Thursday, September 13, 2012

When I was one of the traumatized victim

ฝากมา Archive เก็บไว้เฉยๆ ก๊อปมาจาก pantip ที่เคยเอาไปลงไว้ (นานๆไปมันคงถูกลบ)

ตามอ่านกระทู้สืบเนื่องได้ที่ิลิงค์ด้านล่าง

http://www.toffee-in-usa.com/2012/09/profession-counselor.html


This is the story I wrote in the forum....

สวัสดีค่ะ เราเป็นคนไทยในอเมริกา จริงๆ ไม่ค่อยได้เข้าห้องนี้เท่าไหร่ แต่เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมีประโยชน์ต่อสาวๆที่ใช้ชีวิตในอเมริกาไม่มากก็น้อย
เรื่องของเรา เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากมากมาก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน หลังวันเกิดเราวันเดียว เป็นประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า เฉียดตาย หรือ เฉียดตายทั้งเป็น เลยอยากมาเล่าไว้เป็นอุทธาหรณ์ให้ฟังค่ะ น่าจะใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนค่ะ

วันที่ 12 กันยายน (ตามเวลาอเมริกา) เป็นวันเกิดครบรอบ 28 ปีของเราค่ะ

เรามาทำงานที่อเมริกาได้ครบหนึ่งปีนิดๆพอดี (บริษัทลูกส่งมาทำงานที่บริษัทแม่ที่อเมริกาค่ะ) วันที่ 12 เป็นวันเกิดเรา ก็มีเลี้ยงฉลองวันเกิดกับเพื่อนๆคนไทย ปาร์ตี้เป็นปาร์ตี้ธรรมดา ทานข้าว เครื่องดื่มนิดหน่อย เราออกจากบ้านเพื่อนเวลา 22.30 น.
ขับรถกลับบ้านคนเดียว ตามประสาคนใช้ชีวิตที่อเมริกาค่ะ

อพาร์ทเมนต์ของเรา เป็นสไตล์ที่เรียกว่า Apartment Complex นะคะ คือมี ประตูรั้วใหญ่ๆ อยู๋ข้างหน้า แล้วเข้าไปก็จะมี Apartment หลายๆหลัง หลังนึงก็จะมีห้องหลายๆห้อง ห้องเล็กสุดที่เราอยู่ขนาดประมาณ 500-600 SQF คือมี 1 bed + 1 Bath + living room + kitchen  ก็จัดเป็นอพาร์ทเมนต์ทั่วไปค่ะ (ถ้าใครอยู่อเมริกาคงนึกออกเนอะ)

จุดแรกที่อาจจะอันตรายสำหรับหลายๆคน คือ เราชอบอยู่ที่ชั้น 1 ค่ะ เพราะว่าขนย้ายข้าวของสะดวกดี ถามว่ามีคนผ่านไปมาเยอะมั้ย ถ้าไม่ใช่เพื่อนบ้าน กับคนใน apartment ข้างเคียง ก็คงไม่ค่อยมีโอกาสผ่านค่ะ เพราะคนอเมริกาใช้รถกันส่วนใหญ่ ไอ้เรื่องเดินผ่านไปผ่านมาหน้าห้องเนี่ย ต้องเฉพาะเจาะจงมากๆ

คืนนั้นกลับมาก็ไม่มีอะไร เล่นเนต ล้างหน้า แปรงฟัน ตามประสา จนหลับไปตอนประมาณ เที่ยงคืนกว่าๆค่ะ
จุดนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าก่อนนอนเช็คประตู หน้าต่าง ว่าปิดมิดชิด ไม่มีเปิดให้แมลง หรือลมเข้าเลยค่ะ

รู้ตัวตื่นอีกที เพราะได้ยินเสียงกุกกัก เหมือนคนไขประตูเข้ามา
เราสะดุ้งตื่นขึ้นทันที (ปกติเรานอนง่ายตื่นง่าย ไม่ขี้เซา) อยู่ในท่านั่งบนเตียงของเราค่ะ
ทั้งห้องมืด แต่เราเห็นเงา คนดำตะคุ่มตะคุ่มอยู่ที่ประตู้ห้องนอนของเรา
เห็นมือของเค้าพยายามเปิดไฟด้วยสวิทช์ไฟที่อยู่ข้างประตู
แต่ปรากฎว่าเปิดไม่ติดค่ะ ที่ไม่ติดเพราะว่า ที่ห้องเราเป็นระบบสวิทช์ไฟสองทาง คือสวิทช์ห้องจะเหมือนว่าเปิดไว้ตลอดเวลา ส่วนไฟพัดลมเพดานก็จะเชื่อมระบบกัน ถ้าสวิทช์พัดลมเปิดอยู่ จะสามารถใช้สวิทช์กำแพงปิดได้ แต่ถ้าสวิทช์กำแพงปิดอยู่ จะเปิดที่พัดลมไม่ได้  (ตรงนี้ถ้าอ่านแล้วงงข้ามไปค่ะ)

