Saturday, September 17, 2011

IKEA Atlanta มา shopping กันเถอะ

คำเตือน Blog นี้รูปเยอะ เนตไม่แรงอย่าแหยม :p
2012 Catalog ออกแล้ว ของใหม่เพียบ
ในที่สุดก็ได้บ้านซักที เย้ เย้  สุดท้ายท้ายสุด ก็ตัดสินใจอยู่คนเดียว ไม่หา roommate เพราะกลัวปัญหาเรื่องที่ต้องย้ายเมือง หรือเรื่องจุกจิก ก็เลยต้องจ่ายแพงกว่าเดือนละ เกือบเจ็ดพันทีเดียว (ประมาณ 200 กว่าเหรียญ) กระซิกๆ :'(

พอได้บ้านปุ๊ป อารมณ์แต่งบ้านก็มาปั๊บ

สืบเนื่องมากจากเวบ ThinkOfLiving มีเกริ่นๆ นำว่า IKEA จะเปิดที่เมืองไทยในไม่ช้านี้
IKEA กำลังจะเปิด

ไม่รีรอ ในเมือง Atlanta ของเราก็มี IKEA กับเค้าเหมือนกัน ^__^ แถมอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองด้วย

ถามว่า IKEA ต้นกำเนิดจากไหน  น่าแปลกที่มันเกิดที่ประเทศสวีเดน แต่ขยายไปขยายมา กลายเป็นมีที่อเมริกาซะเยอะแฮะ จนตอนนี้ก็สามร้อยกว่าสาขาทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยก็กำลังจะมาเนอะ

สำหรับคนที่ไม่เคยไป IKEA (ใกล้สุดที่มีคือ สิงคโปร์ กับฮ่องกง) ให้ลองนึกภาพเหมือน SB Design Center / Index Living Mall แต่ใหญ่และเก๋กว่านั้นมาก

จุดเด่นที่สำคัญของ IKEA เลยคือ concept D.I.Y Do it yourself อัตตาหิอัตตโนนาโถ นั่นเอง

เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น สามารถประกอบได้ด้วยตัวเราเอง ถ้าใครกะซื้อชิ้นใหญ่ก็แบกกระบะ SUV กันไป เค้าจะขายเป็นกล่องๆ แล้วแบกกลับบ้านมาประกอบเอาเอง

จะต่างจากพวกร้านเฟอร์ที่เมืองไทย ที่มักจะมาพร้อมช่างติดตั้งฟรี ส่วน IKEA ถ้าอยากจ้างช่าง หรืออยากให้ขนไปส่งที่บ้าน ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเรานั่นเอง

คนทั่วไป โดยเฉพาะคนอเมริกัน ถ้าไม่ใช่เฟอร์ที่ซับซ้อน อย่าง complete Kitchen set แต่เป็นแค่ตู้ตั่งเตียงธรรมดา แม้แต่ผู้หญิงคนเดียวก็สามารถประกอบเองขึ้นมาได้ทั้งหมด แต่ใช้เวลาเท่าไหร่นั้นอีกเรื่อง กร๊ากกก

มาดูรูปบรรยากาศแบบน้ำจิ้มกันก่อนแระกันนะ

จากพิกัด คาดว่าน่าจะอยู่ใกล้ Georgia Tech University คือมหาวิทยาลัยชื่อดังของที่นี่อะนะ เพราะว่ามีนักเรียนย้ายเข้าออกตลอดเวลา เรื่อง Furniture ของตกแต่งบ้านเลยเป็นสิ่งจำเป็นมากทีเดียว

IKEA:

Layout ของ IKEA จะคล้ายกันเกือบทุกที่ คือมีชั้นที่เป็น Showroom ใหญ่มากๆชั้นเดียวเท่านั้น

ลูกค้าสามารถเดินวนรอบๆ จากต้นจนสุดก็จะเดินดูได้ครบทุกแผนก ก่อนทำการ check out ไปหยิบสต๊อก และจ่ายเงิน

