Tuesday, October 9, 2012

ตอนที่ 1 จากไม่เคยก็เคยซะ: อาหารเม็กซิกัน

ไหนๆ ก็เหลือเวลาอยู่ที่อเมริกาอีกไม่เกินครึ่งปีแล้ว

พอกลับเมืองไทย เรื่องราวหลายๆอย่างอาจจะกลายเป็นเพียงภาพความทรงจำ
เรารู้ว่าการเยือนอเมริกา คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก แต่การที่จะมีโอกาสมาได้ใช้ชีวิตแบบจริงๆจังๆที่นี่คงจะไม่มีอีกแล้ว

พอลองมองย้อนดูเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา บางทีก็รู้สึกว่าเรื่องรอบๆตัว เวลาที่ลองสังเกตอะไรให้ถ้วนถี่ สิ่งเล็กๆ จริงๆแล้วก็พิเศษได้นะ :)

ตอนแรกนี้ ขอเริ่มด้วยของกิน ที่มาถึงมารู้จัก มาได้กินบ่อยขึ้น (จนถึงขั้นประจำ) หรือเป็นของกินที่ถ้ากลับเมืองไทยแล้วคงไม่กินหรอก!

อาหารเม็กซิกัน  
ก่อนหน้าที่จะได้มาใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบเป็นปีขนาดนี้ ก็เคยผ่านอาหารเม็กซิกันมาบ้าง ทั้งตอนมา work and travel หรือ travel ทั่วไป ที่กรุงเทพก็มีร้านเม็กซิกันที่มีโอกาสได้ไปเหยียบย่างบ้าง แต่พอมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็มีโอกาสได้ลองหลายๆอย่างที่ลึกซึ่งกว่า taco สิ่งที่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วคงแทบไม่รู้จักคือ

 Chicken Enchilada (เอนชิลาด้า) เป็นแป้ง tortilla ห่อด้วยไก่กับชีส ที่รู้ลึกรู้จริงคือชอบถึงขนาดทำกินเองได้! กินครั้งแรกตอนไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนคนเม็กซิกัน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกิน รู้จักแต่ taco bell คิดว่าอาหารเม็กซิกันมีแค่ Taco แล้วก็ข้าวราดชีส แหะๆ



Fajita (อ่านว่า ฟาฮีต้า) อาจเรียกได้ว่าเป็นกระทะร้อนสไตล์เม็กซิกันมั้ยนะ? ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ หั่นเป็นชิ้นๆ ผัดกับพริกหยวก หอมใหญ่ แล้วก็เครื่องเทศเล็กน้อย บีบมะนาว กินกับแป้งคล้ายๆแป้งโรตี) ความอร่อยคือหอมใหญ่แบบคาราเมลที่ติดมากับกระทะเนี่ยแหละ เริ่ด!










Guacamole  กว่าจะจับทางได้ว่าจริงๆ แล้ว Guacamole มันคืออะไร และทำมาจากอะไรก็ปาเข้าไปครึ่งปี แรกๆ คิดว่า Guacamole = Avocado ซึ่งมันก็ใกล้เคียงแหละ เพราะส่วนผสมหลักคืออโวคาโด จริงๆ อยู่เมืองไทยแทบไม่ได้กินอโวคาโดเลย เพราะแพง และหาวิธีกินยาก พอมาอยู่ทีนี่ก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ค้นพบว่า อโวคาโดกับแซลมอนซูชิ หรือกินกับปลาไหลราดข้าวนั้นอร่อยมากกก  ส่วนการกินที่ชอบที่สุดก็คือกินจิ้มกับ tortilla chips นี่แหละ เพราะฉะนั้น Guacamole ก็คืออโวคาโดแปลรูปนั่นเอง คือเอาอโวคาโดมาบด ผสมกับผงหัวหอมใหญ่ กระเทียม หอมใหญ่สด พริก Jalapeno (อ่านว่า ฮาลาปิโน) ใส่มะนาว น้ำตาลเล็กน้อย เป็นอีกเมนูที่ ใหม่สำหรับเรา ไม่เคยกินมาก่อน (เป็นไปได้ไง?)

Margarita  ก่อนมาอยู่ที่นี่ก็กิน cocktail นี้มาบ้าง เก๋ๆ ตามประสา เวลาไปโรงแรม หรือไปร้านอาหาร แต่พอมาอยู่นี่ มาการิต้ากลายเป็นเครื่องดื่มคอกเทลเบๆ ไปเลยทีเดียว แล้วก็เป็นเครื่องดื่มเบสิคมากกก สำหรับคนเม็กซิกัน หรือเวลาไปร้านอาหารเม็กซิกัน ที่พิเศษกว่าที่เคยดื่ม (มันเป็นเครื่องดื่มสีเขียวอ่อนๆ ผสมน้ำมะนาว น้ำตาล ตะกีล่า) บางที่ก็ผสมน้ำทับทิม เปลี่ยนมะนาวเป็นเลม่อนบ้าง ไม่น่าเชื่อว่ามาการิต้านี้จะมีเป็นสิบๆชนิดเลยทีเดียว



ร้านอาหารเม็กซิกันแบบบ้านๆ --- ที่อเมริกานี้ต้องยอมรับว่า hispanic เยอะจริงๆ โดยเฉพาะ Atlanta  ก็จัดได้ว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่รองจากคน African-American เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ร้านอาหารก็มีตั้งแต่ถูกยันแพง แต่ก่อนก็รู็จักแค่ Taco Bell ตอนนี้ที่ได้รู้จักเพิ่มขึ้นก็


MOE'S SOUTHWEST GRILL ชื่อมันก็ดูเหมือนมาจากทาง south west แต่ดูเหมือนดังจริงๆก็จะทาง south east มากกว่านะ เป็น chain restaurant  ที่มีอยู่ในเมืองฝั่งใต้ สไตล์การทำก็คือจะเป็น open kitchen ให้เราสั่ง customize ได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง เมนูเด็ดที่เราชอบกินมากๆ คือ chicken rice bowl ก็เป็นข้าวแข็งๆเม็ดยาวๆ สไตล์เม็กซิกัน ใส่ชีส ถั่วต้ม หอมใหญ่ เห็ดผัด ผักกาดแก้ว จานละ $6.99 เอง (ถูกนะ)












Chipotle เป็นอีก chain restaurant ที่แพงกว่า moe's นิดนึง อาหารก็ค่อนข้างสด และคุณภาพดีกว่ เมนูโปรดของเราก็เป็น rice bowl เหมือนกัน








Taco Mac เป็นอาหารสไตล์ dine-in คือไม่เหมือนกับสองร้านด้านบน ที่ไปต่อแถวสั่่งแล้วจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แต่ที่นี่จะเป็นแนวนั่งทานมีพนักงานเสิร์ฟนั่นเอง ไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เคยคิดจะลองกิน จนวันนึงที่ทีมเราสั่งอาหารกลางวัน แล้วก้มีพาร์ทเนอร์พาไปเลี้ยงตอนกลางวันบ้าง  ก็แบบอ้วนแล้วก็อร่อยดี เมนูเค้าก็มีครบทุกอย่างแบบที่อาหารเม็กซิกัน-อเมริกันพึงมี