โดยสรปคือมันพยายามเปิดไฟ แต่เปิดไม่ได้ค่ะ
เราเลยตะโกนออกไป ว่า "What do you want, Who are you, Why are you here?" คือยิงถามรัวๆ เลย ว่า คุณเป็นใคร คุณต้องการอะไร ทำไมเข้ามาในนี้
ขอบอกตรงๆ ว่าตอนแรกที่เห็นเงานั้น แว๊บแรกเราคิดว่า เอ๊ะ เราลืมล็อกประตูรึเปล่านะ ทำให้เวลาดึกๆ คนเมาๆ เค้าเข้าผิดห้องได้ แล้วล็อกประตูเราก็มีแค่ dead bolt อันเดียวไม่ได้แน่นหนาอะไร  ในใจแว๊บแรกคิดแง่บวกจริงๆค่ะ ว่าอาจจะเป็นคนเมา หรือเป็น พวกพนักงานซ่อม ที่อาจจะมาบอกว่า มีไฟไหม้ หรือหม้อแปรงระเบิดอะไรประมาณนั้น (คิดได้เนอะ)
ในความมืดนั้น หลังจากเราถามมัน มันก็ตอบกลับมาว่า

"Don't move, I have a gun"  .... มันบอกให้เราห้ามขยับ เพราะมันมีปืน
ณ วินาทีนั้นก็รู้แล้ว ว่า โดนแน่นอน มันเข้ามาปล้นเรา
เราเลยบอกว่า  "What do you want, I will give you everything, don't shoot me"
เราบอกมันว่า เราจะให้มันทุกอย่าง อยากได้อะไรเอาไปเลย แต่อย่ายิงเราเป็นพอ
จุดนั้นรู้เลยค่ะ ว่าคนเรารักชีวิตมากมายแค่ไหน แก้วแหวนเงินทองอะไรที่มียอมสละให้หมด ขอเพียงแต่ให้มันเอาเงินแล้วรีบๆไปให้พ้นซะ มันบอกว่า มันต้องการเงิน ให้เอาของมีค่าทุกอย่างที่มีให้มันค่ะ
ตายละหว่า เราไม่มีของมีค่าอะไรเลย ในกระเป๋าเงินเรามีแบงค์ดอลล่าร์ไม่กี่ใบ เพราะปกติอยู่อเมริกาแทบไม่เคยพกเงินเกิน $100 เลย ทุกอย่างตั้งแต่ super market ของเล็กของใหญ่ ใช้เครดิตการ์ดตลอด
โชคดีที่เราเอากระเป๋าตังค์ไว้ข้างตัวตลอด ในความมืดเราเลยพยายามคว้าๆกระเป๋า
คว้าได้แค่ธนบัตรสองใบเท่านั้นค่ะ
เพราะมันมืด โจรมันไม่เห็น มันเลยตะโกนถามเราว่า "เรามีเงินท่าไหร่"

เราตอบมันไปว่า "เรามีแค่ไม่กี่เหรียญ" แล้วเราก็โชว์ธนบัตรให้มันดู
ได้ยินมันสบถออกมา คงรู้สึกผิดหวังอย่างแรงที่เข้าห้องเราแล้วเราไม่มีของมีค่าอะไรเลย
ในชั่ววินาทีนั้น มันเลยเปลี่ยนแผนค่ะ T___T

คำที่่มันพูดออกมาจากปาก ทำเราร้องไห้โฮออกมาเลยค่ะ
มันบอกให้ เราหันหลัง แล้วถอดกางเกงนอนออกค่ะ
ในใจตอนนั้นบอกตรงๆว่า คงโดน "ข่มขืน" แน่นอน ไม่รอดแน่นอน
แล้วไม่มีทางสู้จริงๆค่ะ หน้าต่างเราปิดสนิท ข้างเตียงไม่มีของอะไรที่จะฟาด หรือต่อสู้ได้เลย ทางออกเดียวที่มีคือประตูห้องนอนซึ่งมันยืนขวางอยู่แล้ว เราก็เลยคิดว่า เอาเถอะนะ ถ้ามันจะข่มขืนเรา เรายอม เราอยากรักษาชีวิต

คิดแล้วว่าคงโดนข่มขื่นแน่ๆ ....
มันสั่งให้เรายืนขึ้น พร้อมหันหลังให้มัน พร้อมบอกว่าให้ทำตามที่มันสั่ง เพราะมันมีปื่น

