล์ที่แทบไม่เคยได้ยินในเมืองไทย
ได้เจอคนหลายๆคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ได้เป็นเพื่อนกัน ได้รู้จักกัน และสุดท้ายต้องจากกัน
ได้เก็บเงินพอสมควร ^^" ถึงแม้ว่ารายจ่าย และภาษีที่นี่จะหนักหนาสาหัสสากัน
ได้ shopping online ไปซุปเปอร์ แบบสะใจมากๆๆๆๆ
ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เป็นคนในแบบที่เราอยากเป็น และรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ได้กลับมารักตัวเอง อาหารการกินที่มีสุขภาพ (ปะปนกับขนมอร่อยๆ หรือไก่ทอดบ้าง) ได้ออกกำลังกายบ่อยมากๆ ไม่ต้องเจอรถติด ไม่ต้องรีบร้อนไปแข่งกันอัดในรถไฟกับใคร

ชีวิตมันสปอยเราเองจริงๆ  chapter ต่อไปก็คงเป็นการปรับตัวกลับไปอยู่ที่เดิม สินะ.......

และแล้วก็วันสุดท้ายจริงๆ

Monday, March 11, 2013

ประสบการณ์ขายของก่อนกลับ

ถ้าไม่นับเรื่องเก็บของ เตรียมเอกสารก่อนกลับที่มากมายก่ายกองแล้ว
การที่ต้องขายของ(ที่เคยซื้อมา) ก็เป็นอีกเรื่องที่สาหัสทีเดียว

ยังดีที่อเมริกามีเวบ Craigslist.org ที่เป็นเวบบอร์ดฟรีสำหรับให้คนอยากซื้อ ขาย ของ
ซึ่งจะแบ่งหมวดหมู่ตามเมือง และตามประเภทของ มีขายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ
รวมถึงการนัดเดท นัดนุ้งนิ้งกันก็ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย -_-"
แต่แน่นอน การขายสินค้าผิดลิขสิทธิ์ ขายยา อะไรทำนองนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว

เราเลยอาศัยเวบนี้แหละ ขายทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้จุกจิก รวมถึงขายรถ

ขั้นตอนการขายก็ทั่วไป คือโพสต์รูป ลงรายละเอียด ราคา
ส่วนเบอร์ติดต่อก็แล้วแต่ความสมัครใจ ทางที่ดีไม่ต้องลงเมลส่วนตัวไว้ เพราะแสปมเมลขายบริการ sex call มาเยอะมากส์! (ขอบคุณ gmail ที่ดักไว้ให้)

ส่วนเวบ craigslist เอง ก็มีบริการแปลงอีเมลส่วนตัวเราเป็นอีเมลกลางที่ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว
เวลาใครสนใจอีเมลหาเรามันจะไปผ่านระบบเมลของเราก่อน ทำให้เราเห็นอีเมลของคนที่เขียนมาหาเรา แต่คนเขียนไม่เห็นเมลจริงของเรา จนกว่าเราจะตอบกลับ

เราเองไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็โพสต์เบอร์โทรทิ้งไว้เลย แล้วเลือกรับโดยการโทรกลับเฉพาะคนที่ทิ้ง voice mail ไว้เท่านั้น บางคนฉลาดหน่อยก็จะลองดูว่าเบอร์เราเป็น imessage รึเปล่าก็ chat กันต่อได้

สิ่งที่ต้องระวัง

ความปลอดภัย
เนื่องจากทุกคนเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีการลงทะเบียน บัตรปชช ไม่มีการการันตีใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคนที่มาจะดีหรือร้าย เพราะฉะนั้น การนัดเจอ ควรทำในที่สาธารณะ เช่นตามปัํม ตามห้าง ตาม macDonald หรือที่ไหนก็ได้ที่มีคนผ่านไปผ่านมา

พยายามหาเพื่อนไปด้วย ถ้าเราเป็นผู้หญิง หาเพื่อนที่เป็นผู้ชายไปด้วยก็ดี ไม่แน่ใจว่าเพื่อนผู้หญิงเหมือนกันจะช่วยอะไรได้มั้ยหากเกิดอะไรขึ้นจริง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว โดยเฉพาะการเปิดบ้าน garage sale แนวว่าให้คนมาจิ้มๆ ชี้ๆ เลือกดูของถึงบ้าน อันนี้ก็ต้องระวัง จะว่าไปคนซื้อก็กลัว คนขายก็กลัว เพราะฉะนั้นต่างคนต่างหาเพื่อนมาจะดีที่สุด

การจ่ายเงิน
เวลาขายของกันก็ให้ทำทุกอย่างด้วย "เงินสด" ไม่ต้องรับเช็คไม่ต้องเครดิต ไม่ต้องรอโอนอะไรให้วุ่นวาย แต่ถ้าไม่มีเงินสดจริงๆ เราเป็นคนขายแนะนำว่า เงินไม่มาของไม่ไป อย่าไปให้ของก่อนแล้วค่อยเก็บตัง อันนี้อาจโดนเชิดได้

ปสก ส่วนตัว
เราก็ค่อนข้างโอเคกับการขายของ ครั้งแรกที่มาอเมริกาตื่นเต้นสุดๆ นัดไปซื้อตู้ Ikea (คราวนั้นเป็นผู้ซื้อ) ก็ไปถึงบ้านคนขาย ดีที่คนขายดูหน้าตาไว้ใจได้ แล้วเป็นบ้านทาวน์โฮมอยู่ชั้นหนึ่ง ก็เลยกล้าซื้อขายกัน แต่ถ้าต้องขึ้นไปชั้นสามนี่ก็ลังเลอยู่ เพราะถ้าเค้าเกิดจับเรา rob ปล้นขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยได้ ณ จุดนั้น (ระวังนะจ๊ะ)  ซึ่งตู้นี้ก็เป็นปสกเดียวที่เราซื้อของมือสองจากคนแปลกหน้า โชคดีที่ผ่านไปได้ดว้ยดี

ครั้งถัดมา เราเริ่มเป็นผู้ขาย ตอนย้ายบ้านครั้งแรก ขายเตียง ตู้ โต๊ะ ไปให้คนนึง่ที่ติดต่อมาจาก Craigslist เหมือนกัน คราวนี้เราเป็นฝ่ายรอเค้ามาที่บ้าน ก็เลยชวนเพื่อนมาสองคน (ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง) คนที่มาก็มากับเพื่อนอีกคน (ผู้ชายสองคน) ก็มาง่ายๆ เอาเตียงออก เลาะเฟอร์ แล้วเค้าก็ขนรถขึ้นรถกระบะที่เค้าเช่ามาไป จ่ายเงินเราเป็นเงินสด say goodbye รักสนุกไม่ผูกพัน

ครั้งที่สาม เป็นการขายของครั้งล่าสุด เราลงขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจุกกระจิก เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องปั่นน้ำผลไม้ หม้อ กระทะ ก็มีคนติดต่อมาพอควร คนนี้ที่ได้เจอกันเป็นคนปากีสถาน (แต่ไม่แขกมาก) เพิ่งย้ายมาจากนิวยอร์ค อยากได้หลายอย่างเค้าเลยขอมาดูที่ห้อง ด้วยความที่คอนโดเราเป็นคอนโดที่ security ดี ก็ต้องพาเค้าเข้ามา เลยชวนเพื่อน ชายหญิง เซทเดิมมาเป็นไม้กันหมา 555 เค้ามาถึงก็ชี้ๆ ต่อราคาเล็กน้อย แล้วก็แบบของเกือบครึ่งนึงไป ได้มา $100 นึง ^^" แต่สิ่งที่เค้าได้ไปก็ค่อนข้างคุ้มทีเดียว เพราะเราก็ขายลดครึ่งราคาโละๆไป มีพวก เครื่องดูดฝุ่น printer toaster oven แล้วก็เครื่องครัว

ครั้งที่ส่ี่ เป็นการขายของลอตเดียวกัน คนซื้อต้องการแค่ราวตากผ้ามูลค่า $4 -_-" จับความ (และอนุมาน) ได้ว่าเค้ากำลังมาชอป IKEA กับครอบครัวในเมือง (เจ๊มากจากชานเมือง) แล้วบ้านเราเป็นทางผ่าน คงเป็นของที่เค้าคิดจะซื้ออยู่แล้วก็เลยแวะมาแบกไป จ่ายเงินมา $4 อย่างฮาาาา

ครั้งที่ห้า เป็นการขายฟูกที่นอน (ที่ขายไม่ออกซักที) นัดกันเป็นดิบดี เค้ามาถึงตัวคนเดียวกับรถเล็กๆคันนึง คุยไปคุยมา ชวนเข้าบ้านมายกฟูกละ เค้าดันเอะใจถามว่านี่มันไม่ใช่ Queen size นี่นา
เราบอกว่า เอ๊ะ สงสัยเราโก๊ะลงประกาศผิดไซส์ เค้าก็บอกว่าเค้าคงโก๊ะดูขนาดไม่ดี (มารู้ภายหลังว่าเราเองแหละที่ลงผิด) เค้าดูสภาพฟูกที่ใหม่ และดีกมาก็ทำหน้าเสียดาย เพราะว่ามันคุ้มจริงๆ แต่มันไม่ฟิตญเตียงเค้า ก็เลยเดินคอตกจากไป ครัั้งนี้เสียทั้งเวลา และไม่ได้ตังด้วย -_-"

ครั้งที่หก เป็นการนัดเจอคนที่ขอมาดูรถครั้งแรก ตื่่นเต้นสุดๆ เพราะครั้งนี้ไม่ได้ชวนเพื่อนมาด้วย (ชวนเริ่มบ่อยเกินเกรงใจ) ก็เลยจอดรถไว้หน้าลอบบี้คอนโด กะว่าเอาล่ะวะ ปลอดภัยสุดๆแล้วเพราะคอนโดมีกล้องวงจรปิด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราอย่างน้อยมีวิดิโดดูแน่ว่าสุดท้ายที่เรายังมีชีวิตแต่งตัวแบบไหน ออกไปเวลาไหน ก็นัดเจอกับคนซื้อหน้าคอนโด คนซื้อหล่อ หน้าตาดีเชียว ขับรถเบนซ์อย่างใหม่มาด้วยยย เหตุผลที่เค้าจะซื้อรถเก่าๆ เน่าๆ ของเราเพราะเค้าบอกว่าเค้าเพิ่งซื้อเบนซ์มาแต่ว่าขับ hardcore มาก คือขับวันนึงเกิด 100 ไมล์ ซื้อมาไม่นานล่อไปสามหมื่นไมล์แล้ว เค้าเลยอยากได้รถที่เอาไว้ขับไปทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียหรืออะไร คุยกันทุกอย่างดีหมด แต่ติดที่ว่าเค้าเคย auction รถมาก่อนเลยดูรถเก่ง เค้าบอกว่าเค้าคงให้ราคาตามที่เราต้องการไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ต่อหนักนะ ไม่ได้ตื๊ออะไร เค้าก็เอาไปลองขับบอกว่าดีทุกอย่าง ยกเว้นว่าเค้าเล็งเห็นว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรมูลค่าเท่าไหร่บ้าง สุดท้ายก็เลยไม่เอา กินแห้ว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยหมดเวลาไปกับการรับสาย และนัดคน แต่เอาเข้าจริงก็โดนเชิดไม่มาตามนัดซะเยอะ เพราะกว่าจะนัดกว่าจะอะไร แต่ละคนก็คงมีหลาย option หลายตัวเลือก สุดท้ายก็เลยได้เจอแค่คนเดียว :'(  แต่ว่าวันนี้จะมีนัดเจออีกสองสามคน เลยดูอยู่ว่าขอให้เวิร์คๆ แล้วขายมันทิ้งไปซะที