ทำความรู้จักกับอาหารเม็กซิกันแล้ว เดี๋ยวตอนต่อไปจะพูดเรื่องอาหารฝรั่ง แล้วก็อาหารชาวใต้แบบ Southern กันบ้าง :D

Thursday, September 27, 2012

ไม่ได้บ้า แต่ไปหา Professional Counselor มานะ :)

เรื่องของเรื่องก็เป็นความเดิมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว หลายๆคน(อเมริกัน) รอบตัว ก็แนะนำว่า you ควรจะไปลองพบ counselor ดูนะ ให้เค้าดูอาการหน่อยว่า "ไหวมั้ย"

บางคนก็บอกว่าเราอาจจะอยู่ใน Denial period
บางคนก็บอกว่า เราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองควรตื่นตระหนก
บางคนก็บอกว่า ให้ลองไปดูเผื่อเค้าจะช่วยอะไรได้

Human Resource ของบริษัทเราก็ offer link ให้เสร็จสรรพ ของบริษัทที่นี่จะมี EAP (Employee Assistance Program) คือให้เราไปปรึกษา "ฟรี" ทั้งหมด 5 ครั้งด้วยกัน ส่วนปัญหาที่ปรึกษาก็จิปาถะ จะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัวก็ได้ ตัวอย่างที่เค้ายกมาก็เช่น ผ่านเหตุการณ์ช๊อกครั้งสำคัญในชีวิต เช่น คนรักจากไป พ่อแม่เสีย พ่อแม่หย่าร้างมีผลถึงลูก นอนไม่หลับ เครียดเรื่องงาน ทนเจ้านายไม่ไหว

คืออะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องการปรับปรุง หรือเปลี่ยนพฤติกรรม หรือแม้แต่ต้องการเพื่อนคุย เพราะบางเรื่องไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง คนที่นี่ก็แนะนำว่าให้ไปหา counselor กัน

ซึ่ง counselor ที่นี่ ไม่ใช่ จิตแพทย์ ภาษางามๆอาจเรียกได้ว่าเป็น "นักจิตวิทยา" ส่วนใหญ่ก็จบด้านจิตวิทยามา แล้วก็ต้องมี licensed ด้วย ซึ่ง counselor แตกต่างจาก Psychologist (จิตแพทย์) ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่มี PhD แล้วก็ไม่สามารถจ่ายยาได้ (ประมาณยานอนหลับ ยาระงับซึมเศร้า)

ถ้าไม่เรียก นักจิตวิทยา เราว่า เรียกว่า "ที่ปรึกษา" ก็น่าจะเหมาะที่สุดแล้ว

ไอ้เราก็กึ่งบ้า กึ่งฉงน ได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าคนอเมริกาเอะอะก็ไปหา counselor ก็อยากรู้ว่าเป็นยังไง ดูหนังมาก็เยอะ แถมรู้มาว่าปรึกษาครั้งนึงมิใช่ถูก ราคาประมาณ $100-$300 ทีเดียว ในเมื่อมีสวัสดิการให้ใช้ฟรีแล้ว ก็ได้โอกาสเสียหน่อย!

เมื่อคืนฤกษ์งามยามดี ก็ได้โอกาสทำตัวเป็น Kate Walsh เหมือนเรื่อง Private Practice ไปปรึกษา professional counselor  นั่นเอง


ขั้นตอนแรกเราก็ต้องโทรเข้าเบอร์ toll free 1800 ก่อน เข้าศูนย์เพื่อแจ้งว่าเราต้องการที่ปรึกษา เค้าก็จะถามข้อมูลส่วนตัวเล็กน้อย แล้วก็หาที่ปรึกษาที่ใกล้บ้านที่สุดให้ แล้วก็ให้เบอร์และที่อยู่ติดต่อเพื่อให้เราไปนัดเวลาเอาเอง โดยให้แจ้งกับที่ปรึกษาว่าเราได้รับการ refer มาจากศูนย์นี้ (เพื่อจะไม่ต้องถูกคิดเงิน)

พอถึงวันที่นัด (เรานัดหลังเลิกงานตอนทุ่มครึ่ง) เราก็ขับไปตามที่อยู่ที่แจ้ง สถานที่ไม่ใช่คลินิค ไม่ใช่โรงพยาบาล จะว่าไปเหมือนเวลาไปบ้านหมอดูมากกว่า 555 ที่เราไปเป็นบ้านใหญ่ๆ แล้วข้างในก็ซอยเป็นหลายๆห้อง แต่ละห้องก็สำหรับ counselor แต่ละคน ที่เห็นก็อย่างต่ำ 4-5 ห้อง  มี area ให้รอก่อนเข้าพบ หนังสือจิตวิทยา self help ให้อ่านรอ

Counselor ของเราชื่อว่า Sherry ก่อนไปเราได้สืบค้นประวัติเธอก่อนแล้วใน google ว่าเธอมีความเชี่ยวชาญด้านไหน เราว่าก็ตรงกับเราอยู่บ้างอะนะ เพราะเธอมีประสบการณ์ปรึกษาปัญหาครอบครัว หย่าร้าง แล้วก็ปัญหาสุขภาพจิต เช่น depression emotional disorder (อย่างหลังน่าจะตรงกับเราสุด ^^")

เค้าก็แนะนำตัว shake hand เบาๆ แล้วก็พาเราเข้าไปในห้อง หน้าตาคล้ายกับรูปด้านบนมาก (จาก google)

ก็เริ่มด้วยการกรอกประวัติส่วนตัว ชื่อนามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร ทำงานอะไร ทำงานมากี่ปีแล้ว แล้วก็มีพวกประวัติในอดีต เช่น เคยก่ออาชญากรรมมั้ย ก่อมาแล้วกี่ครั้ง อีกหน้าก็มีให้ติ๊กว่า ที่มาหามีปัญหาอะไร เช่น anger/ depression/ insomnia/ assault/ etc มาเป็นหน้า แล้วก็ให้ระบุเวลาว่ามีปัญหานี้มานานเกินหกเดือน หรือว่าน้อยกว่าหกเดือน   สำหรับเราไม่ได้ใส่อะไรไป ซึ่งที่ปรึกษาของเราก็บอกว่า ให้กรอกเท่าที่อยากกรอก เท่าที่จะกรอกได้แล้วกัน ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที  session ก็เริ่มขึ้น....