เราก็ยืนขึ้นบนเตียง ถลกกางเกงออก และโชว์ก้นของเราให้มันแต่โดยดี ไม่ขัดขืน
เราหันหน้าเข้ากำแพง หางตาของเราเห็นว่ามันเดินใกล้เข้ามาทางปลายเตียง แล้วเริ่มปลดซิบกางเกงออก ตอนนั้เราร้องไห้ออกมา ในสมอง process ไปไกลแล้ว ว่าโดนข่มขินจะต้องทำไง มันจะฆ่าเรามั้ย  แต่เราไม่ได้ทำเสียงดังโวยวายนะคะ เพราะมันบอกว่าให้เราอย่าเสียงดัง ไม่งั้นมันยิงทิ้ง เราก็เลยได้แต่ร้องคร่ำครวญอยู่ ปากก็พร่ำขอร้องว่า อย่าทำอะไรเราเลยนะ อย่าทำอะไรเราเลย

มันก็เลยบอกเราว่า "I am not gonna touch you, I am not gonna touch you" มันบอกว่ามันสัญญามันจะไม่แตะตัวเรา แต่ให้ทำตามที่มันบอกค่ะ
เราก็หันหลัง มันเริ่มช่วยตัวเอง ใช้มือชักเข้าออกค่ะ
ไม่กี่นาที มันก็บอกให้เราก้มลง ให้ทำท่าสุนัขค่ะ ไม่พอ มันบอกให้ เราตบก้น แล้วก็ร้องครวญครางทำเสียงเซ็กซี่
ณ จุดนี้ หลายๆคนอ่านอาจจะขำนะ ว่าเออ แมร่งโรคจิตว่ะ จะบอกว่าในใจเราก็ทั้งขำ ทั้งงงนะ ว่ามันจะมาไม้ไหน แต่เราเหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เลย เอาก็เอาวะ!!
เราก้มลง เปิดก้นให้มัน ตบก้นตัวเอง แล้วก็ร้องครวญ เหมือนมีความสุขมากมายค่ะ
ขอบอกว่าทั้งชิวิตไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำอะไรบ้าๆ แบบนี้เลย ไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้ แม้แต่หนังติดเรทก็ไม่เคยดู แต่ที่นึกถึง เพราะว่าเพิ่งอ่าน Fifty Shades of Grey ค่ะ ก็เลยพอเข้าใจว่ามันอยากให้ทำอะไร

หางตาเราหันหน้าไปแอบมองมัน มันก็ยืนช่วยตัวเองแบบนั้น ทำเสียงซี๊ดซ๊าด เราทำอะไรไม่ได้ เราก็ตบก้นตัวเองอยู่แบบนั้น ร้องครวญครางไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้มันพอใจ เผื่อมันจะได้เสร็จๆ แล้วจบกันไป

ในขณะที่เรื่องเกิดขึ้น มันไม่แตะต้องตัวเราเลยแม้แต่น้อยค่ะ....
พอมันช่วยตัวเองซักพัก มันก็เหมือนว่าพอใจแล้ว แล้วก็เดินออกจากห้องไปไม่ร่ำไม่ลา

-_-" เราไม่ได้ยินเสียงว่ามันเสร็จหรืออะไรรึเปล่า ในใจเราคิดล่วงหน้าว่ามันอาจจะสำเร็จความใคร่แล้วพุ่งน้ำมาที่เรา แต่ก็ไม่มีอะไรแต่อย่างใด มันเดินออกไปเงียบๆค่ะ

เรากลัวมาก กลัวมากๆจริงๆ ตอนมันเดินออกไปเราไม่เข้าใจว่ามันจะไปทำอะไร อาจจะเดินออกไปค้นของ ออกไปเปิดไฟ หรือจะทำอะไรอีก แต่เรารักชีวิต เราก็เปิดก้น ตบไปเรื่อยๆ จนซักพักเห็นว่าเงียบแล้ว เราก็เลยรีบไปปิดประตูห้องนอน แล้วโทร 911 ทันทีค่ะ
ทีนี้ปล่อยแบบร้องไห้โฮเลยจริงๆ ตอนโทรไป 911 ตำรวจรับสายทันที คำแรกเราจำได้จนถึงตอนนี้ เราบอกตำรวจว่า  Somebody broke into my apartment มีคนเข้ามาในห้องเรา เราบอกที่อยู่เรา ชื่อถนน เบอร์โทร ชื่อเรา ร้องไห้ไป แต่สติอยู่ดีทุกอย่างค่ะ
ไม่เกิน 10 นาที รถตำรวจมา จะบอกว่าฉากต่อไปนี้เหมือนดู CSA มากๆ แต่พอเราเป็นเหยื่อในเหตุการณ์จริง ไม่สลิงไม่แสตนด์ มันขำไม่ออกค่ะ มันไม่สนุกเลย
ตอนแรกไม่มีตำรวจมา เรายังถือสายคุยกับ 911 ในโทรศัพท์

มีเสียงเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงคน เราเลยถาม 911ในโทรศัพท์ไป ว่า มีคนมาเคาะประตู้ เป็นตำรวจรึเปล่า แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไง ว่าเค้าเป็นตำรวจ
ตอนนั้นเค้าก็ wall กันอยู่ รถตำรวจเลยเปิดไฟ สาดเข้ามาในห้องเราค่ะ แต่ตำรวจไม่เปิดประตูเข้ามาทันที เราเห็นว่ามีตำรวจมาแล้ว ก็เลยแอบเอาหัวลอดไปดูว่านอกห้องมีใครอยู่มั้ย พอแน่ใจว่ามีแต่เราแล้ว เราเลยวิ่งไปเปิดประตูค่ะ