ของใหญ่มูลค่ามากที่สุดแล้วเนี่ย หมดจากนี้ทุกอย่างก็เบๆ พร้อมแพคแล้ว

ตอนนี้ได้ประมาณ 7 ลังใหญ่ๆ ละ น่าจะไม่เกิน 15 ลังที่จะต้อง ship เรือกลับ ตื่นเต้นๆ


Friday, March 1, 2013

March...the last month in Atlanta

เวลาผ่านไปเร็วจัง วันนี้วันที่ 1 เป็นเดือนสุดท้ายกับชีวิตที่นี่แล้วจริงๆ
เราจองตั๋วออก one-way ticket ไว้แล้ววันที่ 2 เมษา ก็เหลืออีก 31 วัน

ที่มากกว่าความใจหายคือ

ข้าวของที่จะต้องจัด แพค ขายทิ้ง
รถที่เคยซื้อมา
เงินที่ต้องแบกกลับ (คิดอยู่ว่าจะเอาเงินกลับไงฟระ ไม่ให้เสียเรท ปลอดภัย)
บัตรเครดิตที่ต้องยกเลิก
ธนาคารที่ต้องปิด
process ที่จะต้องจัดการเสมือนลาออกจากออฟฟิศ

ต้องไปขอวีซ่าญี่ปุ่นอีก

ก่อนกลับยังมิวายมีจ๊อบไปตจวสองสามวัน คิดแล้วก็แปลกดี กลับไปเมืองที่เคยไปทำเมื่อตอนที่เริ่มงานเดือนแรก เหมือนจงใจกลับไปให้ย้อนความหลังซะงั้น

จากนี้ก็คงไม่ได้ไปเที่ยวไกลๆ เพราะ ส อ ต้องจัดของๆๆๆๆๆๆ
(พูดเหมือนของเยอะ แต่ก็แอบเยอะจริงๆแหละ) ต้องสละทิ้งไปบ้าง เอาไปให้คนอื่นบ้าง สุดท้ายแล้วคงเอากลับประมาณ 10 กล่อง พยายามให้ไม่เกินนี้

Tuesday, February 12, 2013

When that moment has come...

I once asked other alumni how they felt when they took their last flight and saw themselves leaving  from thier so called 'host country', the place they spent their life for over 18 months. 

They said... 'it is a mix of feelings you can't really explain'... glad and sad, joys and tears....

That moment has finally come to me. The moment I started to get a few emails about departure and repatriation prep, I realized my US clock is really ticking, counting down, and to be going back to the place where I used to be......

It is ending..... My last two months right here in Atlanta, in USA, the place where I ever dreamed of... The place where I fulfilled my dream, and the place where I never belong to....

Tuesday, February 5, 2013

Counting down 1

เวลาผ่านไปเร็วเนอะ ยิ่่งช่วงนี้หน้า year end ของชาวออดิทอย่างเรา ไม่ว่าประเทศไหนก็งานหนักทั้งนั้น แต่จะว่าไป year end นี้ก็เป็น YE แรกที่อเมริกาที่ทำงานขนาดนี้ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง แต่มันก็ยังไม่ได้สุดๆขนาดอยากปาคอมแล้วขุดดินหนีขนาดนั้นหรอก

ที่คิดว่าทำให้เสร็จสมบูรณ์ไปก็เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก็จะถึงวันสุดท้ายของการทำงานที่นี้แล้ว คิดๆดูแล้วเวลาผ่านไปเร็วจัง เรารู้สึกว่าก็อยู่มานานแล่ะ แต่นานเกือบสองปีนี่มันก็นานเหมือนกันนะ

จะว่าไปก็เรียกว่าเป็นจังหวะที่มาค่อนข้างดี เค้าบอกกันว่าการที่จะมาอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่งให้รู้ซึ้งควรจะต้องอยู่อย่างต่ำสามถึงสี่ปีเพื่อที่จะได้เห็นมุมมองต่างๆ ของคนในประเทศที่เราอยู่ต่อเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ภายในโลก ว่าคนที่มีคิดและมีปฎิกิริยาโต้ตอบยังไงบ้าง

เราเองคิดว่าโชคทีที่มาในช่วงปีที่สี่ของเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น

มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้รู้ว่าคนในเมืองที่เราอยู่ เค้ามีความเห็นด้านการเมืองเป็นยังไงบ้าง บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นยังไงบ้าง

มีโอลิมปิค ซึ่งจัดทุกสี่ปี เราก็มาได้ทันโอลิมปิคคราวนี้ ก็ได้เห็นว่าเพื่อนๆรอบตัวก็เป็นแฟนโอลิมปิคตัวจริงไม่น้อยทีเดียว (โดยเฉพาะยิมนาสติก ว่ายน้ำ แล้วก็วิ่ง ของฮิตที่นี่เลย)

มีพายุใหญ่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ Catherine ถล่มนิวยอร์คนี่ก็โดนจริงๆมากับตัว คือ Blackout ไปคืนกว่าๆ จุดเทียน ของในตู้เย็นละลายกันไป

ครั้งที่สองที่น้ำท่วมหนักๆ ไม่ได้เจออะไรเพราะ ไปเที่ยว Seattle อยู่ใน National Park ไม่รู้เรื่องอะไร
แต่ก็ได้เห็นข่าว จากมุมมองของคนที่นี่

มีการยิงที่รรประถม ที่เป็น Talk of The Town

ถ้าไม่มีมาช่วงปี 2011-2013 นี่ก็อาจจะพลาดไปหลายอย่าง อย่างน้อยความมันส์เวลาที่มี presidential debate แล้วคนมา debate กันต่อที่ทำงานนี่ หืมมม แซ่บบบบ

นอกจากเรื่องการที่ได้เห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่เหมือนว่าจะสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามาทำงานที่นี่ก็คือการได้ท่องเที่ยวและไปที่ต่างๆเนี่ยแหละ  อยู่มาจะสองปีแล้วก็มาในจุดทีว่าเมืองใหญ่ๆ ที่คนต่างชาติฮิตๆ กันก็ไปมาหมดแล้วแหละ หลังๆ ก็เริ่มไปเมืองเล็กๆ ดูชีวิตเรียบๆง่ายๆ บ้านนอกๆ ของอเมริกาบ้างก็บันเทิงไปอีกแบบ ลองนึกๆดู เราก็เที่ยวเก่งพอตัวนะเนี่ย (ส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการไปทำงาน)

เดือนสิงหาคม  ไป training 3 อาทิตย์ที่ Montvale, New Jersey ก็เลยเป็นผลพลอยได้ได้ไปดู Broadway เรื่อง Memphis ในนิวยอร์ค

ต้นเดือนกันยา ช่วง Labor's Day ก็ Road Trip ไป Boston, Massachusetts เที่ยวเมืองบอสตัน แล้วก็พวก Harvard MIT

กลางเดือนกันยาเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เร่ิมจากจ๊อบแรกไปทำงานที่ Columbus, Georgia

เดือนตุลาคมหน้าฮาโลวีน ก็ไปออกจ๊อบสองไปทำงานที่ Decatur, Alabama แล้วก็แวะเที่ยว Pumpkin Patch + Cotton Farm ดู Space museum ที่ Huntsville, Alabama

แวะ Birmingham day trip ดูหน้าตาเมืองหลวงของ Alabama

เดือนพฤศจิกายน Thanksgiving ไปเยี่ยมเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ Hawaii ก็ได้เที่ยว Honolulu แล้วก็ได้ไป Muai Road to Hana ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะยอดฮิตของฮาวาย

ปลายพฤศจิ จนถึงธันวา ก็ไปทำงานที่ Warren & Youngstown Ohio ได้ขับรถลุยหิมะเอง  ได้จ๊อบธนาคารเป็นครั้งแรก  แล้วก็ไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. เป็นครั้งแรกที่ได้ไป D.C. ไป Spy Museum อนุเสาวรีย์สงครามโลก เวียดนาม และ tourist spots

มีช่วงระหว่างอาทิตย์ที่จ๊อบย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ Pittsburgh, Pennsylvania ก็เลยมีโอกาสได้ไปทัวร์ชมเมืองบ้าง

ช่วงกลางเดือนธันวาก็บินไปหาเพื่อนที่ Washington D.C. อีก แล้วก็ขับรถไป Philadelphia, PA หาเพื่อนอีกคน ก็ทัวร์เมือง ตามจุดท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับ Liberty Bell บ้างไรบ้าง

ปลายเดือนธันวาไป Orlando เที่ยว Disney World, Universal Studio, Sea World จนฉ่ำปอด
กลับมาก็ไปเก็บ Atlanta tourist spots ได้แก่ CocaCola, CNN

เดือนมกรากลับไปทำงานที่ Ohio อาทิตย์นึง แล้วก็มาต่อ year end ที่ Alabama ที่เดิม

เดือนกุมภา บินไป Richmond, VA เพื่อทำจ๊อบ Broker สามอาทิตย์ ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่ D.C. อีกครั้ง (ไปบ่อยมว๊าก) แล้วก็ได้เจอเพื่อนคนจีนที่ทำงานที่ Richmond ทำงานท่ามกลางหิมะ และพักรรหรู :)

เดือนมีนา กลับมาอยู่ใน Atlanta เป็นครั้งแรก (แล้วก็อยู่ยาววววววววววว) ไปออกจ๊อบชานเมือง ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากมายนัก

เดือนเมษา ชีวิตก็เร่ิมเศร้าเพราะไม่ได้เที่ยวมาเกือบสองเดือน

เดือนพค จึงออกแรดแบบจัดเต็มอีกครั้ง เริ่มทริปทีแอตแลนต้า มีเพื่อนจากนิวยอร์ค กับบัดดี้จาก D.C.มาแจม Road trip  ขับจากแอตแลนต้าไป Savannah, Georgia เมืองตากอากาศฝั่ง East Coast แล้วก็ขับต่อไป Charleston, South Carolina ทริปนี้ผ่านถึงหกรัฐด้วยกันได้แก่ Georgia, South Carolina, Alabama, Mississippi, Florida, Louisiana  จาก Charleston ก็ขับกลับมาพักที่แอตแลนต้า แล้วก็ขับรถลงใต้ไปเที่ยว Destin, Florida แล้วก็ขับลากยาวไปที่ New Orleans ทำ Volunteer Rebuilding Project อยู่สี่วัน แล้วก็ขับกลับจาก New Orleans คนเดียวเกือบ 800 ไมล์ (เกือบสิบชม)