ใช้เวลาสิริรวมทั้งหมด 1 ชั่วโมง (มีนาฬิกาจับเวลา) ก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นแหละ แล้วก็มีคุยว่า เราคาดหวังอะไรกับการมาหาครั้งนี้ เรารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่เรารู้สึกได้คือ คำถามของเค้าจะเป็นไปในแง่วิเคราะห์ ว่าปัญหาทางจิตใจมันมีผลถึงร่างกายมั้ย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมีอะไรเปลี่ยนไปในชีวิตบ้าง แล้วเราแก้ไขปัญหายังไง

ลักษณะของการพูดคุยคือ เราพูด 80% เค้ารับฟัง รับฟัง รับฟัง 15% และให้คำปรึกษาแบบแนะแนว 5-10% เท่านั้น การสนทนาจะออกแนวเข้าอกเข้าใจเรา ถ้าเราไม่ชอบอะไรเค้าก็จะแนว "ถูกต้อง เป็นใครก็ไม่ชอบ เป็นใครก็ต้องรู้สึกแบบเรา" อะไรประมาณนี้ จะไม่มาแนว "อย่าคิดแบบนั้นนะ เธอคิดผิดแล้ว ทำไมไม่อย่างนู้นอย่างนี้ล่ะ"  จะไม่มีประโยคปฎิเสธหลุดออกจากปากเลย

ซึ่งโดยรวมเราว่าก็ดีมากนะ สำหรับคนอเมริกาที่เป็นสังคมค่อนข้างปิด ไม่ค่อยมีคนให้พูดคุยด้วย หลายๆคนคงมีปัญหา (เช่นที่ทำงาน) ต้องการคนรับฟัง ต้องการที่ปรึกษาที่เข้าอกเข้าใจเรา ช่วยให้ระบายคล้ายเซโรงัง???  ที่ปรึกษาเราก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน ว่าเค้าก็มีคู่แต่งงานที่มีปัญหามาปรึกษา หรือแม้แต่แนวหนักๆ เช่น คนที่เคยถูกข่มขืนมา ก็เคยเป็นที่ปรึกษามาแล้ว

ที่ฮาคือ เค้าบอกว่า จริงๆ เราก็ไม่ต่างจากพวกที่โดนข่มขืนนะ เพียงแต่เราไม่ได้โดนจริงๆ แต่ความรู้สึกที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ก็เรียกได้ว่าแบบเดียวกันนั่นแหละ เค้าบอกว่านี่มันเป็น Significant life event มากๆ และ serious มาก

หลายๆอย่างก็เป็นสิ่งที่เค้าพูดแล้วนึกไม่ถึงเหมือนกัน เช่นการที่เราโดนบุกเข้ามาถึงห้องนอน สำหรับเค้ามันคือการที่ โดนบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว ที่ปกติเรารู้สึกปลอดภัยที่สุด (เพราะเวลาที่คนเรานอน ถ้านอนหลับได้ สถานที่นั้นต้องปลอดภัย และเรามีความมั่นใจกับจุดนั้น) แต่พอโดนเข้าถึงขนาดนี้ แล้วยังเป็น life threatening บวกกึ่ง sexual assault มันทำให้เราอาจจะหวาดผวาได้

ก็มี 2 terms ที่ได้มาจากการคุย ดูเหมือนเราจะมีอาการ
1) Hypervigilance  เรียกว่าตื่นตัวเกินเหตุ เช็คนู่นนี่เพื่อให้มั่นใจมากกว่าเดิมหลายเท่า
Hypervigilance is an enhanced state of sensory sensitivity accompanied by an exaggerated intensity of behaviors whose purpose is to detect threats. Hypervigilance is also accompanied by a state of increased anxiety which can cause exhaustion.   (http://en.wikipedia.org/wiki/Hypervigilance)

ซึ่งเค้าก็บอกว่าอาการนี้ก็ควรเกิดเป็นปกติ สำหรับคนที่ผ่านอะไรแบบนี้มา ร่างกายก็ต้องมีระบบป้องกัน(เว่อร์) เพื่อเตรียมตัวสำหรับเหตุการร์ที่อนุมานว่าอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

2) Disassociation
Dissociation is a term in psychology describing a wide array of experiences from mild detachment from immediate surroundings to more severe detachment from physical and emotional reality. (http://en.wikipedia.org/wiki/Disassociation)

เป็นอาการของ thinking process ที่พยายามคิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกิดตรงหน้า

ที่ว่ามาก็คือไม่ได้หมายความว่าเราเป็นนะ เพราะโดยรวมเค้าก็ประเมินว่าเรา ปกติดี (เย้) เพียงแต่อาการพวกนี้ถ้า observe ดูแล้วเป็นหนัก หรือไม่หายซักที ก็ให้สำเนียกไว้ว่าอาจจะมีปัญหาทางจิตในภายหลังได้

โดยรวมหลังหนึ่งชั่วโมงก็จบการปรึกษากับ Professional counselor เป็นครั้งแรกไปด้วยดี
เป็นอันว่า been there done that US life Experience แล้ว ^^"

ทั้งการ call 911 แล้วก็ปรึกษา counselor ใช้สวัสดิการออฟฟิศ ครบทุกกกกอย่างเลยย

ต่อจากนี้ก็คงใช้ชีวิตปกติล่ะนะ panic บ้างก็้คงไม่แปลกอะไร มันคงต้องใช้เวลา
session ต่อไปจะมีมั้ยก็แล้วแต่อารมณ์ :)

Thursday, September 13, 2012

When I was one of the traumatized victim

ฝากมา Archive เก็บไว้เฉยๆ ก๊อปมาจาก pantip ที่เคยเอาไปลงไว้ (นานๆไปมันคงถูกลบ)

ตามอ่านกระทู้สืบเนื่องได้ที่ิลิงค์ด้านล่าง

http://www.toffee-in-usa.com/2012/09/profession-counselor.html


This is the story I wrote in the forum....

สวัสดีค่ะ เราเป็นคนไทยในอเมริกา จริงๆ ไม่ค่อยได้เข้าห้องนี้เท่าไหร่ แต่เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมีประโยชน์ต่อสาวๆที่ใช้ชีวิตในอเมริกาไม่มากก็น้อย
เรื่องของเรา เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากมากมาก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน หลังวันเกิดเราวันเดียว เป็นประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า เฉียดตาย หรือ เฉียดตายทั้งเป็น เลยอยากมาเล่าไว้เป็นอุทธาหรณ์ให้ฟังค่ะ น่าจะใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนค่ะ

วันที่ 12 กันยายน (ตามเวลาอเมริกา) เป็นวันเกิดครบรอบ 28 ปีของเราค่ะ

เรามาทำงานที่อเมริกาได้ครบหนึ่งปีนิดๆพอดี (บริษัทลูกส่งมาทำงานที่บริษัทแม่ที่อเมริกาค่ะ) วันที่ 12 เป็นวันเกิดเรา ก็มีเลี้ยงฉลองวันเกิดกับเพื่อนๆคนไทย ปาร์ตี้เป็นปาร์ตี้ธรรมดา ทานข้าว เครื่องดื่มนิดหน่อย เราออกจากบ้านเพื่อนเวลา 22.30 น.
ขับรถกลับบ้านคนเดียว ตามประสาคนใช้ชีวิตที่อเมริกาค่ะ