ปรากฎว่าประตูหลักเข้าบ้านยังล็อกอยู่ค่ะ เลยทำให้รู้ว่า มันไม่ได้เข้ามาทางประตูหลัก ...
ตำรวจเข้ามาประมาณ 4 คน สัมภาษณ์นู่นนั่นนี่ ให้เรานั่งลง สงบสติ สัมภาษณ์กันไปหลายรอบค่ะ ให้เล่าเรื่องซ้ำๆกัน

สุดท้ายตอนที่ค้นหาหลักฐาน เจอว่ามันงัดประตูเลื่อนที่ติดกับระเบียงบ้านเข้ามา มีร่องรอยแงะ (เหมือนว่าใช้ไขควง) อย่างชัดเจน ประตู้ก็เปิดโล่งไว้ทั้งบาน ซึ่งวินาทีนั้นแน่ใจมาก ว่าเราไม่มีทางสะเพร่าเปิดแบบนั้นแน่นอน เลยสรุปได้ว่ามันเข้ามาทางประตูเลื่อนค่ะ ตำรวจก็คุย ถาม นู่นนั่นนี่ซักพัก แล้วก็ถามว่าเรามีเพื่อนที่พอจะให้มาหาได้มั้ย

เราบอกว่ามีเราก็เลยโทรหาเพื่อนคนไทยค่ะ เพื่อนก็งัวเงียตกใจตื่นขึ้นมาทันที ซักพักประมาณ 15 นาที เพื่อนก็มาถึงอพาร์ทเมนต์เราทั้งชุดนอนค่ะ (ขอบคุณ และรู้สึกอุ่นใจจริงๆ ที่มีเพื่อนในเวลาแบบนี้)
ตำรวจบอกว่าต้องรอ นักสืบ Detective มาเพื่อสัมภาษณ์และพิสูจน์หลักฐานก่อน
ซักพักนักสืบก็มา และขอให้ทุกคนออกจากห้อง เหลือแต่เราเพื่อทำการสัมภาษณ์ค่ะ
ก็เริ่มด้วยการอัดเสียง ซักประวัติ และถามทุกอย่างละเอียดมาก
เริ่มตั้งแต่ว่า ก่อนเรากลับบ้านเราไปไหน อยู่กับใคร ที่เราไปปาร์ตี้วันเกิด มีคนแปลกหน้ามั้ย มีการใช้ยา หรือมึนเมารึเปล่า (เราบอกว่าไม่มี) กลับมาเห็นอะไรผิดปกติ หรือเจอใครมั้ย (เราบอกว่าไม่เจอใคร)
ก่อนนอนทำอะไร นอนเวลาไหน เราก็ตอบไปว่าเราทำอะไรเรื่อยเปื่อยนอนไปตอนเที่ยงคืนครึ่งถึงตีหนึ่ง
แล้วก็ทวนฉากที่เล่าไปข้างบนทั้งหมดค่ะ
แต่ที่นักสืบถามละเอียด คือถามว่า โจรมันหน้าตาเป็นไง สูงต่ำดำขาว
เราบอกว่า เรารู้แต่ว่ามันเป็นคนดำ น่าจะหัวโล้น หรือสกินเฮด สูงและตัวใหญ่มาก เกือบถึงประตู (เกิน 180 แน่นอน) แล้วก็ค่อนข้างมีกล้าม นอกนั้นเราไม่เห็นจริงๆ

อ้ออ แล้วที่มันบอกว่ามีปืน เราก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะเราไม่เห็นปืน แต่มันบอกว่ามีปืน ใครจะเสี่ยงจริงมั้ยคะ (ต่อให้ไม่มีเราก็คงสู้มันไม่ได้อยู่ดี)
แล้วก็ถามว่าเห็นมันช่วยตัวเองมั้ย เห็นไอ้นั่นของมันมั้ย ซึ่งเราเห็นแค่มันใช้มือชัก ไม่เห็นตรงนั้นค่ะ (มืดมาก)
ก็เล่ากันไปเกือบชั่วโมงนึงค่ะ จำได้ว่าเริ่มสัมภาษณ์ตีสีกว่าๆ เสร็จตอนตีห้านิดๆค่ะ