บรรยากาศรอบๆร้าน มักจะมี quote เก๋ๆ ให้ได้หยุดอ่าน
หลังจากผ่านทางเข้าสิ่งแรกที่เห็นเลยคือ Show room ตัวอย่างการตกแต่งห้องด้วยสินค้า IKEA ทั้งหมด
เพื่อให้คนที่แวะมาเกิดจินตภาพบรรเจิดๆ หรือจะลอกเลียนแต่งตามทั้งห้องก็ไม่ว่ากัน

ตัวอย่างห้องต่างๆนี้ถูกนำเสนอผ่านเฟอร์นิเจอร์หลากสี หลายสไตล์ ที่ให้ไอเดียเก๋ๆ กับคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ เก๋ๆ  แซ่บๆ เจ้าหญิง หรือโหดๆ มืดๆ มีเกือบครบทุกอย่าง

ห้องแรก สไตล์ขาวดำ city life
จากที่เราดูๆ ก็มีตัวอย่างโชว์ไว้มากกว่าสิบแบบ โดยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น และของตกแต่งทุกอย่าง จะติด tag ไว้เพื่อให้ลูกค้าจดรหัสสินค้า และราคาไว้ 

ใครถูกใจอันไหนก็ต้องจด ต้องจำเอาเอง ห้ามเอาที่โชว์อยู่ใส่ตะกร้าตัวเองเด็ดขาดนะ :D

ห้องรับแขก ที่เน้นฟังก์ชั่น และตู้หนังสือ

ห้องนี้ตกแต่งออกแนวคนรักสีส้ม สดใสน่าอยู่มากๆ  

มีมุมแบบนี้ที่บ้าน คนอ่านจนหลับคาเก้าอี้เลยทีเดียว

ถัดมากับห้องโทนเหลืองดำ 

หรือบ้านไหนชอบตู้โชว์เยอะๆ กับโซฟานุ่มๆ
หรือจะเป็นแบบครบเซท

ส่วนใหญ่ก็ออกแนวโมเดิร์น โปร่งๆ โล่งๆ ไม่ก็แนว Vintage ส่วนแนวหลุยส์อะไรแบบนั้นหาไม่ได้ที่นี่นะ

ดูกันพอหอมปากหอมคอ IKEA ก็จะเริ่มเข้ารายละเอียด ว่ามีสินค้าอะไรให้เลือกบ้าง มีกี่สี กี่แบบ
เริ่มด้วยมุมโซฟา ซึ่งแบ่งเป็น Loveseat (แบบโซฟานั่งได้สองคน) Sofa Set Sofa เดี่ยว Bed Sofa


สามารถทดลอง นั่ง นอน ได้ตามสบาย ไม่มีพนักงานมาไล่ และไม่มีป้าย "ห้ามนั่ง" อย่างบางที่จ้ะ

โซฟาสีชมพูนั้นแรดมากกกส์
เราถูกใจเก้าอี้ตัวนี้ ลายนกน่ารักดี อยู่คนเดียว ซื้อแบบนั่งคนเดียวก็พอแล้วมั้ง
 
โซฟาแบบเอนนอนได้ (แบบม้าโยกก็มีขายนะ)


ถัดจากมุมโซฟา ก็ต้องมี Coffee Table คือโต๊ะเล็กๆ ที่มักจะวางไว้ในห้องรับแขก หรือข้างเตียงนั่นเอง

ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แพงอะไร เพราะทำจากไม้กะโหลกกะลาอะนะ อย่าคาดหวัง quality ขั้นเทพแบบไม้สักเป็นพอ แต่ก็ไม่ได้ก๊องแก๊งจนรับไม่ได้ขนาดนั้น



ติดใจบอร์ด magnet ไว้แปะ note เลยสอยมาหนึ่งแผ่น ราคา $12.99 

บอร์ดแม่เหล็กที่ใช้ได้ทั้งในครัว ออฟฟิศ ห้องนอน
 ต่อมาเป็นพวกชั้นวางทีวี ตู้วางหนังสือต่างๆ