เดือนมิถุนา ไป national training ที่ Chicago, Illinois อยู่เทรนห้าวันหกคืน แล้วก็เข้าไปเที่ยวในเมืองชิคาโก้อยู่หลายวัน ไปกิน Fried pizza Duo ชื่อดัง ขึ้นไปชมวิวบนยอดตึก กินอาหารสุดหรู ใช้ชีวิตสบาย ต่อจากนั้นก็บินไป Seattle ตามรอย Grey's Anatomy ไปเยี่ยม Starbucks สาขาแรก ไป Mount Rainier National Park

เดือนกค ไปหาเพื่อนที่ Houston, Texas เจอเพื่อนคนญี่ปุ่น คนจีน และเพื่อนสิงคโปร์ที่ขับมาจาก Baton Rouge รียูเนี่ยนเล็กๆ คุยกันถึงตีสาม แล้วก็ได้ไปดู Car Parade ที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของ houston ด้วย

เดือนสิงหา ไมได้ไปไหน เพราะเตรียมตัวกลับเมืองไทย

เดือนกันยา Home leave ประมาณสิบวัน ไปภูเก็ตประมาณสี่วัน ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่

กลับมากลางเดือนกันยา ก็บินไปเจอเพื่อนที่ Houston แล้วขับรถไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge Louisiana เลยได้กลับไปที่ New Orleans อีกครั้ง ชอบ Cajun Food ของนิวออร์ลีนส์ แล้วก็ไปทัวร์ดูจระเข้ด้วย

เดือนตุลาเหมือนว่าสลดไม่ได้ไปไหน (จำไม่ค่อยได้แล้ว)

เดือนพย ไปนับสต๊อกที่ Montgomery Alabama สองวันเลยได้เที่ยวบ้างไรบ้าง
เดือนเดียวกันช่วง Thanksgiving ก็ไปหาเพื่อนที่นิวยอร์คอยู่ไปประมาณห้าวันได้ ได้เจอเพื่อนสมัยมหาลัยด้วย ไปนั่ง Ferry ดูRockfeller ตามประสา นิวยอร์คเริ่มไม่ใหม่ แต่ดีที่ไปช่วง Thanksgiving เลยออกช้อปทุกวัน

ต้นเดือนธันวา ก็บินไป D.C. (อีกแล้ววว) คราวนี้ไปแบบแปลกหน่อย คือขับรถไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาว Amish ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดเทคโนโลยี ไม่มีมือถือ ไม่ใช้รถ บ้านไม่มีไฟฟ้า (ในอเมริกาก็มีด้วย)
แล้วก็ขับรถไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งคลอดลูกสาวที่ Philadelphia เลยได้กลับไปแตะๆอีกครั้ง

เดือนธันวาก่อนคริสต์มาสได้ไปทำงานที่ Miami, Florida พักโอเรียลเต็ลด้วยยย ^^ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำจ๊อบ IRM (ITaudit) ก็เป็นปสกแปลกๆดี

ช่วงคริสต์มาส ก็บินไป Fort Lauderdale แล้วก็ขับรถไป Key West จุดใต้สุดของอเมริกา

แล้วก็บินไป Puerto Rico ที่เป็น US Territories ได้ reunion เจอเพื่อนที่นั่นรวมทั้งหมด 17 คน (กรุ๊ปใหญ่มากกกก) ไป Bacardi museum, El yungue National Rain Forest, Ponce ชิมกาแฟเปอร์โตริโก้

กลับมาเดือนมคหลังปีใหม่ ได้ไปทำงานที่ Burlington, Vermont ท่ามกลางหิมะสูงเป็นฟุต อากาศติดลบ

หลังกลับเดือนมค ชีวิตดูจะเศร้าสร้อย เพราะทำงานนอกเมืองแต่ว่าไม่ค้างคืน เลยต้องไปกลับวันละ 90 ไมล์ ช่วงเดือนนี้เลยแอบหมดแรง

เหลือเดือนกพ กับมีนา ถ้าดูตามแพลนแล้วก็คงจะไม่ได้ไปไหนไกลแล้ว ทำงานในเมืองเนี่ยแหละ แล้วก็คงเริ่มแพคของแล้ว

ไว้วันหลังจะมาเขียนเก็บความทรงจำเพิ่มอีก :)

Friday, December 14, 2012

You rock it! Miami

อาทิตย์หน้าโดน book ไปจ๊อบคนเดียวอีกแว้วววว

ดีใจที่เป็น Advisory Project ซึ่งเป็นงานที่เราทำซะส่วนใหญ่ตั้งแต่มาเหยียบอเมริกา

นับๆดูทำงานออดิทไม่ถึงห้าจ๊อบด้วยซ้ำ ที่เหลือเป็นโปรเจคแบบ random (ภาษาไทยเรียกไก่กา) เพิ่มภูมิต้านทานภาษาอังกฤษให้กับกะเหรี่ยงอย่างเราได้เป็นอย่างดี

โปรเจคหน้าค่อนข้างเจ๋ง และ out of comfort zone ทีเดียว เพราะต้องไปในฐานะ IT Audit!!
ถึงแม้ว่าสิ่งที่จะไปตรวจสอบนั้นเกี่ยวกับบัญชีอยู่บ้าง แต่โดยเนื้อหาแล้วก็ต้องไปตรวจพวก coding, configuration อะไรประมาณนั้นด้วย

ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะไม่เคยทำ แต่ก็อยู่บนความคาดหวังที่จะต้องทำให้ได้

สิงที่ได้มาโดยการแลกกับความตื่นเต้นครั้งนี้คือจะได้บินไปทำงานที่ Miami เมืองสวาทหาดสวรรค์ของชาวฟลอริด้านั่นเอง

จะได้พักโรงแรมติดหาดที่ Mandarin Oriental ด้วยยย วี๊วววว

ส่วนออฟฟิศลูกค้าจริงๆ แล้วอยู่ที่ Fort Lauderdale ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศเหมือนกัน อยู่ประมาณสามสิบนาทีจากไมอามี (คนเลยรู้จักไมอามีมากกว่า)  ก็จะได้พักโรงแรมติดหาดเหมือนกัน

คิดถึงเรื่องเที่ยวแล้วก็ล่องลอยไปหน้าหาดแล้วตอนนี้

แต่คิดถึงเรื่องงานก็สลดเล็กน้อย ที่ต้องไปทำงานคนเดียว วันนี้ก็ส่ง meeting request ไปให้ลูกค้า (ซึ่งไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ) แล้วสิริรวม 7 คน คนละหนึ่งชั่วโมง โดยต้องคุยให้ครบภายใน 3 วัน -_-"

จะมีเวลาไปชิลริมหาดมั้ยเนี่ยยย แต่แค่ได้นอนโรงแรมเก๋ๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ได้ลองงานใหม่ก็น่าจะทำให้หายเบื่อแล้วล่ะ

Thursday, December 6, 2012

เมื่อคอนโดใหม่มีเรื่องโดนงัด (อีกแล้ว)

เมื่อสองสามวันก่อน ที่คอนโดใหม่ที่เราอยู่มาได้ประมาณสามเดือน มีเมลหาลูกบ้านทุกคนแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น ว่ามีห้องนึงโดนงัดเข้าบ้าน ถูกขโมยของไปตามระเบียบ เจ้าของห้อง (ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร หรืออยู่ชั้นไหน) บอกว่าโดนขโมยพวก Jewelry ไป รายละเอียดบอกว่า โจรที่มันมามาตอนกลางวัน เพราะส่วนใหญ่คนอยู่คอนโดก็เป็นพวกพนังกงานออฟฟิศ 8-5 กันทั้งนั้น

เค้ากะเวลาว่าน่าจะเข้ากลางวันแน่นอน เพราะเจ้าของห้องไม่อยู่ช่วง 8.30-5.30  วิธีที่มันทำคือมันเอาตาแมวออกเพื่อมองว่าไม่มีคนอยู่ในห้อง ??!!  เนื้อความใน email จากออฟฟิศก็แนวว่าให้ระวังคนเข้าคนออก อย่าเปิดประตูให้ใครเข้าสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเห็นใครทำตัวแปลกๆ หรือดูเหมือนพยามแอบเข้า ดูไม่น่าไว้ใจให้แจ้งตำรวจ หรือ Front Desk

ความเดิมที่เรามีประวัติแนวนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะระแวงขึ้นมานิดส์นึง ภาพเก่าก็ Flashback ขึ้นมา
(แต่ก็นั่นแหละ ยังกินได้นอนหลับ เหมือนไม่มีอะไร)

ติดตามอ่านเรื่องที่เคยเกิดขึ้นได้ที่  เหตุการณ์โดนโจรปล้น บุกประชิดตัว

ทีนี้ก็เลยได้ทีลองกลับไปเช็คพวก crime map อีกครั้ง
(เพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าแต่ละเขต หรือแต่ละรัฐก็จะมีคนละเวบกัน ไม่ได้แชร์กัน)

เวบนี้เป็นเวบของ county หรือเขตของเรา คือ SportCrime สำหรับเวลามีเรื่องอาชญากรรมเกิดขึ้น คุณตำรวจก็จะมีพวกเลขคดี ที่เกิดเหตุ และลักษณะอาชญากรรมแบบย่อๆ ตามแผนที่ เพื่อให้เราเข้าไปเช็คได้ ว่าถิ่นที่อยู่ที่เราอยู่นั่นมีอาชญากรรมอะไรบ้างมั้ย



ที่เห็นขึ้นมาคือถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของเรา ไม่มากไม่น้อย 51 คดีภายในหกเดือน (ถึงแม้จะเป็นถิ่นที่ค่อนข้างสมฐานะราชนิกูลแล้วก็ตาม 555) แต่เท่าที่ดูก็เป็นคดีลักทรัพย์ ย่องเบาซะส่วนใหญ่

มาดุ Downtown ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งธุรกิจกันบ้าง  ในช่วงเวลาเดียวกันมีเกิดคดีทั้งหมด 97 คดี
(แต่พื้นที่ downtown เล็กกว่ามาก) เค้านึงว่ากันว่า downtown Atlanta ค่อนข้างอันตราย

อ้อ ไอ้รูปคนเดินๆ เนี่ยหมายถึง Theft หรือ การลักทรัพย์ขโมยแบบไม่มีคนเห็น หรือเจ้าของไม่ได้อยู่ตรงนั้น  ส่วนรูปตัวดำๆถือถุง คือ Robbery หรือ การปล้นหรือขู่กรรโชกเพื่อเอาของไปในขณะที่เจ้าของอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ทำร้ายร่างกาย  ส่วนรูปกำปั้นคือเจ้าของโดนเลยแหละ