อพาร์ทเมนต์ของเรา เป็นสไตล์ที่เรียกว่า Apartment Complex นะคะ คือมี ประตูรั้วใหญ่ๆ อยู๋ข้างหน้า แล้วเข้าไปก็จะมี Apartment หลายๆหลัง หลังนึงก็จะมีห้องหลายๆห้อง ห้องเล็กสุดที่เราอยู่ขนาดประมาณ 500-600 SQF คือมี 1 bed + 1 Bath + living room + kitchen  ก็จัดเป็นอพาร์ทเมนต์ทั่วไปค่ะ (ถ้าใครอยู่อเมริกาคงนึกออกเนอะ)

จุดแรกที่อาจจะอันตรายสำหรับหลายๆคน คือ เราชอบอยู่ที่ชั้น 1 ค่ะ เพราะว่าขนย้ายข้าวของสะดวกดี ถามว่ามีคนผ่านไปมาเยอะมั้ย ถ้าไม่ใช่เพื่อนบ้าน กับคนใน apartment ข้างเคียง ก็คงไม่ค่อยมีโอกาสผ่านค่ะ เพราะคนอเมริกาใช้รถกันส่วนใหญ่ ไอ้เรื่องเดินผ่านไปผ่านมาหน้าห้องเนี่ย ต้องเฉพาะเจาะจงมากๆ

คืนนั้นกลับมาก็ไม่มีอะไร เล่นเนต ล้างหน้า แปรงฟัน ตามประสา จนหลับไปตอนประมาณ เที่ยงคืนกว่าๆค่ะ
จุดนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าก่อนนอนเช็คประตู หน้าต่าง ว่าปิดมิดชิด ไม่มีเปิดให้แมลง หรือลมเข้าเลยค่ะ

รู้ตัวตื่นอีกที เพราะได้ยินเสียงกุกกัก เหมือนคนไขประตูเข้ามา
เราสะดุ้งตื่นขึ้นทันที (ปกติเรานอนง่ายตื่นง่าย ไม่ขี้เซา) อยู่ในท่านั่งบนเตียงของเราค่ะ
ทั้งห้องมืด แต่เราเห็นเงา คนดำตะคุ่มตะคุ่มอยู่ที่ประตู้ห้องนอนของเรา
เห็นมือของเค้าพยายามเปิดไฟด้วยสวิทช์ไฟที่อยู่ข้างประตู
แต่ปรากฎว่าเปิดไม่ติดค่ะ ที่ไม่ติดเพราะว่า ที่ห้องเราเป็นระบบสวิทช์ไฟสองทาง คือสวิทช์ห้องจะเหมือนว่าเปิดไว้ตลอดเวลา ส่วนไฟพัดลมเพดานก็จะเชื่อมระบบกัน ถ้าสวิทช์พัดลมเปิดอยู่ จะสามารถใช้สวิทช์กำแพงปิดได้ แต่ถ้าสวิทช์กำแพงปิดอยู่ จะเปิดที่พัดลมไม่ได้  (ตรงนี้ถ้าอ่านแล้วงงข้ามไปค่ะ)

โดยสรปคือมันพยายามเปิดไฟ แต่เปิดไม่ได้ค่ะ
เราเลยตะโกนออกไป ว่า "What do you want, Who are you, Why are you here?" คือยิงถามรัวๆ เลย ว่า คุณเป็นใคร คุณต้องการอะไร ทำไมเข้ามาในนี้
ขอบอกตรงๆ ว่าตอนแรกที่เห็นเงานั้น แว๊บแรกเราคิดว่า เอ๊ะ เราลืมล็อกประตูรึเปล่านะ ทำให้เวลาดึกๆ คนเมาๆ เค้าเข้าผิดห้องได้ แล้วล็อกประตูเราก็มีแค่ dead bolt อันเดียวไม่ได้แน่นหนาอะไร  ในใจแว๊บแรกคิดแง่บวกจริงๆค่ะ ว่าอาจจะเป็นคนเมา หรือเป็น พวกพนักงานซ่อม ที่อาจจะมาบอกว่า มีไฟไหม้ หรือหม้อแปรงระเบิดอะไรประมาณนั้น (คิดได้เนอะ)
ในความมืดนั้น หลังจากเราถามมัน มันก็ตอบกลับมาว่า

"Don't move, I have a gun"  .... มันบอกให้เราห้ามขยับ เพราะมันมีปืน
ณ วินาทีนั้นก็รู้แล้ว ว่า โดนแน่นอน มันเข้ามาปล้นเรา
เราเลยบอกว่า  "What do you want, I will give you everything, don't shoot me"
เราบอกมันว่า เราจะให้มันทุกอย่าง อยากได้อะไรเอาไปเลย แต่อย่ายิงเราเป็นพอ
จุดนั้นรู้เลยค่ะ ว่าคนเรารักชีวิตมากมายแค่ไหน แก้วแหวนเงินทองอะไรที่มียอมสละให้หมด ขอเพียงแต่ให้มันเอาเงินแล้วรีบๆไปให้พ้นซะ มันบอกว่า มันต้องการเงิน ให้เอาของมีค่าทุกอย่างที่มีให้มันค่ะ
ตายละหว่า เราไม่มีของมีค่าอะไรเลย ในกระเป๋าเงินเรามีแบงค์ดอลล่าร์ไม่กี่ใบ เพราะปกติอยู่อเมริกาแทบไม่เคยพกเงินเกิน $100 เลย ทุกอย่างตั้งแต่ super market ของเล็กของใหญ่ ใช้เครดิตการ์ดตลอด
โชคดีที่เราเอากระเป๋าตังค์ไว้ข้างตัวตลอด ในความมืดเราเลยพยายามคว้าๆกระเป๋า
คว้าได้แค่ธนบัตรสองใบเท่านั้นค่ะ
เพราะมันมืด โจรมันไม่เห็น มันเลยตะโกนถามเราว่า "เรามีเงินท่าไหร่"

เราตอบมันไปว่า "เรามีแค่ไม่กี่เหรียญ" แล้วเราก็โชว์ธนบัตรให้มันดู
ได้ยินมันสบถออกมา คงรู้สึกผิดหวังอย่างแรงที่เข้าห้องเราแล้วเราไม่มีของมีค่าอะไรเลย
ในชั่ววินาทีนั้น มันเลยเปลี่ยนแผนค่ะ T___T

คำที่่มันพูดออกมาจากปาก ทำเราร้องไห้โฮออกมาเลยค่ะ
มันบอกให้ เราหันหลัง แล้วถอดกางเกงนอนออกค่ะ
ในใจตอนนั้นบอกตรงๆว่า คงโดน "ข่มขืน" แน่นอน ไม่รอดแน่นอน
แล้วไม่มีทางสู้จริงๆค่ะ หน้าต่างเราปิดสนิท ข้างเตียงไม่มีของอะไรที่จะฟาด หรือต่อสู้ได้เลย ทางออกเดียวที่มีคือประตูห้องนอนซึ่งมันยืนขวางอยู่แล้ว เราก็เลยคิดว่า เอาเถอะนะ ถ้ามันจะข่มขืนเรา เรายอม เราอยากรักษาชีวิต