 ต่อด้วยครัว ตั้งแต่บ้านๆเล็กๆ จนถึงครัวไฮโซแบบปาร์ตี้ได้
ครัวแบบ Stainless steel appliances

ครัวสีขาว ซึ่งมักจะเป็นครัวทั่วไปตาม apartment
 เราหยุดอยู่แถวแผนก Kitchen นานเป็นพิเศษ ด้วยความที่ชอบทำอาหาร
ใฝ่ฝันอยากมีครัวน่ารักๆแบบนี้บ้าง
แม้แต่ในเก๊ะก็ยังมีดีเทล โชว์ของทุกอย่าง (ที่ขายได้)
 เก้าอี้ Stool สองตัวนี้น่ารักดี ไม่แพงด้วย (กะสอยในอนาคต)
 ตอนนี้มีที่วางขวดไวน์แบบแขวนผนังออกใหม่ 1 rack วางได้สี่ขวด
 ตู้พลาสติกก็เก๋ไก๋ดี ยิ่งตัดกับกำแพงสีสดๆแล้วแจ่มมาก
 ถ้าอยากได้อะไรก็อย่าลืมจดไว้นะ เดี๋ยวหาไม่เจอตอน check out
 หลังจากโชว์ครัว ก็เริ่มเข้ารายละเอียดพวกตู้ต่างๆ ที่ใช้ในครัว
 สำหรับคนที่คิดว่า IKEA ไม่มีคุณภาพ ก็มีมุมประกันอายุเครื่องใช้ในครัว ว่าใช้ได้นานถึง 25 ปีเชียวนะ!

พวกอุปกรณ์ก๊อกน้ำ ซิงค์ก็มี แต่คงไม่เยอะเหมือนบุญถาวร เอ้ย Lowe / Home Depot
เพราะทุกชิ้นเป็นของ IKEA ไม่ขายยี่ห้ออื่นจ้ะ
เตาไฟฟ้า และเตาอบที่มักจะแพคคู่ เนื่องจากเป็น Lifestyle ของคนที่นี่ ว่าเตา เตาอบ และไมโครเวฟ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้า มักจะมาด้วยกัน แบบนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นในเมืองไทย เพราะพวกเราเน้นผัดฉ่า สงสัยได้เห็นหัวเตาแก๊สแหงๆ
 อุปกรณ์ในครัว เช่น พวกตัวแขวน ราวต่างๆ
 ปลาบปลื้มเซทนี้มากมาย ไว้จะกลับมาสอย เมื่อบ้านเรียบร้อย
 ดูครัวกันเยอะแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศมาดูห้องทำงานบ้าง
ที่นี่จะเน้นห้องทำงานในบ้านล่ะ ไม่ค่อยมีเฟอร์สำหรับ office เท่าไหร่ แต่จะเอาไปดัดแปลงทำ home office ก็ไม่เสียหาย (ด้วยความที่ไม่ค่อยสนใจทำงานเท่าไหร่ 555 เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมา)

 ถัดมาเป็นพวกเตียงนอน ฟูก เบาะ หมอน และพวกผ้าปู ปลอกหมอน

เตียงสีขาวเหมือนเจ้าหญิงนี้ $99 เท่านั้น ว่าจะสอย!!
แนวเจ้าหญิงกางมุ้งก็มี (เคยอยากได้ตอนเด็กๆ นะเออ)
 แบบมี head ก็ดีเหมือนกัน เอาไว้เกี่ยวของนู่นนี่ได้
 ชั้นวางรองเท้าแบบเลื่อนได้ คงถูกใจสาวๆเป็นที่สุด
 และ IKEA ก็ไม่ลืม ที่จะให้ไอเดียแบบครบทั้งห้อง แม้แต่ห้องพื้นที่จำกัดแค่ 270SQF (ประมาณห้องนอนเล็ก)

 
 ทุกอย่างก็ compact ย่อขนาดลงมา และมีดีเทลทุกรายละเอียด นึกถึงห้องที่ญี่ปุ่นเลย

 เดินไปเดินมามาพบตู้นี้เข้า เป็นตู้เดียวกับที่เราซื้อมือสองมาในราคา $50 จาก $139 ประหยัดได้เกือบร้อย






 หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง ก็เริ่มเข้าแผนกเด็กน้อย น่ารักมากกกกกกกกกกกกก

 ไอเดียน่ารักที่สุด มีใบตองแขวนไว้บนเตียง เหมือนอยู่ในป่า ^_^

ถัดมาเป็นห้องของสาวน้อย เขียวเมลอน กับชมพู สีโปรดเราเลย

 ทุกอย่างย่อส่วนหมด และออกสีพาสเทลหวานๆ

มีขายของใช้สำหรับเด็กด้วย สีสันสดใส
 
 พอโชว์รูมเริ่มหมด ก็ต่อด้วยอุปกรณ์ตกแต่งบ้านทั้งหลาย

 ถ้วยโถโอชาม กระทะ เครื่องแก้ว มีหมด

พอเดินดูกันทั่วแล้ว ก็ถึง self serve area คือที่สต๊อกเฟอร์นิเจอร์

คราวนี้ใครที่จดรหัสเฟอร์ที่สนใจไว้ ก็ถึงเวลาตามหาแล้ว หยิบกล่อง ใส่รถเข็นแล้วก็เช็คเอาท์เอากลับบ้าน (ไปประกอบ) เองได้เลย
 ส่วนใหญ่จะมีตัวอย่างไว้เตือนความจำ จะได้ไม่หยิบผิด


 จุด check out มี self-service checkout ด้วย คือให้เราแสกนบาร์โค้ดเอง
(คาดว่าคงไม่มีในเมืองไทย)
 จ่ายตังเสร็จ หลายคนคงหิว IKEA ก็ได้เตรียมของสด ของแห้งไว้รอให้เสียตังเพิ่มอีก

ของจิ๊บๆที่ได้มาในวันนี้ (เนื่องจากยังไม่ได้ย้ายเข้าอยากเป็นทางการ)
เห็นแบนๆ เบาๆ แบบนี้ เสียไปเกือบ $70 หรือสองพันกว่าบาททีเดียว $$$$$

ดีใจที่มี IKEA มาเปิดในเมืองไทย
และเฟอร์หลายๆชิ้น ก็เป็น Made in Thailand ด้วยนะ

อย่าลืมแวะเวียนเยี่ยมชมตอนเปิดร้านเร็วๆนี้ที่ บางนา 3 พฤศจิกายน จ้าาาาา


Friday, September 16, 2011

First 7 days in Atlanta

มาอยู่ Atlanta จะครบอาทิตย์แล้ว

เป็นช่วงเวลาที่ต้องพึ่งพาตัวเอง มีแต่ตัวเราเองจริงๆ

แต่ในความเหงาเปล่าเปลี่ยว ก็ยังมีความบังเอิญ และความโชคดีอยู่บ้าง ได้เจอเพื่อนดีๆ และคนไทยหลายคน

วันที่สาม (12 Sep) ออกไปข้างนอกกับคุณ Sandee ที่เป็นตัวแทนที่บริษัทจัดไว้บริการเรา นอกจากเค้าจะเตรียมพวก map และเอกสารที่จำเป็นต่างๆ เค้าก็พาเราไปทำเรื่อง Social Security ไปทำบัตรเดบิต เครดิต เปิดบัญชีธนาคาร พาไปดูบ้าน และรับรถเช่าจาก Avis

รถที่ได้เป็น Ford Focus รถเล็กดี น่าจะประหยัดน้ำมัน
ทะเบียนเป็นของ Florida มาจากทางใต้ลงไปอีกแฮะ แต่รถสภาพใหม่มากๆ เพราะเพิ่งขับไปสองหมื่นกว่าไมล์เท่านั้นเอง  ภายในก็เจ๋งดี มี Roof top เปิดปิดบนหลังคาได้ด้วย