พอเสร็จ ตำรวจและนักสืบก็บอกว่า อยากให้ทิ้งของที่จำเป็นไว้แบบนั้น ห้ามขยับ เพื่อหาหลักฐานค่ะ ส่วนตัวเรา เค้าแนะนำว่าอย่าอยู่ที่นี่ต่อ เพราะไม่รู้ว่ามันจะกลับมาเมื่อไหร่ เลยให้ไปนอนกับเพื่อนแทน เพื่อนมากันสองคน ก็ช่วยกันเก็บของใช้ที่จำเป็น ตั้งใจว่าจะไปอยู่ค้างกับเพื่อน คืนวันพฤหัส และศุกร์ กลับมาเก็บของวันเสาร์แล้วย้ายออกทันทีค่ะ
สรุปก็ไม่ได้นอนค่ะ เราก็ยังมีอารมณ์ว่า ไปถึงบ้านเพื่อน อาบน้ำแล้วก็แต่งตัวออกมาทำงาน ตอนเจ็ดโมงกว่าๆ พอดีค่ะ -_-"

พอสายหน่อยๆ ก็มีนักสืบอีกคนโทรมาขออนุญาตเข้าไปค้นห้อง หาหลักฐาน บอกว่าจะเอา backlight เข้าไปดูเผื่อมี DNA/ คราบอสุจิค่ะ
แต่ในใจเราคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรหลงเหลือล่ะ เพราะมันไม่ได้เสร็จในห้องเรา ตำรวจล็อตแรกก็ส่องหาน้ำอสุจิแต่ก็ไม่เจออะไรค่ะ เลยคิดว่าคงชวดไปคราวนี้

Thursday, August 16, 2012

หัวข้อหนักๆ Business Combination

วันนี้ปิดห้องคุยกับ partner ไปชั่วโมงกว่าๆได้
หัวข้อที่คุยคือเรื่องการ clear review notes แล้วก็คุย Accounting practice เรื่อง Business Combination
(ขอโทษล่วงหน้าที่ไทยคำอังกฤษคำ เพราะนึกภาษาไทยไม่ออก แล้วก็คุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยง่ะ)

ไม่แปลกเลยที่อยู่เมืองไทยแทบจะไม่ได้ยินจ๊อบไหนทำเรื่อง Business Combination เพราะมันไม่ใช่เทรนด์เมืองไทยเท่าไหร่นัก

ปกติเราจะเป็นพวก merger แบบซื้อกิจการ ปิดอันนั้นแล้วเปิดบริษัทใหม่ ตามกฎหมายไทยก็ต้องทำอะไรให้เรียบร้อย มีเรื่องภาษี มีเรื่องการจดทะเบียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้งานตรวจสอบบัญชีเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากนัก

แต่อเมริกา ประเทศที่แขกไปใครมามากมาย บริษัทนึงถูก take over มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แล้วก็มีบริษัทที่เรียกว่า "Private Equity" ซึ่งตั้งมาเพื่อการไปลงทุนที่บริษัทอื่นโดยเฉพาะ (แทนที่จะลงทุนหุ้น หรือลงทุนผลิต ขายของ ก็ดันลงทุนในบริษัทนู้นนั้นนี้ เพื่อหวังว่าบริษัทเติบโต แล้วเอาไปขายต่อทำกำไร)

เวลาจะ take over ทีก็มีหลายๆเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องประเมินราคา มูลค่าของบริษัท สินทรัพย์ พนักงาน รายชื่อลูกค้า(ที่มีมูลค่าในอนาคต) ฯลฯ แถมเวลา take ก็ทำแบบเนียนๆ คือ แค่เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น แล้วเอาเงิน เงินกู้มาลงให้ บริษัทที่ลงบัญชีก็ลงต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีการควบรวมเกิดขึ้น

แล้วออดิทล่ะ ? ถึงเวลาก็ต้องมาคุ้ยหาตัวเลขเอา ว่าตอนที่เค้าซื้อกิจการนั้นมีมูลค่าเท่าไร ลงบัญชียังไง ต้องรับรู้ Goodwill เท่าไหร่ (อ้วกแตรกค่าาา)

แต่ที่นี่ก็ดี ถึงเราจะเป็น senior เล็กๆ (แถมกะเหรี่ยง)  partner ก็อธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ ไปคุ้ย literature มาให้ด้วย ว่า ต้องอ่านทำความเข้าใจ เขียนอธิบายแบบนี้นะ อยู่เมืองไทยไม่เคยได้คุยกับ partner จริงๆจังๆ แบบนี้เลย แบบที่ให้ความรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรื่องนี้มันน่าสนใจอะไรแบบนี้

ถ้า partner เมืองไทยเวลาคุยก็คงเป็นเรื่องแก้งบ นู่นนี่แทนแล้ว ไม่ได้มีโอกาสมาคุยถึงลูกค้าแบบนี้ แล้ว partner ก็มีเล่าให้ฟังด้วย ว่าทำไมลูกค้าถึงทำกิจการแบบนี้ เบื้องหลัง insight strategy เป็นยังไง อนาคตน่าจะเป็นแบบไหน ไปคุยกับลูกค้ามาแล้วก็เล่าให้ฟัง แอบปลื้มขึ้นมาเลยทีเดียว