คิดแล้วว่าคงโดนข่มขื่นแน่ๆ ....
มันสั่งให้เรายืนขึ้น พร้อมหันหลังให้มัน พร้อมบอกว่าให้ทำตามที่มันสั่ง เพราะมันมีปื่น

เราก็ยืนขึ้นบนเตียง ถลกกางเกงออก และโชว์ก้นของเราให้มันแต่โดยดี ไม่ขัดขืน
เราหันหน้าเข้ากำแพง หางตาของเราเห็นว่ามันเดินใกล้เข้ามาทางปลายเตียง แล้วเริ่มปลดซิบกางเกงออก ตอนนั้เราร้องไห้ออกมา ในสมอง process ไปไกลแล้ว ว่าโดนข่มขินจะต้องทำไง มันจะฆ่าเรามั้ย  แต่เราไม่ได้ทำเสียงดังโวยวายนะคะ เพราะมันบอกว่าให้เราอย่าเสียงดัง ไม่งั้นมันยิงทิ้ง เราก็เลยได้แต่ร้องคร่ำครวญอยู่ ปากก็พร่ำขอร้องว่า อย่าทำอะไรเราเลยนะ อย่าทำอะไรเราเลย

มันก็เลยบอกเราว่า "I am not gonna touch you, I am not gonna touch you" มันบอกว่ามันสัญญามันจะไม่แตะตัวเรา แต่ให้ทำตามที่มันบอกค่ะ
เราก็หันหลัง มันเริ่มช่วยตัวเอง ใช้มือชักเข้าออกค่ะ
ไม่กี่นาที มันก็บอกให้เราก้มลง ให้ทำท่าสุนัขค่ะ ไม่พอ มันบอกให้ เราตบก้น แล้วก็ร้องครวญครางทำเสียงเซ็กซี่
ณ จุดนี้ หลายๆคนอ่านอาจจะขำนะ ว่าเออ แมร่งโรคจิตว่ะ จะบอกว่าในใจเราก็ทั้งขำ ทั้งงงนะ ว่ามันจะมาไม้ไหน แต่เราเหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เลย เอาก็เอาวะ!!
เราก้มลง เปิดก้นให้มัน ตบก้นตัวเอง แล้วก็ร้องครวญ เหมือนมีความสุขมากมายค่ะ
ขอบอกว่าทั้งชิวิตไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำอะไรบ้าๆ แบบนี้เลย ไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้ แม้แต่หนังติดเรทก็ไม่เคยดู แต่ที่นึกถึง เพราะว่าเพิ่งอ่าน Fifty Shades of Grey ค่ะ ก็เลยพอเข้าใจว่ามันอยากให้ทำอะไร

หางตาเราหันหน้าไปแอบมองมัน มันก็ยืนช่วยตัวเองแบบนั้น ทำเสียงซี๊ดซ๊าด เราทำอะไรไม่ได้ เราก็ตบก้นตัวเองอยู่แบบนั้น ร้องครวญครางไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้มันพอใจ เผื่อมันจะได้เสร็จๆ แล้วจบกันไป

ในขณะที่เรื่องเกิดขึ้น มันไม่แตะต้องตัวเราเลยแม้แต่น้อยค่ะ....
พอมันช่วยตัวเองซักพัก มันก็เหมือนว่าพอใจแล้ว แล้วก็เดินออกจากห้องไปไม่ร่ำไม่ลา

-_-" เราไม่ได้ยินเสียงว่ามันเสร็จหรืออะไรรึเปล่า ในใจเราคิดล่วงหน้าว่ามันอาจจะสำเร็จความใคร่แล้วพุ่งน้ำมาที่เรา แต่ก็ไม่มีอะไรแต่อย่างใด มันเดินออกไปเงียบๆค่ะ

เรากลัวมาก กลัวมากๆจริงๆ ตอนมันเดินออกไปเราไม่เข้าใจว่ามันจะไปทำอะไร อาจจะเดินออกไปค้นของ ออกไปเปิดไฟ หรือจะทำอะไรอีก แต่เรารักชีวิต เราก็เปิดก้น ตบไปเรื่อยๆ จนซักพักเห็นว่าเงียบแล้ว เราก็เลยรีบไปปิดประตูห้องนอน แล้วโทร 911 ทันทีค่ะ
ทีนี้ปล่อยแบบร้องไห้โฮเลยจริงๆ ตอนโทรไป 911 ตำรวจรับสายทันที คำแรกเราจำได้จนถึงตอนนี้ เราบอกตำรวจว่า  Somebody broke into my apartment มีคนเข้ามาในห้องเรา เราบอกที่อยู่เรา ชื่อถนน เบอร์โทร ชื่อเรา ร้องไห้ไป แต่สติอยู่ดีทุกอย่างค่ะ
ไม่เกิน 10 นาที รถตำรวจมา จะบอกว่าฉากต่อไปนี้เหมือนดู CSA มากๆ แต่พอเราเป็นเหยื่อในเหตุการณ์จริง ไม่สลิงไม่แสตนด์ มันขำไม่ออกค่ะ มันไม่สนุกเลย
ตอนแรกไม่มีตำรวจมา เรายังถือสายคุยกับ 911 ในโทรศัพท์

มีเสียงเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงคน เราเลยถาม 911ในโทรศัพท์ไป ว่า มีคนมาเคาะประตู้ เป็นตำรวจรึเปล่า แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไง ว่าเค้าเป็นตำรวจ
ตอนนั้นเค้าก็ wall กันอยู่ รถตำรวจเลยเปิดไฟ สาดเข้ามาในห้องเราค่ะ แต่ตำรวจไม่เปิดประตูเข้ามาทันที เราเห็นว่ามีตำรวจมาแล้ว ก็เลยแอบเอาหัวลอดไปดูว่านอกห้องมีใครอยู่มั้ย พอแน่ใจว่ามีแต่เราแล้ว เราเลยวิ่งไปเปิดประตูค่ะ

ปรากฎว่าประตูหลักเข้าบ้านยังล็อกอยู่ค่ะ เลยทำให้รู้ว่า มันไม่ได้เข้ามาทางประตูหลัก ...
ตำรวจเข้ามาประมาณ 4 คน สัมภาษณ์นู่นนั่นนี่ ให้เรานั่งลง สงบสติ สัมภาษณ์กันไปหลายรอบค่ะ ให้เล่าเรื่องซ้ำๆกัน

สุดท้ายตอนที่ค้นหาหลักฐาน เจอว่ามันงัดประตูเลื่อนที่ติดกับระเบียงบ้านเข้ามา มีร่องรอยแงะ (เหมือนว่าใช้ไขควง) อย่างชัดเจน ประตู้ก็เปิดโล่งไว้ทั้งบาน ซึ่งวินาทีนั้นแน่ใจมาก ว่าเราไม่มีทางสะเพร่าเปิดแบบนั้นแน่นอน เลยสรุปได้ว่ามันเข้ามาทางประตูเลื่อนค่ะ ตำรวจก็คุย ถาม นู่นนั่นนี่ซักพัก แล้วก็ถามว่าเรามีเพื่อนที่พอจะให้มาหาได้มั้ย