กลับไปย้อนดูถิ่นที่เราเคยอยู่ อยู่มาจะปีนึงก็ได้ยินข่าวว่าโดนย่องเบาบ้าง ไม่ได้ใส่ใจอะไรจนมันเกิดขึ้นกับตัวเอง  ตอนเกืดเรื่องกับเราเมื่อเดือนกันยายน เราเช็คแผนที่จากเวบเดียวกันนี้กลับไปหกเดือน ก็ไม่ได้มีหนาตาน่ากลัวอะไร (แต่ไม่ได้คลีนเหมือนที่อยู่ปัจจุบัน)

แต่ตอนนี้สิ.... พรวดเป็นดอกเห็ด มันดูจะน่ากลัวเกินไปมั้ยนะ กับช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา
เห็นจาก map แบบนี้คงไม่กล้าอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันเงียบสงบ ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว ไม่ได้แบบเดินไปแล้วต้องพกปืนอะไรแบบนั้นนะ -_-"  ส่วนใหญ่ก็คือเรื่องย่องเบาเนี่ยแหละ ดูได้จากสัญลักษณ์ที่เป็นที่ปิดหน้าโจร  ส่วนรูปรถคือกรณีถูกงัดรถ แงะรถ  รูปมือที่ทำกำปั้นคือ Battery Charge หมายถึงโดนทำร้ายร่างกาย ประชิดตัว ทำนองนั้น

ช่างเป็นเมืองที่น่ากลัวเหลือเกิน T_T แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะ Atlanta เป็น 1 ใน top5 ที่ถูกจัดให้เป็น Dangerous City ที่สุดมาหลายปีติดแล้ว




เราว่าที่ area เดิมที่เราอยู่มีสถิติที่สูงกว่า เพราะ

1) เป็น ถิ่นสำหรับ apartment ให้เช่า คือทั้งถนนเนี่ย เป็น Apartment complex ทั้งหมด แล้วก็คั่นด้วย supermarket/ ร้านอาหารบ้างเท่านั้น  แล้วพวกนี้คือไม่มีการขายขาด เจ้าของ apartment มีรายได้จากการปล่อยเช่าเท่านั้น ในขณะที่สัญญาก็จะมีอายุสั้นมากคือภายใน 1 -3 ปี คนเลยย้ายเข้าย้ายออกตลอด

2) ราคาไม่แพงมาก เพราะไม่ได้อยู่ส่วนที่เป็น metro งั้นก็คงปฎิเสธไม่ได้ ว่า ของแพง ย่อมมี "แนวโน้ม" ที่จะดีกว่า การจ่ายค่าเช่า หรือค่าบ้านที่แพงกว่า อาจเป็นแนวโน้มของความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า (แต่ไม่เสมอไป)

3) ผู้อยู่อาศัย สิ่งที่เราเห็นต่างกันเลยคือ ทีเดิมของเรามีคนเม็กซิกันเยอะมาก ไม่ได้ดูถูกหรือ Racist อะไรแต่อย่างใด เพียงแต่โดยรวมประชากรชั้นแรงงานใน Atlanta คือคนเม็กซิกัน หมายถึง ทำร้านอาหาร ทำงานเป็น maid ใช้แรงงาน ค่าจ้างรายวันอะไรประมาณนี้นะ (โดยส่วนใหญ่)
คอนโดใหม่ของเราเลยแทบไม่เคยเห็นคนเม็กซิกันเลย

แต่ถามว่าคนดำน่ากลัวไหม? แล้วเรากลัวไหม? เพราะคนที่เคยเข้ามาปล้นเราเป็นคนดำ

คอนโดใหม่เราก็มีคนดำ เราว่ามันกลายเป็น blend ที่เลี่ยงไม่ได้ในสังคมอเมริกัน ถึงแม้สัดส่วนคนขาวที่คอนโดใหม่จะเยอะกว่ามากๆ แล้วก็ดูมีคนแต่งตัวดีๆ เป็น yuppies (อารมณ์ white collar) อยู่มาก ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเค้ารายได้ดี ไม่มีหนี้ ประวัติใสสะอาดนินา

มันแสดงให้เห็นว่า area ที่เคยโอเค กลับน่ากลัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คนที่เคยอยู่กันสบายๆ กลับมีโจรมาเยือนเยอะขึ้น ? คนจน คนตกงานมีมากขึ้น?


จริงๆแล้วอย่างคอนโดที่เรามาอยู่ใหม่ก็จัดว่าเป็น luxurious condo ได้ในระดับนึงเลยล่ะ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของซื้อขาด ระบบ Security ก็มี key card, ที่จอดรถใต้ตึกก็ต้องมีรีโมท และมีลูกกรงกั้น
ส่วนคนแปลกน้าถ้าไม่มีคีย์การ์ดก็จะเข้าฟิตเนส เข้าไปสระว่ายน้ำ เข้าโซนห้องอยู่อาศัยไม่ได้ มี Front Desk เฝ้าที่ลอบบี้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ดูเหมือนทุกอย่างน่าจะดี แล้วจากคุณลุงเจ้าของห้องที่ให้เราเช่าห้อง (ซึ่งเป็นคนไทย) เค้าก็บอกว่าซื้อคอนโดมาสองสามปี ไม่เคยได้ยินข่าวอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย

เราก็นะ พาความโชคร้ายมาให้คอนโดนี้ป่าวว๊าาา

Tuesday, November 27, 2012

Approaching the last periods

ตอนนี้เพื่อนๆ ทุกคนที่มาเริ่มงานที่อเมริกาพร้อมกันก็เริ่มนับ count down กันแล้ว ถึงแม้จะมีเพื่อนบางส่วนที่ตัดสินใจ extend ต่อไปอีกถึงปี 2014 แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ขออยู่ต่อ (ด้วยเหตุผลส่วนตั๊วส่วนตัว 555)

น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะออฟฟิศ Atlanta เป็นหนึ่งในออฟฟิศที่อยากให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างเราอยู่ต่อ ตอนแรกๆ Resource Planning Team เค้าก็ถามเหมือนกันว่าอยากต่ออีกซัก YE มั้ย เพราะก็ดีสำหรับเค้าที่ไม่ต้องหาเด็กใหม่มาทำจ๊อบ แต่เราว่ากลับบ้านดีกว่า เที่ยวก็ค่อนข้างพอแล้ว เงินก็เก็บได้พอควรแล้ว ช๊อปจนหมดมุก (หมดเงินมากกว่า) แล้ว ก็น่าจะ fulfill ความฝัน สนอง need ได้ในระดับหนึ่งกับเวลาเกือบสองปีที่นี่

เพื่อนสนิทของเราเป็นคนสิงคโปร์ จริงๆอยู่ออฟฟิศบ้านนอก แต่สุดท้ายก็คุยจนได้ย้ายไปอยู่ NYC แล้ว และที่สำคัญได้อยู่กับแฟนด้วย >_<  แต่เราไม่มี mode แบบย้ายไปอยู่กับใครนิหน่า อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบต่อไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนที่ hang out ด้วยก็ทยอยกลับบ้านคงไม่สนุกเท่าไหร่

Thanksgiving ที่ผ่านมาไปหาเพื่อนที่นิวยอร์ค สภาพชีวิตชาวเมืองช่างแตกต่างกับเรายิ่งนัก ทำงานกันจนดึกดื่น (หรือเราเองที่ไม่เครียด) ไม่ค่อยมีใครได้ไปทำอะไรตอน weekend เท่าไหร่ เพราะต้องทำงานที่ค้าง แล้วการใช้ชีวิตก็แพงแสนแพง ไม่มีรถขับ ที่พักเล็กๆ ทุกคนแออัดเบียดเสียด

โอ้ยยย ไปมาห้าวันรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตเมืองเหลือเกิน (อีบ้านนอกอย่างเรา 555) ลืมไปว่ากลับไปเมืองไทยก็ต้องไปเบียดกับผู้คนบน BTS ต้องแย่งขึ้นรถเมล์ ขับรถก็ต้องแย่งถนน แย่งพื้นที่หายใจ แย่งร้านกินข้าว เราอยู่สบายๆมาจะสองปีเนี่ย มัน spoil ชีวิตเรามากๆเลยนะเนี่ย

ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบ Atlanta เท่าไหร่ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไร (และไม่มีใคร) อยู่ที่นี่นัก แต่พอไปเมืองที่วุ่นวายกลับมา Atlanta ก็เริ่มเห็นข้อดีของเมืองนี้ไม่น้อยแฮะ ก็เมืองที่เราอยู่


  • ไม่มี hurricane Sandy ที่ต้องตัดไฟ ทำงานไม่ได้เป็นอาทิตย์
  • ไม่มีหิมะ ลูกเห็บ ให้รู็สึกหนาวจับใจ โดยเฉพาะเวลาต้องเดินกลับบ้านจาก subway
  • มีรถให้ขับร้านค้าห่างกันแค่คืบ ก็ขับรถ ไม่เดินเสียล่ะ (ขี้เกียจ) 
  • ไม่ต้องแบกคอมขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย อยู่ Atlanta แบกคอมจากรถขึ้นไปออฟฟิศเท่านั้นเอง
  • มี Chick-Fil-a ให้กิน กลับไปเมืองไทยคงคิดถึง milkshake น่าดู
  • มี Grocery stores/ Walmart เต็มไปหมด เมืองใหญ่ๆ ของก็แพง มีให้เลือกน้อย แถมเวลาซื้ออะไรต้องหิ้วแล้วเดินกลับบ้านเองอีก (มาแนวขึ้เกียจอีกแระ)
  • ชีวิตไม่เร่งรีบ เข้างาน 8.30-9am ลูกค้าเลิกงานกันไม่เกิน 5.30pm ทำงานไม่ดึกถึงขั้นตีๆ หรือโต้รุ่ง
  • มีรถไฟฟ้า และรถเมล์ใช้ แต่ก็ไม่สับสนเยอะเกินเหมือน โตเกียว หรือนิวยอร์ค (ซับซ้อนน้อยกว่า BTS อีกแน่ะ)
จริงๆลิสต์มาดูเหมือนจะหาข้อดีอะไรอื่นนอกจากความสะดวกสบายไม่ได้เลย

ดูเหมือนจะติดสบายจริงๆแล้วสินะ เรา! -_-"


Wednesday, November 14, 2012

Penpal

เพื่อนทางจดหมาย...