แรกๆ ก็ไม่เคยชินกับการคุยกับ partner นะ อยู่เมืองไทย การเข้าห้อง partner ดูเหมือนต้องเป็นประเด็นสำคัญ ยกเว้น partner ที่ใจดีๆ เข้าถึงน้องๆก็โอเคอยู่ แต่โดยทั่วไป เราไม่ค่อยได้มีโอกาสแบบนั้น แล้วพอมาอยู่นี่ก็รู้สึกว่า จะใช้ความรู้สึกวัฒนธรรมแบบเดิมไม่ได้แล้ว (งานตรูไม่เสร็จพอดี) ก็เลยลองเปลี่ยนแปลงดู

เมื่อเปลี่ยน ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะนะ ทำให้วันนี้ยิ้มขึ้นมาได้นิดนึง หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดสองอาทิตย์

จ๊อบที่ทำอยู่มันลากยาวมากกกก ทำมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว จนตอนนี้งบยังไม่ออกเลยอะ (และไม่มีท่าทีว่าจะออกใกล้ๆนี้ด้วย) หวังว่ามันจะออกในไม่ช้านี้นะ (ปีที่แล้วออกเดือนกันยา แค่ 9 เดือนจากวันปิดงบเท่านั้น)

จะว่าไป Business Combination ก็เป็น topic ที่น่าสนใจนะ :)

Tuesday, July 31, 2012

Home Sweet Home

อยู่มาเกือบหนึ่งปีเต็มแล้ว หนึ่งปีเต็มที่จากบ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ จากพ่อแม่พี่น้อง จากแฟน จากญาติสนิทที่เคยเห็นกันทุกเดือน

ไม่เคยคิดถึงขนาดน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลอะไร จะมีก็คนึงหาเป็นครั้งคราว (น้ำเน่าเนอะ)

แต่เดือนหน้าจะได้กลับบ้านซักทีละ นับถอยหลังครบปีนึงพอดีเลย :)

กลับแบบบริษัทออกค่าตั๋วให้ด้วย ถึงจะเป็นสายการบินขาโจ๋ของ Alanta อย่าง Delta Airlines แต่ก็ดีกว่าต้องเสียตังกลับเองล่ะนะ ^^"  กลับไปคราวนี้ก็ไปคุย Performance คุยเรื่องอนาคตเล็กน้อย พบเจอเพื่อนฝูงเท่าที่โอกาสจะอำนวย เพราะกลับประมาณ 12 วัน ไปตจว แล้ว 7 วัน จะไปภูเก็ตสามคืน แล้วก็หัวหินอีกสองคืน เย้ๆ จะกินอาหารทะเลให้หายอยากไปเลย

ลิสต์ของที่อยากกิน

  1. ชาบูญี่ปุ่นแท้ 
  2. หอยแครง หอยลาย ส้มตำปูม้าสดๆ
  3. สุกี้เอ็มเค (อาจเปลี่ยนเป็นแบกน้ำจิ้มกลับมาทำปาร์ตี้ดีกว่า)
  4. Saboten
  5. CoCo Ichibanya
อยู่นี่ไม่อยากอาหารไทยแม้แต่น้อย เพราะเมืองเรามีแทบทุกอย่าง เอาเข้าจริงก็ไม่ได้กินอาหารไทยประจี้ประจำอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยนึกอยากอะไรมากมาย นานๆทีอยากกินลาบมาม่า แกงเขียวหวานก็ทำเองได้ หรือซื้อเอาก็ได้ เลยตัดอาหารไทยทิ้งไปเลย 

แต่ซีฟู้ดนี่สิ หอยแครงมันหายากจังนิ กินแต่หอยนางรม แซลมอน ปลาค้อด เฮ้อออ กับน้ำจิ้มที่ไม่แซ่บนี่เซ็งๆ นะ (ทำน้ำจิ้มเองได้ แต่ว่าซื้อพริกมาก็ใช้ไม่คุ้มอยู่ดี)

ของที่อยากซื้อจากเมืองไทยก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ 
ขากลับกระเป๋าเบาแย่เลย หรือมีใครมีไอเดียเอาของมาขายดีนะ?

Thursday, May 10, 2012

blog นี้ขอระบาย (เพื่อความสาแก่ใจ)

เมื่อเกือบสองปีที่แล้วได้รับมอบหมายให้ทำงานๆหนึ่ง ซึ่งต้องติดต่อกับต่างออฟฟิศ

เคยโดนผู้ใหญ่ตักเตือนว่าไปว่าพนักงานของออฟฟิศนั้น (ที่เราไปทำงานด้วย) ว่าไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่เคยเก็บไฟล์อะไรไว้เลย  เราบอกไปว่าเราพูดความจริง เป็นสิ่งที่สตาฟเค้าควรปรับปรุงนะ ไม่งั้นก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ


วันนี้เกือบสองปีผ่านไป ก็มีเมลมาจาก manager คนใหม่ที่ดูแลจ๊อบนี้อยู่ บอกว่าอยากขอข้อมูลเมื่อปี 2010 ไล่บี้ขอไฟล์ตั้งแต่ partner, manager เก่า, incharge เก่า, สตาฟที่ทำอยู่ประจำ อย่างต่ำห้าคนได้

ไม่มีใครซักคนที่เก็บไฟล์ไว้เลย??