เราบอกว่ามีเราก็เลยโทรหาเพื่อนคนไทยค่ะ เพื่อนก็งัวเงียตกใจตื่นขึ้นมาทันที ซักพักประมาณ 15 นาที เพื่อนก็มาถึงอพาร์ทเมนต์เราทั้งชุดนอนค่ะ (ขอบคุณ และรู้สึกอุ่นใจจริงๆ ที่มีเพื่อนในเวลาแบบนี้)
ตำรวจบอกว่าต้องรอ นักสืบ Detective มาเพื่อสัมภาษณ์และพิสูจน์หลักฐานก่อน
ซักพักนักสืบก็มา และขอให้ทุกคนออกจากห้อง เหลือแต่เราเพื่อทำการสัมภาษณ์ค่ะ
ก็เริ่มด้วยการอัดเสียง ซักประวัติ และถามทุกอย่างละเอียดมาก
เริ่มตั้งแต่ว่า ก่อนเรากลับบ้านเราไปไหน อยู่กับใคร ที่เราไปปาร์ตี้วันเกิด มีคนแปลกหน้ามั้ย มีการใช้ยา หรือมึนเมารึเปล่า (เราบอกว่าไม่มี) กลับมาเห็นอะไรผิดปกติ หรือเจอใครมั้ย (เราบอกว่าไม่เจอใคร)
ก่อนนอนทำอะไร นอนเวลาไหน เราก็ตอบไปว่าเราทำอะไรเรื่อยเปื่อยนอนไปตอนเที่ยงคืนครึ่งถึงตีหนึ่ง
แล้วก็ทวนฉากที่เล่าไปข้างบนทั้งหมดค่ะ
แต่ที่นักสืบถามละเอียด คือถามว่า โจรมันหน้าตาเป็นไง สูงต่ำดำขาว
เราบอกว่า เรารู้แต่ว่ามันเป็นคนดำ น่าจะหัวโล้น หรือสกินเฮด สูงและตัวใหญ่มาก เกือบถึงประตู (เกิน 180 แน่นอน) แล้วก็ค่อนข้างมีกล้าม นอกนั้นเราไม่เห็นจริงๆ

อ้ออ แล้วที่มันบอกว่ามีปืน เราก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะเราไม่เห็นปืน แต่มันบอกว่ามีปืน ใครจะเสี่ยงจริงมั้ยคะ (ต่อให้ไม่มีเราก็คงสู้มันไม่ได้อยู่ดี)
แล้วก็ถามว่าเห็นมันช่วยตัวเองมั้ย เห็นไอ้นั่นของมันมั้ย ซึ่งเราเห็นแค่มันใช้มือชัก ไม่เห็นตรงนั้นค่ะ (มืดมาก)
ก็เล่ากันไปเกือบชั่วโมงนึงค่ะ จำได้ว่าเริ่มสัมภาษณ์ตีสีกว่าๆ เสร็จตอนตีห้านิดๆค่ะ

พอเสร็จ ตำรวจและนักสืบก็บอกว่า อยากให้ทิ้งของที่จำเป็นไว้แบบนั้น ห้ามขยับ เพื่อหาหลักฐานค่ะ ส่วนตัวเรา เค้าแนะนำว่าอย่าอยู่ที่นี่ต่อ เพราะไม่รู้ว่ามันจะกลับมาเมื่อไหร่ เลยให้ไปนอนกับเพื่อนแทน เพื่อนมากันสองคน ก็ช่วยกันเก็บของใช้ที่จำเป็น ตั้งใจว่าจะไปอยู่ค้างกับเพื่อน คืนวันพฤหัส และศุกร์ กลับมาเก็บของวันเสาร์แล้วย้ายออกทันทีค่ะ
สรุปก็ไม่ได้นอนค่ะ เราก็ยังมีอารมณ์ว่า ไปถึงบ้านเพื่อน อาบน้ำแล้วก็แต่งตัวออกมาทำงาน ตอนเจ็ดโมงกว่าๆ พอดีค่ะ -_-"

พอสายหน่อยๆ ก็มีนักสืบอีกคนโทรมาขออนุญาตเข้าไปค้นห้อง หาหลักฐาน บอกว่าจะเอา backlight เข้าไปดูเผื่อมี DNA/ คราบอสุจิค่ะ
แต่ในใจเราคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรหลงเหลือล่ะ เพราะมันไม่ได้เสร็จในห้องเรา ตำรวจล็อตแรกก็ส่องหาน้ำอสุจิแต่ก็ไม่เจออะไรค่ะ เลยคิดว่าคงชวดไปคราวนี้

Thursday, August 16, 2012

หัวข้อหนักๆ Business Combination

วันนี้ปิดห้องคุยกับ partner ไปชั่วโมงกว่าๆได้
หัวข้อที่คุยคือเรื่องการ clear review notes แล้วก็คุย Accounting practice เรื่อง Business Combination
(ขอโทษล่วงหน้าที่ไทยคำอังกฤษคำ เพราะนึกภาษาไทยไม่ออก แล้วก็คุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยง่ะ)

ไม่แปลกเลยที่อยู่เมืองไทยแทบจะไม่ได้ยินจ๊อบไหนทำเรื่อง Business Combination เพราะมันไม่ใช่เทรนด์เมืองไทยเท่าไหร่นัก

ปกติเราจะเป็นพวก merger แบบซื้อกิจการ ปิดอันนั้นแล้วเปิดบริษัทใหม่ ตามกฎหมายไทยก็ต้องทำอะไรให้เรียบร้อย มีเรื่องภาษี มีเรื่องการจดทะเบียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้งานตรวจสอบบัญชีเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากนัก

แต่อเมริกา ประเทศที่แขกไปใครมามากมาย บริษัทนึงถูก take over มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แล้วก็มีบริษัทที่เรียกว่า "Private Equity" ซึ่งตั้งมาเพื่อการไปลงทุนที่บริษัทอื่นโดยเฉพาะ (แทนที่จะลงทุนหุ้น หรือลงทุนผลิต ขายของ ก็ดันลงทุนในบริษัทนู้นนั้นนี้ เพื่อหวังว่าบริษัทเติบโต แล้วเอาไปขายต่อทำกำไร)

เวลาจะ take over ทีก็มีหลายๆเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องประเมินราคา มูลค่าของบริษัท สินทรัพย์ พนักงาน รายชื่อลูกค้า(ที่มีมูลค่าในอนาคต) ฯลฯ แถมเวลา take ก็ทำแบบเนียนๆ คือ แค่เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น แล้วเอาเงิน เงินกู้มาลงให้ บริษัทที่ลงบัญชีก็ลงต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีการควบรวมเกิดขึ้น

แล้วออดิทล่ะ ? ถึงเวลาก็ต้องมาคุ้ยหาตัวเลขเอา ว่าตอนที่เค้าซื้อกิจการนั้นมีมูลค่าเท่าไร ลงบัญชียังไง ต้องรับรู้ Goodwill เท่าไหร่ (อ้วกแตรกค่าาา)