เมื่อปีที่แล้วไปทำจ๊อบที่ Ohio เป็นจ๊อบชั่วคราวที่ไม่ใช่ของออฟฟิศเรา ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ manager เด็กๆ จากหลายๆออฟฟิศที่ทุกคนต่างก็รู้ว่านี่เป็นวาระ "ขาจร" เท่านั้น จนถึงตอนนี้ก็เวียนมาบรรจบครบหนึ่งปีพอดี (เร็วมากกก) คนที่เคยทำจ๊อบนั้นกว่าครึ่งลาออกไปทำอย่างอื่นกันหมดแล้ว เช่น Senior Manager ที่เคยทำงานด้วยทั้งหมด 4 คน ตอนนี้เหลืออยู่คนเดียว  Senior ที่ทำงานด้วยประมาณ 6 คน ตอนนี้ก็เหลือคนเดียว ไม่นับรวมถึงเด็กๆ ระดับปีหนึ่งปีสองต่างก็กระจัดกระจายกันไปตามวาระและโชคชะตา

วันนี้อยากจะเขียนถึงเพื่อนคนนึงที่มิตรภาพของเราสองคนตลกดี เหมือนในการ์ตูน หรือนิยายเลย
เพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายชาวฝรั่งมาจากออฟฟิศอลาสก้า แว๊บแรกที่ได้ยินว่าเค้ามาจากออฟฟิศไหน ทุกคนก็ต่างอยากเข้าไปคุยกับเค้าว่า เฮ้ย เห็นหมีขาวทุกวันมั้ย หนาวมากมั้ย นู่นนั่นนี่ แต่เค้าเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งเอาซะเลย แทบไม่เคยเห็นเค้าเริ่มการสนทนาคุยกับใครก่อนยกเว้นเรื่องกีฬาตามประสาของคนที่นี่ เราทำงานด้วยกัน นั่งข้างๆกันเรียกว่าเก้าอี้ถัดกันเลยทีเดียวอยู่ด้วยกันเกือบสามเดือนแต่คุยกันน้อยมากกกก ไม่นับรวมถึงเรื่อง hangout นอกเวลางานว่าไม่เคย นอกจากมี team dinner

ความเห็นของเรา เค้าเหมือนเจ้าชายเย็นชาในการ์ตูนเลย ที่แบบไม่ค่อยพูดกับใคร เย็นชา ดูมีความลับอะไรทำนองนั้น เพียงแต่เค้าไม่ได้หล่ออะไร 555 แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้องด้วย (นี่ไม่ใช่เรื่อง The Letter)  ทำงานด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จับประเด็นแค่ว่า เค้าเลือกไปอยู่อลาสก้าเอง เพราะอยากอยู่เงียบๆคนเดียว (ว่าแล้วไง เป็นพวกแอนตี้สังคมปะนั่น) แล้วเสาร์อาทิตย์งานอดิเรกของฮีก็คือไปคาสิโนเล่นได้บ้างเสียบ้าง ไปท่องเที่ยว (คนเดียว)  คนในจ๊อบเค้าเลือกพักโรงแรม A กัน ฮีก็จะพักแต่โรงแรม B ไม่สนใจใคร ตอนกลางวันเค้าออกไปกินข้าวกัน ฮีก็ประหยัดตัง กินแซนด์วิชกับ turkey ham จันทร์ถึงศุกร์ เหมือนเดิมทุกวัน -_-"

พอจบจ๊อบก็คิดว่าเราคงจบและจากกันไป คงไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว เพื่อนบางคนที่สนิทกันที่จ๊อบก็จะ add Facebook กัน ถึงจะอยู่คนละออฟฟิศและไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว แต่ก็ยังพอเผือกผ่าน FB ได้

แต่น่าแปลกที่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่เราสองคนเริ่มเขียน email หากัน (โดยใช้เมลบริษัท -_-") เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาทั่วไป เช่น ตอนนี้ทำจ๊อบไหน ไปเที่ยวไหนบ้าง วันหยุดจะไปไหน ใครอยากจะเล่าอะไรก็เล่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเมลสั้นๆ สองถึงสามบรรทัด หรือ 1-2 paragraph ตามโอกาส

เรื่องที่แปลกกว่านั้นคือ เราไม่ได้เมลหากันบ่อย ทั้งๆที่ต่างคนก็ต่างมี office communicator (คือโปรแกรมแชทในออฟฟิศ) ซึ่งทั้งเราและเค้าก็เป็นพวกที่ออนไลน์กันตลอด แต่ไม่มีใครคิด add ใคร
ไม่เคยขอ Facebook ไม่เคยแชทผ่าน iphone (ถึงทั้งเราและเค้าจะมี iphone และส่งข้อความกันฟรี)
ไม่เคยโทรคุยกัน ไม่เคยขอเมลส่วนตัว

และที่แปลกที่สุดคือ เวลาที่เราทั้งสองคนเจอเรื่องร้ายๆ จะเป็นช่วงที่เราหรือเค้าส่งเมลหากันพอดี ทั้งๆ ที่เมลหากันแค่เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้งเท่านั้น (และไม่ได้คุยแบบสนิทกันเสียเลย)

ครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้าช๊อกมาก ที่วิ่งอยู่ที่ฟิตเนสโรงแรม แล้วคนข้างๆ ล้มลงหัวใจวายตาย O_O

อีกครั้งนึง เค้าบอกว่า เค้ามัวแต่ยุ่งๆ ไปงานศพพ่อ!! เฮ่ยยย

ส่วนเรา หลังจากที่เกิดเรื่องโดนโจรบุก หลักจากนั้นไม่กี่่วันเค้าก็เมลมาถามว่า เป็นไงบ้าง ไม่ได้เมลหานาน เลยอยากจะลองถามดูว่าทุกอย่างโอเคมั้ย

มันเหมือนมี sense of friendship หรืออะไรแปลกๆ ซักอย่าง ที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนเป็นมุมเล็กๆ เป็นคนๆนึง ที่เราไม่ได้อยากรู้จักเค้าไปมากกว่านี้ ไม่ได้อยากสนิทมากกว่านี้ แต่ก็ยินดีที่จะแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้างตามประสา  เราว่ามันเป็นภาพหนึ่งของความทรงจำที่น่ารัก แล้วก็สวยงามดี

ใครเคยมีอะไรแบบนี้บ้างไหม?

มันไม่ใช่ความรัก หรือความโรแมนติก หรือมิตรภาพที่หยั่งลึกอะไร แต่มันเหมือนเป็นคนไกลๆ ที่อาจจะมีอะไรบางอย่างเหมือนกัน

ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิตนี้ แต่ก็ดีใจที่เราได้เป็น "เพื่อนทางจดหมาย" กันนะ!

Thank you!

Wednesday, November 7, 2012

Are you Democrat or Republican?

เข้าหัวเรื่องการเมืองเสียหน่อย ช่วงนี้กำลังฮอต

จริงๆ เราจัดเป็นประเภทด้อยประสบการณ์ อ่อนความรู้ด้านการเมืองมากกกกก

ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ขนาดบ้านเมืองตัวเองยังไม่ค่อยจะรู้อะไรเท่าไหร่เล้ยย ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้ซึมซับเข้าสมองแม้แต่น้อย ไอ้เรื่องชื่อ รมต ใครคุมกระทรวงไหนอะไรยังไง แบบที่ปะป๊าเราจำได้ซะแม่นยำไม่ว่ากี่สมัยต่อกี่สมัย ส่วนตัวเรานั้น อย่ามาถาม ไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ

การเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เปลี่ยนบ่อยจนขี้เกียจติดตาม ติดตามแล้วก็ไม่รู้สึกว่าได้อะไรขึ้นมา

พอมาอยู่อเมริกา ก็จะเหลือเรอะะะ  ที่เค้าฮิตๆ กันช่วงนี้จริงๆก็เกือบไม่ตามกระแสแล้ว แต่เรื่องน่าโมโหมันคือ ช่วงนี้เริ่มติด Series ตั้งแต่มีทีวีดู ก็จะดู ABC เป็นประจำ

อังคารที่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาดู Private Practice เต็มที่ เปิดมาา ผ่างงงงง กลายเป็น Vice Presidential Debate ซะงั้น พอเปิดทีวีแล้วก็ขี้เกียจปิด เลยดูว่าเค้าคุยอะไรกัน ปรากฎว่าฟังไปซักพักก็น่าสนุกดี เค้าก็ Debate กันมันส์มากก เหมือนโต้วาทีสมัยเรียนเลยแฮะ ^^"

พอดูจบก็เลยหาข้อมูลจาก Wikipedia เล็กน้อยเพื่อ wrap-up ว่าประเด็นมีอะไรบ้าง แล้วก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมา ว่า ถ้าเราเป็นคนอเมริกัน มีสิทธิ์โหวตเนี่ย เราจะเป็น Democrat หรือ Republican กันน๊า??

ก่อนอื่นมาดูคนอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐที่เราอยู่ ว่าเค้านิยมฝั่งไหนกันบ้าง

อย่างรัฐ Georgia ของเรา ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็น สีแดง Republican แน่นอน รวมถึงรัฐโซนกลางๆ เทือกป่าเขาลำเนาไพร ส่วนใหญ่จะเลือก Republican เป็นสีแดง ประเทศนี้เค้า แดง น้ำเงิน เนอะ ไม่ใช่ เหลือ แดง หุหุ

พออ่านดูแล้วก็เลยไปทำ quiz มากมายที่มีอยู่ตามเนต ที่จะช่วยทดสอบว่าเราเป็น Democrat/ Republican

ใครที่สับสนว่าใครเป็นใคร ถ้า Democrat ให้นึกถึงหน้า Obama ไว้
ส่วน Republican ก็ให้นึกถึงหน้า Josh Bush, Mitt Romney  ประมาณนั้น

ตัวแบ่งแยกที่ค่อนข้างชัดเจนเช่น

การทำแท้ง
ถ้าคุณเห็นด้วย เรื่องการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ว่าแม่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำแท้ง หรือไม่ทำก็ได้ (เพราะเชื่อว่า เป็นสิทธิของผู้หญิงทุกคน) เช่น ถ้าเราคิดว่ามีลูกตอนนี้ไม่พร้อม ยังเรียนไม่จบ ทำให้เสียอนาคต แล้วไม่ได้รู้สึกผิดบาปกับการทำแท้ง หรือกรณีที่แย่มากๆ เช่น อัลตร้าซาวน์แล้วรู้แน่นอน ว่าลูกเกิดมาปญอ พิการ หรืออาจจะเป็นผักไปตลอดชีวิต เกิดมาสามปีก็น่าจะตาย (เช่นพวกปัญหาพันธุกรรม) ก็น่าจะอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย ก็จะไปฝั่ง Democrat

แต่ถ้าคุณเชื่อว่า การทำแท้งควรทำเมื่อมีเหตุจำเป็นสุดๆ เท่านั้น เช่นถ้าไม่ทำแล้วแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือว่า ตั้งครรภ์เพราะโดนข่มขืน ถ้าคุณมีความเห็นแนวนี้ (ใกล้เคียงศาสนาพุทธเนอะ) ก็จะเป็นฝั่ง Republican

อนึ่ง กฎหมายทำแท้งของอเมริกาตอนนี้ก็ค่อนข้าง strict อยู่เหมือนกัน จริงๆ แล้วการทำแท้งที่ถูกกฎหมายสำหรับทุกรัฐ คือกรณี โดนข่มขืน หรือเป็นภัยต่อแม่เท่านั้น