ส่วน interior ก็ออกแนว sporty มีไฟวิบวับ พร้อมเครื่องเสียงที่ดีพอควร (มีสายต่อ ipad, USB, microsoft ด้วย)  แต่รู้สึกมันเร่งไม่ค่อยดี แถมเสียงดังมากๆ เวลาเร่งเครื่องเหมือนรถแข่งเลยอะ -_-"

ถ้าเทียบกับ Hyundai ที่ขับที่ New Jersey นี่คนละเรื่องเลย แต่ก็อย่างว่านะ Hyundai Sonata มันเป็น mid-size ในขณะที่เจ้านี่เทียบกับ Yaris เท่านั้นเอง

แล้วคนที่ Atlanta ขับรถโคตรเร็ว แถมไม่ค่อยมีน้ำใจ ไม่มีวินัยด้วย ก็ตามประสาสังคมเมืองที่ทุกคนรีบเร่งกันอะนะ ถนนก็เบียดๆกัน ระยะจอดก็ใกล้เคียงกับกรุงเทพเลย แต่ความกังวลลดลงนิดนึงเพราะไม่มีพี่วิน มอเตอร์ไซค์เนี่ยแหละ เลยขับง่ายขึ้นเยอะเลย


วันแรกเค้าพาไปดูแค่ที่เดียว กลับมายังไม่เย็นมาก เราเลยขับรถออกไปเองอีก ดูไปอีกสองสามที่

จบไปวันแรกยังหาบ้านไม่ได้ เริ่มกังวลใจมากมาย เพราะบ้านที่หามา ราคาแพงๆเฉียดพัน ทั้งนั้นเลย :(

Tuesday, September 13, 2011

First day in Atlanta

หายหน้าหายตาไปนานมาก


ตอนนี้เราก็ได้ย้ายมาอยู่ Atlanta อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว 


เริ่มจากวันเสาร์ที่ 10 กันยา ตอนบ่ายๆ ก็ check out ออกจากโรงแรมที่ New Jersey ล่ำราเพื่อนอีก 39 ชีวิตเป็นที่เรียบร้อย ถึงตอนนี้ต่างคนก็ต่างย้ายไปเมืองตัวเองแล้ว บางคนก็ขับรถไป (อย่างพวกที่อยู่นิวยอร์ค บอสตัน ฟิลาเดเฟีย ) ส่วนที่เหลือก็ทยอยกันไปสนามบินเพื่อบินไปเมืองตัวเอง


เราก็บินเหมือนกัน ^__^  คราวนี้เปลี่ยนจาก JFK, New York เป็น Newark, NJ แทน จะได้เห็นสนามบินหลายๆที่  ใช้บริการ Delta เนื่องจากเป็นสายการบินที่มี Head Quarter อยุ่ใน Atlanta ต่อไปนี้คงได้พึ่งพิงสะสมไมล์กันกระจายเลยทีเดียว


เดินทางจาก Newark, NJ ถึง Atlanta เป็นระยะทางทั้งหมด 887 miles (จาก google maps) ใช้เวลาบินประมาณสองชั่งโมงเต็ม  


First impression
1) เป็นเมืองที่เขียวมาก ครั้งแรกมองลงมาจากเครื่องบิน ไม่เห็นอะไรนอกจากต้นไม้ๆๆๆๆ  เขาใหญ่หรือนี่!!!  นอกจากต้นไม้ ก็มีแต่สนามกอล์ฟๆๆๆ เพราะ Atlanta ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสนามกอล์ฟงามๆ เยอะเลย


2) Hartsfield–Jackson_Atlanta_International_Airport  สนามบินประจำเมือง Atlanta ซึ่งเป็นสนามบินที่เคยถูกจัดให้เป็นสนามบินที่ยุ่งที่สุดในโลก (the world's busiest airport) เมื่อปี 2010 และเป็น hub ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งหมด 193 gates แน่ะ (รู้สึกสุวรรณภูมิบ้านเรามี 6X gates ส่วน JFK, NY มี 55 gates เอง) 