แต่ที่นี่ก็ดี ถึงเราจะเป็น senior เล็กๆ (แถมกะเหรี่ยง)  partner ก็อธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ ไปคุ้ย literature มาให้ด้วย ว่า ต้องอ่านทำความเข้าใจ เขียนอธิบายแบบนี้นะ อยู่เมืองไทยไม่เคยได้คุยกับ partner จริงๆจังๆ แบบนี้เลย แบบที่ให้ความรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรื่องนี้มันน่าสนใจอะไรแบบนี้

ถ้า partner เมืองไทยเวลาคุยก็คงเป็นเรื่องแก้งบ นู่นนี่แทนแล้ว ไม่ได้มีโอกาสมาคุยถึงลูกค้าแบบนี้ แล้ว partner ก็มีเล่าให้ฟังด้วย ว่าทำไมลูกค้าถึงทำกิจการแบบนี้ เบื้องหลัง insight strategy เป็นยังไง อนาคตน่าจะเป็นแบบไหน ไปคุยกับลูกค้ามาแล้วก็เล่าให้ฟัง แอบปลื้มขึ้นมาเลยทีเดียว

แรกๆ ก็ไม่เคยชินกับการคุยกับ partner นะ อยู่เมืองไทย การเข้าห้อง partner ดูเหมือนต้องเป็นประเด็นสำคัญ ยกเว้น partner ที่ใจดีๆ เข้าถึงน้องๆก็โอเคอยู่ แต่โดยทั่วไป เราไม่ค่อยได้มีโอกาสแบบนั้น แล้วพอมาอยู่นี่ก็รู้สึกว่า จะใช้ความรู้สึกวัฒนธรรมแบบเดิมไม่ได้แล้ว (งานตรูไม่เสร็จพอดี) ก็เลยลองเปลี่ยนแปลงดู

เมื่อเปลี่ยน ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะนะ ทำให้วันนี้ยิ้มขึ้นมาได้นิดนึง หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดสองอาทิตย์

จ๊อบที่ทำอยู่มันลากยาวมากกกก ทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว จนตอนนี้งบยังไม่ออกเลยอะ (และไม่มีท่าทีว่าจะออกใกล้ๆนี้ด้วย) หวังว่ามันจะออกในไม่ช้านี้นะ (ปีที่แล้วออกเดือนกันยา แค่ 9 เดือนจากวันปิดงบเท่านั้น)

จะว่าไป Business Combination ก็เป็น topic ที่น่าสนใจนะ :)

Tuesday, July 31, 2012

Home Sweet Home

อยู่มาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว หนึ่งปีเต็มที่จากบ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ จากพ่อแม่พี่น้อง จากแฟน จากญาติสนิทที่เคยเห็นกันทุกเดือน

ไม่เคยคิดถึงขนาดน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลอะไร จะมีก็คนึงหาเป็นครั้งคราว (น้ำเน่าเนอะ)

แต่เดือนหน้าจะได้กลับบ้านซักทีละ นับถอยหลังครบปีนึงพอดีเลย :)

กลับแบบบริษัทออกค่าตั๋วให้ด้วย ถึงจะเป็นสายการบินขาโจ๋ของ Alanta อย่าง Delta Airlines แต่ก็ดีกว่าต้องเสียตังกลับเองล่ะนะ ^^"  กลับไปคราวนี้ก็ไปคุย Performance คุยเรื่องอนาคตเล็กน้อย พบเจอเพื่อนฝูงเท่าที่โอกาสจะอำนวย เพราะกลับประมาณ 12 วัน ไปตจว แล้ว 7 วัน จะไปภูเก็ตสามคืน แล้วก็หัวหินอีกสองคืน เย้ๆ จะกินอาหารทะเลให้หายอยากไปเลย

ลิสต์ของที่อยากกิน

  1. ชาบูญี่ปุ่นแท้ 
  2. หอยแครง หอยลาย ส้มตำปูม้าสดๆ
  3. สุกี้เอ็มเค (อาจเปลี่ยนเป็นแบกน้ำจิ้มกลับมาทำปาร์ตี้ดีกว่า)
  4. Saboten
  5. CoCo Ichibanya
อยู่นี่ไม่อยากอาหารไทยแม้แต่น้อย เพราะเมืองเรามีแทบทุกอย่าง เอาเข้าจริงก็ไม่ได้กินอาหารไทยประจี้ประจำอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยนึกอยากอะไรมากมาย นานๆทีอยากกินลาบมาม่า แกงเขียวหวานก็ทำเองได้ หรือซื้อเอาก็ได้ เลยตัดอาหารไทยทิ้งไปเลย 

แต่ซีฟู้ดนี่สิ หอยแครงมันหายากจังนิ กินแต่หอยนางรม แซลมอน ปลาค้อด เฮ้อออ กับน้ำจิ้มที่ไม่แซ่บนี่เซ็งๆ นะ (ทำน้ำจิ้มเองได้ แต่ว่าซื้อพริกมาก็ใช้ไม่คุ้มอยู่ดี)

ของที่อยากซื้อจากเมืองไทยก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ 
ขากลับกระเป๋าเบาแย่เลย หรือมีใครมีไอเดียเอาของมาขายดีนะ?

Thursday, May 10, 2012

blog นี้ขอระบาย (เพื่อความสาแก่ใจ)

เมื่อเกือบสองปีที่แล้วได้รับมอบหมายให้ทำงานๆหนึ่ง ซึ่งต้องติดต่อกับต่างออฟฟิศ

เคยโดนผู้ใหญ่ตักเตือนว่าไปว่าพนักงานของออฟฟิศนั้น (ที่เราไปทำงานด้วย) ว่าไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่เคยเก็บไฟล์อะไรไว้เลย  เราบอกไปว่าเราพูดความจริง เป็นสิ่งที่สตาฟเค้าควรปรับปรุงนะ ไม่งั้นก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ


วันนี้เกือบสองปีผ่านไป ก็มีเมลมาจาก manager คนใหม่ที่ดูแลจ๊อบนี้อยู่ บอกว่าอยากขอข้อมูลเมื่อปี 2010 ไล่บี้ขอไฟล์ตั้งแต่ partner, manager เก่า, incharge เก่า, สตาฟที่ทำอยู่ประจำ อย่างต่ำห้าคนได้

ไม่มีใครซักคนที่เก็บไฟล์ไว้เลย??

ได้ข่าวว่างานและเอกสารที่เกี่ยวกับลูกค้ามันก็มี policy ให้ต้องเก็บรักษาไว้ไม่ใช่เหรอ
ที่สำคัญสตาฟพวกนี้ยังอยู่ในบริษัทด้วยนะ ไม่ใช่ว่าลาออกแล้วจะอ้างว่าล้างทุกอย่างทิ้ง

อย่างมากก็แค่ย้ายบริษัท ย้ายถิ่นฐาน แต่มาพูดง่ายๆ ชุ่ยๆ ว่า "ขอโทษนะ ไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย" เนี่ยนะ
สิ่งที่ Professional เค้าทำกัน???!!!!