การพกปืน
ถ้าคุณเห็นว่าการพกปืน ควรมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใครทุกคนก็มีปืนได้ คุณน่าจะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะพกปืน เพื่อปกป้องชีวิต และครอบครัว ภายใต้การถือปืนอย่างถูกกฎหมาย คุณก็จะเป็นแนว Republican

Same sex marriage
ถ้าคุณเห็นว่าเพศที่สาม หรือเกย์ หรือเลสเบี้ยน ก็น่าจะมีสิทธิเท่าเทียมในการแต่งงาน อยู่กินกันอย่างถูกกฎหมาย (เช่น ถ้าคนนึงตาย อีกคนก็ได้มรดกแบบถูกกฎหมาย) หรือการหักลดหย่อนภาษีของคู่สามีภรรยา ก็น่าจะให้ ญรักญ ชรักช มีผลบังคับได้ด้วย คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า เฮ้ย แต่งงานก็ต้อง ญช เท่านั้นสิ จะผิดธรรมชาติได้ไง (แถมเปลืองภาษีเพิ่มขึ้นด้วย) คุณก็จเป็น Republican

การศึกษา
ถ้าคุณเห็นตามที่เป็นมาว่า เด็กๆ ก็ต้องเรียนใกล้บ้าน ถึงจะได้เรียนฟรี ได้เงินสนับสนุน (แล้วบางทีพ่อแม่ก็ต้องดิ้นรนย้ายบ้านย้ายช่องเพื่อให้ลูกได้เข้ารร ดีๆ) ถ้าอยากเรียนเอกชน ก็เรียกว่าเป็นทางเลือกที่พ่อแม่ยอมจ่ายตังเพิ่มเอง คุณก็น่าจะเป็น Democrat แต่ถ้าคุณเห็นว่า พ่อแม่น่าจะมีทางเลือก เช่น ได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าเลือกเรียนเอกชน หรือจะเป็น Home school หรืออะไรก็แล้วแต่ ควรเป็นทางเลือกของพ่อแม่ ไม่ใช่รัฐบาลบังคับ คุณก็น่าจะไปแนว Republican

Affirmative Policy
ถ้าคุณคิดว่าสังคมเรา การรับคนเข้าเรียน เข้าทำงาน ควรจัดโควต้าให้บ้าง เช่น ให้ชนกลุ่มน้อย (อีกะเหรี่ยงอย่างเรา) หรือให้ โควต้าผสมระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย ในองค์การ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และให้โอกาส คุณก็จะเป็นแนว Democrat แต่ถ้าคุณคิดว่า ใครดีใครได้ ถ้าคุณไม่เก่งพอ ก็ไม่ต้องทำงาน การที่ต้องมาแบ่งโควต้าสำหรับผู้หญิง สำหรับชนกลุ่มน้อย ก็เป็นการปิดโอกาสคนที่มีความสามารถไป (อืมม อันนี้ก็มีเหตุผลนะ สมมติว่า ออฟฟิศรับพนงใหม่ 10 คน โควต้า ชายครึ่ง หญิงครึ่ง แต่ว่ามีแต่ผู้หญิงที่ทำคะแนนได้น้อยกว่า ถ้าเราเป็นผชคนที่ 6 แล้วต้องเสียสิทธิให้คนที่เก่งน้อยกว่า เพราะเค้าเป็นผู้หญิงจะรู้สึกยังไง)  ถ้าคุณคิดว่าคนเราควรมีสิทธิเท่าเทียม คุณก็น่าจะเป็น Republican

เรื่องการเมืองไม่ค่อยสน ใครจะบุกใครก็ช่างแม่มมมม แหะๆ

นอกน้นก็มีเรื่องนโยบายการขุดเจาะน้ำมัน นโยบายเพิ่มลด Deficit นโยบายภาษี ฯลฯ
ขอบอกว่ามันส์ส์ส์

ถ้าใครอยากรู้ก็ลองทำ quiz ดู เช่น
http://politicalquiz.net/  อันนี้ค่อนข้างดีเลย ไม่ใช่บอกแค่ว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่วิเคราะห์ด้วย ว่ามุมมองการเมืองเราเป็นแนวไหน
http://www.gotoquiz.com/republican_or_democrat_1
http://www.selectsmart.com/plus/select.php?url=americanpolitic

หันไปถามเด็กในจ๊อบข้างๆ เด็กมันตอบหน้าตาย ว่า I เป็น Republican แล้วคนส่วนใหญ่ในรัฐนี้ก็เป็น (อย่างไม่ต้องสงสัย)


แต่ว่า ประกาศผลออกมาแล้วว่า Obama ชนะ ก็แห้วกันไป :(


จากที่เคยไกล ก็ใกล้นิดเดียว

จั่วหัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องความรัก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่อยากจะเขียนถึงเป็นเรื่องงานล้วนๆเลย

อาทิตย์นี้เจอโรคเลื่อน เลยมีเวลาว่างไม่ต้องไปทำงานที่ลูกค้าสองถึงสามวัน ทาง Resource Planning Team ก็เลยจัดงานด่วนเพื่อไม่ให้กะเหรี่ยงอย่างเราต้องอยู่เดียวดาย

ปรากฎว่างานที่จัดให้ คือให้ไปนับ Stock จ้าา  สำหรับที่นี่การที่ให้ senior อย่างเราไปนับถือเป็นเรื่องแปลก เพราะการนับสต๊อกถือเป็นเรื่องสำหรับเด็กน้อยปีสองปีแรกเท่านั้น ถ้าใครได้เป็น senior แล้ว ก็มีหน้าที่วางแผน ติดต่อเด็กเท่านั้น แต่ในเมื่อศุกร์นี้เราว่าง แล้วคนขาดพอดี เค้าก็เลยจัดการส่งเราไป

เห็นชื่อลูกค้าแล้วตกใจ เป็นบริษัท FMCG บริษัทแม่อยู่สวิซ ที่ผลิตหลายอย่างตั้งแต่ กาแฟ นม ไอติม น้ำดื่ม (เออ น่าจะรู้แล้วนะว่าบริษัทอะไร) คราวนี้ได้รับมอบหมายให้ไปนับโรงงานผลิตน้ำ ที่ตกใจก็คือ
จริงๆแล้วออฟฟิศที่ Atlanta ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวกับบริษัทนี้ ออฟฟิศที่ได้ทำการตรวจสอบจริงๆอยู่ที่ Connecticut แต่ด้วยความที่อยู่ไกลจากโรงงานซึ่งอยู่มาซะใต้เชียว ก็เลยมีการหยิบยืมสตาฟกันให้ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ที่สำคัญคือ บริษัทนี้เป็นบริษัทที่เราเคยตรวจสมัยอยู่เมืองไทย ย้อนกลับไปสามสี่ปีที่แล้วก็เคยมีได้ไปนับสต๊อกโรงงานผลิตน้ำเหมือนกัน

อยู่เฉยๆ ก็เลยนึกขึ้นมา ว่าสิ่งที่เคยมองมาจากไกลๆ สมัยทำอยู่ออฟฟิศที่เมืองไทย เคยคิดเคยสงสัย ว่าคนที่นี่เค้าทำงานกันยัง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทแม่ มีลูกมากมายอยู่ทั่วโลก ตอนเค้าวางแผน ทำ audit instruction มันเป็นสภาพแบบไหน ทีมงานใหญ่มั้ย ทำงานกันดึกมั้ย

ตอนที่อยู่เมืองไทย เคยอยากรู้ อยากได้มาสัมผัสมาพบเจอด้วยตัวเอง แล้วก็ดีใจจังที่ได้มีโอกาสมาเห็นมาสัมผัส เข้ามาใกล้ๆ ในสิ่งที่เราเคยคิดว่าไกลแสนไกล

พอมาเห็น ก็รู้สึกว่าระบบการทำงานเค้าแตกต่างกับของเราจริงๆ ระบบการคิดการจัดการ ก็เรียกได้ว่าต่างกันเป็นอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดเลยคือ การนับสต๊อกของที่นี่จะต้องมีการฝึกฝน! คือเด็กที่เข้ามาใหม่ๆ จะไม่มีให้ไปนับเองคนเดียว ออกจ๊อบคนเดียว แต่จะต้องให้ไปกับคนที่มีประสบการณ์ (อะไรจะขนาดน้านนน) หรือเรียกว่าไปทำการ shadow คือไปสังเกต เรียนรู้ตามรุ่นพี่นั่นเอง  แล้วการนับสต๊อกที่นี่ไม่ใช่เรื่องสนุกเหมือนเมืองไทยเลย เพราะมีความรับผิดชอบที่ตามมามากมาย ต้องทำ cut off, complete inventory count instruction, memo เก็บเอกสาร ทำทุกอย่างแต่ต้นจนจบจริงๆ รายละเอียดต้องเก็บครบ ว่าก่อนนับ เวลานับ หลังนับ ตาม instruction เป๊ะๆ

กว่าจะได้ไปนับกันแต่ละงานต้องมีการคุย brief งาน ว่า จะนับอะไร กี่ชิ้น นับอันไกน เจอใครบ้าง ต้องไปถามอะไร ละเอียดมากกกกก

นึกถึงสมัยที่เราเป็นเด็กๆ ที่นับสต๊อก ไปแค่นับๆ แล้วกลับ พี่ senior/ in-charge ก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวพี่จัดการเอง นึกถึงตอนนั้นแล้ว โหหห ทำกันไปได้เนอะ

อีกอย่างที่ชอบก็คือ ชอบการประชุม และ planning ที่นี่จัง เราอาจจะแปลก เพราะชอบทำ planning มากกว่าการลงมือทำเพื่อหาความท้าทายตื่นเต้น ถ้าเป็นเรื่องงานก็อยากจุะรู้ทุกอย่างล่วงหน้าให้มากที่สุด พอมาที่นี่ทุกทีมจะมีการวางแผนงาน มี partner manager เข้ามาพูดคุยเป็นชิ้นเป็นอัน manager เองก็ใส่ในในรายละเอียดค่อนข้างมาก ว่าอยากจะปรับปรุงอะไรตรงไหน ทุกคนรู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง เราชอบที่ manager ส่วนใหญ่เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำ planning ช่วยเรื่องการสัมภาษณ์ลูกค้า หลายๆชิ้นงาน  manager ก็ลงมือทำเอง เก็บรายละเอียดเอง ส่วน partner ส่วนใหญ่ก็สามารถเข้าไปพูดคุย ถามปัญหา ให้ตัดสินใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้เลย (ถ้าไม่บ่อยเกินไป)

เหมือนกับว่าการทำงานมันมีการ communication ที่ชัดเจน และเปิดเผยกว่ามาก และการที่เป็นแบบนี้ เราว่าเรื่องดราม่าเวลาประเมินผลมันก็น้อยลงด้วย ไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่น่าจะดราม่าเท่าเมืองไทยนะ :p