พอได้เห็นกับตา มันช่างเป็นสนามบินที่สมกับเป็น Delta Head Quarter จริงๆ ขนาดที่ๆ ต้องไปรอรับกระเป๋า (baggage claim) ยังต้องนั่งรถไฟฟ้า transit ไปอีก terminal นึงเลย -__- 


เดินสิบกว่านาทีกว่าจะถึงที่ claim กระเป๋า จนเกือบคิดว่าเดินหลงทางแล้วซะอีก


พูดถึงกระเป๋า คราวนี้ overweighted หรือน้ำหนักเกินทั้งสองใบ เนื่องจากสายการบิน domestic ของอเมริกาจะคิดค่ากระเป๋าเช็คอินตั้งแต่ใบแรก (เหมือนแอร์เอเชียนั่นแหละ) โดยคิดค่าธรรมเนียม $25 สำหรับใบแรก 23 โล และใบที่สอง $35 23 โล ส่วนเรา ประมาณเกือบ 30 โลทั้งสองใบ ก็เลยโดนค่าน้ำหนักเกินแบบ flat rate (23-30 โล) อีกใบละ $90!!!


สิริรวม ใบแรก $25 + $90  ใบสอง $35 + $90 เป็น $240 หรือ 7พันกว่าบาททีเดียว



ดีที่ถามมาแล้วว่าออฟฟิศจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้อะนะ ไม่งั้นคงมีรายการหยิบโยนทิ้งสถานเดียว T___T  (ยังไม่รวมกล่องอีกสองกล่องที่ ship ทางเมลตั้งแต่ที่ New Jersey แล้วนะ บ้าหอบสุดๆอะ)


พอมาถึง baggage claim ก็มีคนขับรถมารอรับอย่างอุ่นใจหายห่วง เค้าจัดการแบกกระเป๋าพาเรานั่งรถ Lincoln ฮิฮิ เดินทางถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเท่านั้นเอง


3) เมืองใหญ่ ยุ่ง และวุ่นวาน สไตล์คนเมือง


ถนนที่นี่ใหญ่มาก คือ ถนนทั่วๆไปจะมีฝั่งละ 3 เลน รถก็วิ่งกันเร็วมากกก 


แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดี คือมีไฟเขียวไฟแดง ปุ่มให้คนเดินถนนกดแทบทุกแยก ทุกซอยเลย
ส่วนคนก็ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ คือถ้าเห็นว่าถนนว่าง ต่อให้ไม่ได้เขียวให้ข้ามก็ข้ามๆไปอะนะ


ที่จัดว่ามันใหญ่ก็เพราะมีรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองด้วย แบ่งเป็นสายสีต่างๆ ที่เห็นก็ยาว และหลายสถานีกว่า  BTS บ้านเราอะนะ ขนาดเป็นเมืองที่พึ่งพารถ (ทุกคนควรจะต้องมีรถถึงจะไปไหนมาไหนได้) ยังมี public transportation ที่โอเคแบบนี้ ก็น่าจะใหญ่พอตัว  


(wiki กระซิบมาว่ามีประชากรสิบล้านต้นๆ พอๆกับกรุงเทพแฮะ แต่ไม่แออัดนะ) 




Residence Inn Marriott ใหญ่ไปสำหรับคนเดียว T_T
โรงแรมที่เข้าพัก คือ Residence Inn Piedmont Marriott คือเป็นโรงแรมสำหรับ long stay เนื่องจากจะมีครัวที่มีอุปกรณ์พร้อม ไม่ได้มีแค่เตียงกับตู้เหมือนโรงแรมทั่วไป ประทับใจกับที่อยู่ชั่วคราวนี้มักมัก 


จะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสองอาทิตย์ เรียกว่าเป็น Transition week คือ week ให้เราปรับตัวกับเมืองใหม่ และเริ่มหาบ้าน หารถ เพื่อเตรียมพร้อมกับการทำงาน และชีวิตจริงในวันที่ 19 กันยายน




และแล้วชีวิตใน Peachtree city ก็เริ่มขึ้น!!!  3..........2.................1.........Let's go!!!