สรุป ฉันเนี่ยแหละ ที่มา secondment อยู่ที่อเมริกา คงไม่มีใครคาดหวังว่าจะเอาไฟล์เมืองไทยมาด้วยสินะ แต่ผิดครับ ฉันเนี่ยแหละ ที่ก่อนมาได้เอาทุกไฟล์งานที่เคยทำมาก๊อปใส่ External Harddisk แบกมาถึงที่นี่ ถึงจะเป็นจ๊อบที่จบไปแล้ว และแทบไม่มีความทรงจำดีๆกับทีม กับสตาฟเลย แถมยังเคยโดนด่าไล่หลังด้วย

แต่สุดท้ายก็ฉันคนนี้ (ล่ะวะ) ที่ยังคงเก็บไฟล์  ไม่ได้คุย แต่เป็นคนเดียวจริงๆ :(

จุดประสงค์ก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ

อยากให้ใครก็ตามที่ผ่านมาอ่าน รู้สึกรับผิดชอบกับวิชาชีพของตัวเอง รู้จักว่า practice and policy เป็นยังไง และให้นึกไว้เสมอ ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้มันมีผลกับคนรุ่นหลัง รุ่นต่อๆไปเสมอ โดยเฉพาะงานแบบเราๆที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆทุกปี และเป็นงานบริการ

อะไรที่ไม่พอใจ ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
พอย้ายทีม ย้ายที่ทำงาน ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
ฟอร์แมตคอม ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
ไม่มีควาทรงจำอะไรแล้ว ก็ลบแค่ควาทรงจำของคุณ ไม่ใช่ลบไฟล์บริษัท

โอเค๊

ก็แค่เคือง และสะใจเล็กๆ ชิชิ

Monday, April 30, 2012

254 days --- 8 เดือน ช่างรวดเร็ว

วันนี้มีเพื่อนมาทักผ่าน FB ว่า counting banner ที่เรานับวันว่ามาอยู่ที่ Atlanta ได้ 254 วัน หรือแปดเดือนกว่าๆแล้ว เป็นเรื่องจริงฤ???

คิดอยู่ตลอดว่าผ่านไปครึ่งปี แต่ลืมไปว่าเวลาก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ รู้สึกมันผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าใจหาย ยังมีอีกเยอะที่อยากเที่ยว หลายร้านที่อยากกิน (แต่ไม่มีหลายงานที่อยากทำ)

ช่วงนี้กลับมาประจำฐานทัพที่ Atlanta เกือบจะถาวร จะว่าไปก็ได้แต่จ๊อบในเมืองมาสองเดือนได้แล้ว เป็นอะไรที่แตกต่าง จากช่วงครึ่งปีแรกที่ไปทำงานนอกเมือง ต่างรัฐตลอด ชีวิตฟุ้งเฟ้อมาก เพราะร่ำรวยจาก Per diem, mileage, team lunch, team dinner อยู่โรงแรม ขึ้นเครื่องบิน สะสมแต้ม  กลับมาสู่ชีวิตยาจก T_T

ด้วยความที่เหมือนจะมีรายได้ลดลง (จริงๆ ต้องเรียกว่าได้แบบที่มันควรจะเป็น) ลดไปเดือนละพันกว่าเหรียญ (เงินไทยสามหมื่นกว่าบาท เท่าเงินเดือนมนุษย์เงินเดือนทั้งเดือนเลยนะนั่นนน) จึงทำให้หลังๆ แอบหดหู่เล็กน้อย ประหยัดขึ้น แบบว่าพยายามทำกับข้าวกินเอง กินอาหารนอกบ้านก็แค่อารมณ์ fast food ไก่กาที่มื้อนึงไม่ถึงสิบเหรียญ แทบไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย (เพราะมันไม่มีอารมณ์) นานๆทีก็มีช้อปบ้าง พวกคสอ เสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร

ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนก็เลยพยายามไม่ให้เกิน $2000 (รวมค่าบ้าน โทรศัพท์ อินเตอร์เนต กินอยู่ ช้อปปิ้งทุกอย่างแล้ว)

เรื่องเงินก็ประเด็นหนึ่ง แต่ชีวิตที่ขาดการท่องเที่ยวมันช่างเป็นชีวิตที่เหี่ยวเฉาจริงๆ
ไม่รู้จะบ่นไปทำไมอะนะ แต่มา Mobility ก็อยากใช้ชีวิตเที่ยวเล่นให้เต็มที่
ไหนๆ หน้าทีการงานก็ไม่ได้สุม พอกหางหมูเหมือนตอนอยู่เมืองไทยแล้ว เวลาก็มีมากกว่าเดิมมากๆ แต่กลับต้องตื่นเช้าไปทำงาน แล้วกลับบ้านเนี่ย เซ็งอย่างบอกไม่ถูก

พอเซ็งเข้าก็เลยเริ่มแผนเที่ยวกระจาย เริ่มจาก

May 11-13 จะไปเยี่ยมเพื่อนที่ Houston Office เป็นเพื่อนคนญี่ปุ่น ก็จะมีสังสรรค์เล็กน้อยกับเพื่อนสิงคโปร์อีกสองสามคน น่าจะได้กินเหล้าเมายาให้หนำใจ 555

May 18-20 เพื่อนจาก Houston, TX คนเดิมก็มาเยือนถิ่นเราบ้าง อาทิตย์นั้นมีงาน Family Day ที่ออฟฟิศจัดให้พนักงานที่ Atlanta Zoo ตอนกลางคืนด้วย ธีมงานเป็นแบบเสื้อดอกฮาวาย อะไรไม่สำคัญเท่ากินฟรี ดื่มฟรี

May 25- June 3 จะมีเพื่อนมาจาก D.C. + New York แล้วจะ road trip ไป Savannha, GA ด้วยกัน Savannah เป็นเมืองตากอากาศเลียบ Atlantic Ocean อยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงจาก Atlanta อาจจะได้ไปแวะ Charleston/ Nashvilles หรือเมืองอื่นๆ ด้วย ก่อนที่จะขับรถไป New Orleans, LA เพื่อร่วม CSR project สร้างบ้านให้คนที่บ้านโดนพายุ Hurricane พัดไป

June 23-30 เป็น National Training week มีเทรนห้าวันที่ Chicago โรงแรมอยู่ประมาณ 45 นาทีจาก Downtown แต่ว่าช่วง weekend ก็จะมีนัดเพื่อนเที่ยวกัน

August  HOME LEAVEEEEE ^______^ ดีใจ จะได้กลับไทยตอนครบปีนึงพอดีเลย
อยากกินอาหารทะเล กับอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ให้หนำใจ แล้วก็เอาเงินกลับไปใช้บ้างไรบ้าง น่าจะแฮปปี้ดีไม่น้อย

ส่วน US CPA ตอนนี้ก็เรียนไปได้ 3/4 แล้ว จะต้องสอบให้เสร็จก่อนกลับบ้านเนี่ยแหละ แค่คิดก็ง่วงแล้ว บรี๋ยยยยยยย.........