ส่วนเด็กๆ ก็ค่อนข้างทำงานกันรับผิดชอบมากทีเดียว อาจจะมีแอบทิ้งงานบ้าง แต่ถ้าจิกมันก็ทำ ส่วนใหญ่ก็เห็นเคารพ in-charge/ manager กันดี ความคิดที่เคยคิดว่าเด็กอเมริกามันคงพูดจาทำท่าทางข้ามหน้าข้ามตาไม่นับอายุ ก็ไม่เป็นเรื่องจริงเลย (เท่าที่เราพบเจอ)

ยังรู้สึกว่า Seniority มีทุกสังคม ทุกออฟฟิศ แต่มันเป็นความเกรงใจในแบบที่พอดี ไม่ใช่ความเกรงกลัว
อย่างเช่น manager ปฎิบัติกับลูกน้อง ก็พูดคุยได้ใกล้ชิดกว่า แต่ว่าเราก็ยังเกรงใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ห่างเหิน แต่ก็ไม่ได้เล่นหัว ความสัมพันธ์ระหว่าง manager กับ partner ก็เหมือนกัน คือมีความเกรงๆ เป็นอย่างมาก แต่ไม่มากถึงขนาดทำให้ปิดบังเรื่องต่างๆ หรือไม่พูดคุยกัน

เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งปีที่นี่แล้ว พอกลับไป ทุกอย่างมันก็คงกลายเป็นอดีตนั่นแหละ ที่เคยใกล้ ก็คงไกลห่างออกไปเรื่อยๆ แต่อย่างน้อยเราก็ยังยิ้มกับมัน ว่าวันหนึ่งวันนี้เราก็เคยมาอยู่ใกล้ๆ สิ่งที่เราคิดว่าไกลแล้วนะ :)

Thursday, October 11, 2012

After You-- Shibuya Honey Toast

อยู่เฉยๆ ก็อยากกิน Shibuya Honey Toast ของ After You ขึ้นมา

น่าแปลกที่กลับไปเมืองไทยเมื่อเดือนกันยาไม่นึกอยากกิน และไม่เคยอยู่ในลิสต์อาหารที่อยากกินอย่างเนื้อย่าง หรือ หอยลายผัดพริกเผา ทำนองนั้นเลย

แต่วันนี้อยู่เฉยๆ ก็อยากกินขึ้นมาแฮะ จริงๆ ทำขนมปังอบเนยราด maple syrup ก็น่าจะพอได้แฮะ เหมือนมีอุปกรณ์ในเมือครบทุกอย่างแล้ว เห็นทีจะต้องไปลองซื้อ Texas Toast มาลองทำดู

ควบคุมน้ำหนักทีไร อาการอยากขนมจะตามมาทันที >____<

ตอนนี้ออกกำลังกายจริงจังมาสองอาทิตย์ละ กล้ามแขนเริ่มขึ้น สู้เค้าต่อไป เพื่อแขนเฟิร์มๆ

Credit: google image link

Tuesday, October 9, 2012

ตอนที่ 2.3 ไม่เคยก็เคย กินแบบใต้ๆ สไตล์ นิวออลีนส์

New Orleans

เกิดมาเคยได้ยิน แต่ ปีกไก่นิวออลีนส์ ที่ขายที่พิซซ่าฮัท...



รู้ว่า Popeye มาจากนิวออลีนส์ เลยคิดว่าถ้ามานิวออลีนส์จะต้องมาชิมไก่ทอดให้ได้!



New Orleans เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในรัฐ Louisiana คนที่นี่เรียกย่อๆกันว่า NOLA (โนลา) มาจาก New Orleans, LA (ชื่อย่อรัฐ) ชื่อรัฐมีคำว่า หลุยส์ ก็น่าจะเป็นไกด์เล็กๆแล้วเนอะ ว่ารัฐนี้ได้อิทธิพลจากฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่เลยล่ะ

น่าแปลกที่เมืองนิวออลีนส์ดูเหมือนจะดังที่สุดสำหรับรัฐนี้ นักท่องเที่ยวก็มาเยอะที่สุด แต่ไม่ยักกะเป็นเมืองหลวง เมืองหลวงจริงๆคือ Baton Rouge ซึ่งแต่เดิมนิวออลีนส์ก็เป็นเมืองหลวง เมืองหลักล่ะ แต่ด้วยความที่เมืองโดนเฮอร์ริเคนกระหน่ำบ่อยมาก ก็เลยย้ายฐานราชการมาที่ Baton Rouge ซึ่งอยู่ประมาณ 40 นาทีจากเมืองนิวออลีนส์

ความพิเศษของนิวออลีนส์คือ เมืองทั้งเมืองมีกลิ่นอายฝรั่งเศสจ๋า เพราะได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแนวฝรั่งเศส ตามถนนหนทาง ก็จะมีรูป French Fleur-de-Lis  ที่เป็นสัญลักษณ์หลุยส์ เห็นได้ตามธง ตามเสาถนน ตามป้ายบอกทางต่างๆ


เราไปนิวออลีนส์สองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกไปทำกิจกรรมอาสาสมัคร ช่วยสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยจากพายุแคทรีน่า เมื่อปี 2005 โน่นแน่ะ คราวนั้นไปประมาณ 5 วัน ก็ได้เที่ยว highlights หลักๆ รวมถึงทัวร์จระเข้ ที่เป็นสัตว์ขึ้นชื่อของเมืองนี้ อีกครั้งก็ไปหาเพื่อนที่ Baton Rouge แล้วก็เข้าไป day trip ในเมือง ก็เลยเรียกว่าเที่ยวแบบ (เผินๆ) แต่ก็ค่อนข้าวทั่วแล้วแหละ

นิวออลีนส์กับจระเข้ 

มานิวออลีนส์ไม่ได้ทัวร์จระเข้ และไม่ได้กินเนื้อจระเข้ ก็เรียกว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์

ถามว่าทำไม จระเข้เยอะ? เนื่องจากนิวออลีนส์เป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นถ้วย คือทรุดตรงกลาง (เหมือนสงขลา) เวลามีพายุ น้ำทะเล น้ำหนุนจากแม่น้ำ Mississippi ก็จะมาเข้าสะสมจมที่ถ้วยใบใหญ่ใบนี้ นานๆเข้า ก็กลายเป็นอ่างทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า "Swamp" หรือหนองน้ำ ที่เต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์ ทั้งแมลง ยุง จระเข้ แต่จระเข้ที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราอะ บ้านเราเรียกว่า Crocodile แต่ที่นี่จะเป็น Alligator

google มา เค้าบอกว่า Alligator จะพบได้แค่ฝั่ง south east ของอเมริกา (คือแถบนิวออลีนส์เนี่ยแหละ) และบางส่วนในเมืองจีนเท่านั้น ในขณะที่ Crocodile จะพบได้ทั่วไป จุดเด่นของ Alligator ที่ต่างจาก crocodile ก็คือ เวลาที่ Alli ปิดปากจะปิดสนิท แต่ Croc จะมีฟันยื่นๆ ออกมา (น่ากลัววว)

ที่นี่มีเยอะ ก็เลยมีทัวร์แบบล่องเรือดู alligator เยอะแยะเลย  ที่สำคัญ Alli ที่นี่ชอบกินมาร์ชเมลโลด้วยแหละ เวลาไปทัวร์ล่องเรือ ไกด์ก็จะบรรยายไป จระเข้ก็จะว่ายสืบๆเข้ามา แล้วเราก็จะโยนมาร์ชเมลโลให้มันกิน ถามไกด์ เค้าบอกว่าจริงๆมันก็กินทุกอย่างอะแหละ ตั้งแต่เนื้อไก่ดิบๆ จนขนมอะไรก็ตาม แต่ที่นิยมให้มาร์ชเมลโล เพราะเค้าบอกกันว่าจระเข้มันตาไม่ค่อยดี ให้มาร์ชเมลโลมันก็ลอยๆ ในน้ำ จระเข้จะได้ว่ายมากิน แล้วก็โชว์แขกไปในตัวด้วย

พอเสร็จจากทัวร์ก็ต้องเรื่องของกิน

มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มากิน Cafe Du Monde ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

คาเฟ่นี้เป็นแนวฝรั่งเศส อารมณ์นั่งจิบกาแฟ ฟังเพลงแจ๊ซ ของชื่อดังที่นี่ก็คือ โดนัทฝรั่งเศส จริงๆรสชาติก็คล้ายๆ ปาท่องโก๋แบบหวานบ้านเรา แต่มันจะไม่หวาน แล้วโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งแทน จิบกับกาแฟลาเต้ร้อนๆ ฟินสุดๆ สไตล์ที่โดดเด่นคือ พนักงานที่ร้าน ทั้งชายหญิงจะใส่เสื้อเชิ้ตขาว ผูกหูกระต่าย (ดูผู้ดีอย่างที่สุด) แล้วจะไม่รับบัตรเครดิต พนักงานจะรับเงินสดจากเรา แล้วเอาไปทอนที่แคชเชียร์

ร้านเต็มตลอดเวลา แย่งกันกิน แย่งกันนั่งเหลือเกิน ดังถึงขนาดมีขายสูตร ขายแป้งไว้ให้เอากลับไปทำกินเองที่บ้านด้วย ^^" แต่สำหรับเรา กินไปครั้งสองครั้งก็โอเคอะ ชอบปาท่องโก๋จิ้มนมข้นบ้านเรามากกว่า 5555



มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มาลิ้มลอง ไก่ทอดสไตล์นิวออลีนส์ ก็ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

ตอนมาครั้งแรก หาป๊อปอายใหญ่เลย คิดว่าน่าจะมีให้เห็นทั่วไป (แนวว่าไป แคนตัคกี้ ต้องเห็นแต่ KFC ไป San Francisco ต้องเจอ Swensens ) ซึ่งถือเป็น "ความเชื่อที่ผิดๆ" เพราะในนิวออลีนส์เอง แทบไม่มีร้านแฟรนส์ไชส์ไก่ทอดมากอย่างที่คิดเลย เอาเข้าจริง ถ้ามาให้ถึง ก็ต้องไปลองร้านไก่ทอดเจ้าเด็ด แบบ homemade เนี่ยแหละ ซึ่งมีอยู่หลายร้านมากกกกกกก

ไก่ทอดนิวออลีนส์แต่ละร้านก็จะสไตล์ไม่เหมือนกัน บางทีก็นุ่ม บางที่ก็กรอบ น้ำมันไก่กัดเข้าไปไหลเยิ้ม
ไปนิวออลีนส์สองครั้ง ก็มีโอกาสได้ลองประมาณ 4 ร้าน ก็ไม่ผิดหวังซักร้านเลย กินแล้วน้ำตาไหล T__T


มานิวออลีนส์ ถ้าไม่ได้มาลิ้มลอง Cajun Food ก็ถือว่ามาไม่ถึงนิวออลีนส์!!!

อาหารของที่นี่ก็จัดว่าใต้ แต่ในทำนองเดียวกันก็จัดว่ามีลักษณะพิเศษ ที่โดดเด่นและจำเพาะเจาะจงกว่ามาก ถ้าพูดถึงอาหารที่มานิวออลีนส์แล้วต้องกิน นอกจากเนื้อจระเข้ เปิปพิสดาร (เนื้อกระต่าย ตับกระต่าย ฯลฯ) ก็เห็นทีจะต้องเป็นอาหาร Cajun เนี่ยแหละ เค้าบอกว่า Cajun ซึ่งคน Cajun ก็เป็นพวก Acadian อพยพมาจากแคนาดา ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศส แล้วมาผสมกับคน Native American พื้นถิ่นออกมาเป็นอาหารจำเพาะ (งงมะ??)

มาดูหน้าตาอาหารกัน
1) broiled crawfish  หน้าตามันเหมือนกุ้งมังกรแบบย่อขนาด เห็นเผินๆก็คล้าย Lobster แต่จุดแรกที่ไม่ใช่เลย คือ Crawfish มันจับได้ตามหนองบึงเท่านั้น ออกจะเหม็นเดินหน่อยๆ ด้วยซ้ำ แกะเปลือกแกะกระดองออก (เหมือนเวลากินกุ้ง) ก็จะเหลือเนื้อเหมือนเนื้อกุ้งกุลาดำเล็กๆ เท่านั้น ส่วนหัวมันก็มีมันส้มๆ เหมือนกุ้งแม่น้ำบ้านเรา (แต่น้อย และไม่ค่อยมัน)  วิธีกินยอดฮิตที่นี่ก็มีสองอย่าง คือเอาไปลวกกับพวกเครื่องเทศ กินกันร้อนๆ จิ้มซอสพริก หรือไม่ก็เอาไปทำซุปข้นๆ เรียกว่า Crawfish Souffle  ส่วนตามร้านอาหารเช้าก็อาจจะเอาไปผสมกับ omelet บ้างไรบ้าง สำหรับเราที่ไม่ค่อยกินสัตว์น้ำจืด เราว่ามันเหม็นดินอะ ยกเว้นว่าไปร้านดังๆ ทำสดๆ ก็จะอร่อยอยู่บ้าง แต่โดยรวม ชอบกินกุ้งมากกว่า
2)  Dirty Rice ชื่อนี่น่ากินเหลือเกิ๊นนนนนน ชื่อมันก็บอกเนอะ ว่าข้าวออกมาคงดูสกปรกๆ ซึ่งก็จริงอย่างที่ว่า  มันเป็นการเอาเครื่องเทศสไตล์ Cajun คลุกกับเนื้อบดบ้าง ไส้กรอกบ้าง คลุกไปกับข้าว คลุกๆกันเข้าไป จะหนึบๆเหนียวๆ แต่อร่อยอย่าบอกใคร
3) Jambalaya  ชอบชื่อมันมากเลยยย เวลาอ่านแล้วรู้สึกสนุกอยากเต้น (เกี่ยวมั้ย) ก็อ่านตรงตัวว่า จัมบาลาย่า นั่นแหละ จริงๆ เราว่ามันก็คล้าย Dirty Rice อยู่นะ ในแง่คลุกๆ รวมๆ แต่ว่า Jambalaya มักจะไม่มีเนื้อบดที่ชัดเจน ดูไม่เละมาก ออกไปแนวข้าวผัดมากกว่า แล้วก็ใส่พวกมะเขือเทศเข้าไปด้วย เลยให้รสออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เค็มๆ มักจะคลุกกินกับไส้กรอก แล้วก็กุ้ง หรือซีฟู้ดส์ต่างๆ


3) Seafood Gumbo  นี่ก็เป็นอีกเมนูที่ชอบพูดชื่อมัน กัมโบ้ กัมโบ้ คล้ายแบงค์กาโม่ หรือบ๊ะโปว์ (ไม่เกี่ยวกันซักนิด)  กัมโบ้ จะออกแนวแกงกระหรี่ญี่ปุ่น แต่ว่าก็ไม่ใช่กลิ่นกะหรี่นำ มันเป็นเครื่องเทศสไตล์ Cajun อะนะ แต่แน่นอนว่ามีขมิ้นเป็นส่วนผสมหลัก แล้วก็พวกผงหอมใหญ่ ผงกระเทียม มักจะเอามาทำเป็นซุปข้นๆ หนึบๆ ใส่ไส้กรอกบ้าง ใส่ซีฟูดส์บ้าง เวลากินก็ราดข้าว เหมือนข้าวราดแกง เมนูยอดฮิตของนิวออลีนส์เลยล่ะ


อันนี้รูปอาหารรวมที่ไปกินมา
จะเห็นได้ว่าหน้าตาอาหารแตกต่างจากอาหารใต้ทั่วไปมากพอควร และนี่ล่ะ เป็นเสน่ห์ของการเยือนนิวออลีนส์

ถ้าไม่ใช่เรื่องกิน นิวออลีนส์เป็นเมืองที่ไม่เหมือนอเมริกา แถมเป็นเมืองที่มีเทศกาลพิเศษ madi gras ที่จัดขึ้นทุกปี่ช่วงปลายเดือนมค ถึง กพ เป็นงานใหญ่ระดับประเทศ จองล่วงหน้ากันเป็นปีๆเลยล่ะ

ประวัติที่น่าสนใจ เรื่องที่น่าเที่ยวยังมีอีกมากมายยย ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเยือน (และกินไก่ทอด) อีกซักครั้ง :)

ตอนที่ 2.2 ไม่เคยก็เคย กินแบบใต้ๆ

แกงเลียง แกงฮังเล น้ำพริกกุ้งเสียบ   อะม่ายช่ายยย ผิดประเทศนี่เนะ (ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว)

ถ้าถามว่ามาใต้ ต้องกินอะไร อะไรที่ต้องลอง ห้ามพลาด รสเด็ด พิมพ์นิยม อาหารจำพวกแรกที่นึกถึงเลย

คือ BBQ !!!  ทั้ง Georgia/ Alabama/ Texas และแทบทุกรัฐ ทางใต้ จะมีบาร์บีคิวสไตล์ที่ค่อนข้างโดดเด่น และแทบทุกที่จะต้องมีร้านบ้านๆ เด็ดๆ ที่ไปถึงต้องลิ้มต้องลอง อารมณ์ไป LA ต้องไปหาอาหารจีนไชน่าทาวน์ว่างั้น

พูดถึงบาร์บีคิว อย่านึกภาพ บาร์บีก้อน ซุคิชิ หรือบาร์บีคิวไม้ละสิบบาทที่รร.เด็ดขาด มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง  หากอยากลิ้มรสที่พอได้บ้าง เราว่า Great American's Ribs/ Tony Roma เข้าไปแล้วไปสั่งพวก Ribs หรือเนื้อย่างก็พอถูไถ แต่พวกนี้ก็ยังจัดว่าไม่ใต้แท้ๆ

ใต้แท้ๆ ต้องมีดังนี้
BBQ set ที่เคยไปกินมากับเพื่อน
รูปมันหวานบด (mashed sweet potatoes)


  • ไก่บาร์บีคิว ส่วนใหญ่จะใช้สะโพกติดขาใหญ่ๆ ไม่ก็อกใหญ่ เป็นดุ้นๆ มาย่าง แล้วราดซอสบาร์บีคิว พูดถึงซอสบาร์บีคิว ตอนแรกเคยคิดว่ามีแต่แบบสีน้ำตาลอย่างเดียว จริงๆ พอลงใต้มาแล้ว มีให้เลือกเยอะมว๊ากก ทั้งแบบออกขาว ออกน้ำตาล แนวเผ็ด แนวหวาน ซอสใส เยอะแยะไปหมด
  • หมู Pull pork หมูเส้นบาร์บีคิว คือเอาเนื้อหมุรมควันมายีๆ ปกติก็จะกินเป็นแบบเบอร์เกอร์ก็ได้ หรือกินเป็นจานหลักก็ได้  อร่อยมว๊ากก
  • Ribs ซี่โครงหมู หรือวัว อันนี้ของโปรด ปกติร้านก็จะมีให้เลือกว่า ribs ธรรมดา หรือ Baby ribs (ซี่โครงลูกวัว??!!) ซึ่งเบบี้ชื่อก็บอกว่า เล็กกว่า นุ่มกว่า แต่ก็จะให้ปริมาณน้อยกว่า หรือแพงกว่า ความเด็ดของแต่ละเจ้าก็คือวิธีการ หมัก รมควัน ปิ้งย่าง ให้นุ่ม เนื้อร่อนออกจากกระดูก และยังมีรสชาติซอสบาร์บีคิวที่เข้มข้น ก็ชิมกันไป
  • ข้าวโพดปิ้ง  กินเข้ากันที่สุด
  • Corn Bread เหมือนเป็นมัฟฟิ่น คัพเค้กเล็กๆ นะแต่ทำจากแป้งข้าวโพด นอกจากจะเป็นของที่ไว้กินคู่กับบาร์บีคิวแล้ว ยังถือเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยสำหรับร้านอาหารใต้ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด หรือร้าน Southern Food ทั่วไป ถ้าไม่เสิร์ฟฟรี ก็จะมีให้สั่งแน่นอน (อันละ$0.5- $1)
  • Coleslaw (เหมือน KFC)  บางร้านก็มี Slaw เป็นแบบใส่น้ำส้มสายชู ให้เลือกเป็นเครื่องเคียงแก้เลี่ยน
  • mashed potato/ Sweet mashed potato ก็เป็นมันบด หรือไม่ก็มันหวานบด ทางใต้ขึ้นชื่อเรื่องการปลูกมันหวาน รสชาติมันจะคล้ายๆมันเทศบ้านเราแต่เป็นสีเหลืองเหมือนฟักทองเลย มันหวานมากกก หวานตามธรรมชาติ เค้าก็จะเอามาบดๆ ผสมเนย เสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลักนั่นเอง
  • onion rings บางทีจะซอยเล็กๆ แล้วเอาไปชุบแป้งทอด บางทีก็เน้นใหญ่ แว่นขนาดเท่าหัว มีโรยผงปรุงรสเพิ่มบ้าง โรยพริกไทยบ้าง อร่อยมากกก
  • Chicken wings จริงๆ เมนูนี้ก็ฮิตโดยทั่วไป ถึงไม่ได้เป็นเมนูยอดฮิตในร้านบาร์บีคิว แต่ทุกร้านก็ต้องมีให้สั่งเป็นแนวอาหารเรียกน้ำย่อย กินแกล้มเบียร์ ประมาณนั้น



อร่อยแบบใต้แท้ๆเลย

พูดถึงเรื่องกินแล้วข้อมูลปึ้กมากก เรื่องภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อะไรไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่เรื่องอาหารอะไรนี่ เยอะะะ 555

ไว้ต่อเรื่องอาหารใต้สุดท้าย คือใต้แบบนิวออลีนส์  ....สไตล์พี่ป๊อปอาย พอคุ้นๆมะ??