ได้ข่าวว่างานและเอกสารที่เกี่ยวกับลูกค้ามันก็มี policy ให้ต้องเก็บรักษาไว้ไม่ใช่เหรอ
ที่สำคัญสตาฟพวกนี้ยังอยู่ในบริษัทด้วยนะ ไม่ใช่ว่าลาออกแล้วจะอ้างว่าล้างทุกอย่างทิ้ง

อย่างมากก็แค่ย้ายบริษัท ย้ายถิ่นฐาน แต่มาพูดง่ายๆ ชุ่ยๆ ว่า "ขอโทษนะ ไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย" เนี่ยนะ
สิ่งที่ Professional เค้าทำกัน???!!!!

สรุป ฉันเนี่ยแหละ ที่มา secondment อยู่ที่อเมริกา คงไม่มีใครคาดหวังว่าจะเอาไฟล์เมืองไทยมาด้วยสินะ แต่ผิดครับ ฉันเนี่ยแหละ ที่ก่อนมาได้เอาทุกไฟล์งานที่เคยทำมาก๊อปใส่ External Harddisk แบกมาถึงที่นี่ ถึงจะเป็นจ๊อบที่จบไปแล้ว และแทบไม่มีความทรงจำดีๆกับทีม กับสตาฟเลย แถมยังเคยโดนด่าไล่หลังด้วย

แต่สุดท้ายก็ฉันคนนี้ (ล่ะวะ) ที่ยังคงเก็บไฟล์  ไม่ได้คุย แต่เป็นคนเดียวจริงๆ :(

จุดประสงค์ก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ

อยากให้ใครก็ตามที่ผ่านมาอ่าน รู้สึกรับผิดชอบกับวิชาชีพของตัวเอง รู้จักว่า practice and policy เป็นยังไง และให้นึกไว้เสมอ ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้มันมีผลกับคนรุ่นหลัง รุ่นต่อๆไปเสมอ โดยเฉพาะงานแบบเราๆที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆทุกปี และเป็นงานบริการ

อะไรที่ไม่พอใจ ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
พอย้ายทีม ย้ายที่ทำงาน ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
ฟอร์แมตคอม ก็ไม่ใช่ลบทิ้ง
ไม่มีควาทรงจำอะไรแล้ว ก็ลบแค่ควาทรงจำของคุณ ไม่ใช่ลบไฟล์บริษัท

โอเค๊

ก็แค่เคือง และสะใจเล็กๆ ชิชิ

Monday, April 30, 2012

254 days --- 8 เดือน ช่างรวดเร็ว

วันนี้มีเพื่อนมาทักผ่าน FB ว่า counting banner ที่เรานับวันว่ามาอยู่ที่ Atlanta ได้ 254 วัน หรือแปดเดือนกว่าๆแล้ว เป็นเรื่องจริงฤ???

คิดอยู่ตลอดว่าผ่านไปครึ่งปี แต่ลืมไปว่าเวลาก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ รู้สึกมันผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าใจหาย ยังมีอีกเยอะที่อยากเที่ยว หลายร้านที่อยากกิน (แต่ไม่มีหลายงานที่อยากทำ)

ช่วงนี้กลับมาประจำฐานทัพที่ Atlanta เกือบจะถาวร จะว่าไปก็ได้แต่จ๊อบในเมืองมาสองเดือนได้แล้ว เป็นอะไรที่แตกต่าง จากช่วงครึ่งปีแรกที่ไปทำงานนอกเมือง ต่างรัฐตลอด ชีวิตฟุ้งเฟ้อมาก เพราะร่ำรวยจาก Per diem, mileage, team lunch, team dinner อยู่โรงแรม ขึ้นเครื่องบิน สะสมแต้ม  กลับมาสู่ชีวิตยาจก T_T

ด้วยความที่เหมือนจะมีรายได้ลดลง (จริงๆ ต้องเรียกว่าได้แบบที่มันควรจะเป็น) ลดไปเดือนละพันกว่าเหรียญ (เงินไทยสามหมื่นกว่าบาท เท่าเงินเดือนมนุษย์เงินเดือนทั้งเดือนเลยนะนั่นนน) จึงทำให้หลังๆ แอบหดหู่เล็กน้อย ประหยัดขึ้น แบบว่าพยายามทำกับข้าวกินเอง กินอาหารนอกบ้านก็แค่อารมณ์ fast food ไก่กาที่มื้อนึงไม่ถึงสิบเหรียญ แทบไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย (เพราะมันไม่มีอารมณ์) นานๆทีก็มีช้อปบ้าง พวกคสอ เสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร

ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนก็เลยพยายามไม่ให้เกิน $2000 (รวมค่าบ้าน โทรศัพท์ อินเตอร์เนต กินอยู่ ช้อปปิ้งทุกอย่างแล้ว)

เรื่องเงินก็ประเด็นหนึ่ง แต่ชีวิตที่ขาดการท่องเที่ยวมันช่างเป็นชีวิตที่เหี่ยวเฉาจริงๆ
ไม่รู้จะบ่นไปทำไมอะนะ แต่มา Mobility ก็อยากใช้ชีวิตเที่ยวเล่นให้เต็มที่
ไหนๆ หน้าทีการงานก็ไม่ได้สุม พอกหางหมูเหมือนตอนอยู่เมืองไทยแล้ว เวลาก็มีมากกว่าเดิมมากๆ แต่กลับต้องตื่นเช้าไปทำงาน แล้วกลับบ้านเนี่ย เซ็งอย่างบอกไม่ถูก

พอเซ็งเข้าก็เลยเริ่มแผนเที่ยวกระจาย เริ่มจาก

May 11-13 จะไปเยี่ยมเพื่อนที่ Houston Office เป็นเพื่อนคนญี่ปุ่น ก็จะมีสังสรรค์เล็กน้อยกับเพื่อนสิงคโปร์อีกสองสามคน น่าจะได้กินเหล้าเมายาให้หนำใจ 555

May 18-20 เพื่อนจาก Houston, TX คนเดิมก็มาเยือนถิ่นเราบ้าง อาทิตย์นั้นมีงาน Family Day ที่ออฟฟิศจัดให้พนักงานที่ Atlanta Zoo ตอนกลางคืนด้วย ธีมงานเป็นแบบเสื้อดอกฮาวาย อะไรไม่สำคัญเท่ากินฟรี ดื่มฟรี

May 25- June 3 จะมีเพื่อนมาจาก D.C. + New York แล้วจะ road trip ไป Savannha, GA ด้วยกัน Savannah เป็นเมืองตากอากาศเลียบ Atlantic Ocean อยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงจาก Atlanta อาจจะได้ไปแวะ Charleston/ Nashvilles หรือเมืองอื่นๆ ด้วย ก่อนที่จะขับรถไป New Orleans, LA เพื่อร่วม CSR project สร้างบ้านให้คนที่บ้านโดนพายุ Hurricane พัดไป

June 23-30 เป็น National Training week มีเทรนห้าวันที่ Chicago โรงแรมอยู่ประมาณ 45 นาทีจาก Downtown แต่ว่าช่วง weekend ก็จะมีนัดเพื่อนเที่ยวกัน

August  HOME LEAVEEEEE ^______^ ดีใจ จะได้กลับไทยตอนครบปีนึงพอดีเลย
อยากกินอาหารทะเล กับอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ให้หนำใจ แล้วก็เอาเงินกลับไปใช้บ้างไรบ้าง น่าจะแฮปปี้ดีไม่น้อย

ส่วน US CPA ตอนนี้ก็เรียนไปได้ 3/4 แล้ว จะต้องสอบให้เสร็จก่อนกลับบ้านเนี่ยแหละ แค่คิดก็ง่วงแล้ว บรี๋ยยยยยยย.........

Tuesday, April 17, 2012

Thai vs American ep. 2 ว่าด้วยเรื่องโชว์โง่

ที่นี่จะระมัดระวังเรื่องการถามคำถาม "โชว์โง่" กันมาก เพราะถือว่าเป็น Ego ส่วนบุคคล
แล้วเด็กๆ ก็จะทำหน้าหงุดหงิดกันมากเวลาที่คนปีก่อนๆ document ไว้ไม่พอแล้วโดนลูกค้าตอกกลับ ส่วนเมืองไทย เราก็เข้าอกเข้าใจอนุชนคนรุ่นก่อนกันดีอะนะ ว่าเวลาตรวจก็แทบไม่มีแล้ว ถ้าจะให้อธิบาย สาธยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) อีก เห็นทีคงนอนหกโมงเช้าทุกวัน

เราก็เลยได้รับ Feedback มาว่า ยังทำงานได้ไม่เทียบเท่ามาตรฐานเด็กอเมริกาในแง่การจดและบอกเล่ารายละเอียด (ซึ่งเป็น skill ด้าน ฟัง และ เขียนเลยล่ะ)  ก็ก้มหน้าก้มตายอมรับไป

ผ่านมาเจ็ดเดือนใช่ว่าจะไม่พัฒนานะ ตอนแรกๆ ก็ได้แต่ทำ tickmark นู่นนี่เหมือนที่เมืองไทยแหละ
แต่พอเวลาผ่านไป จากที่เคยอธิบายบรรทัดสองบรรทัด ตอนนี้เริ่มกลายเป็นครึ่งหน้าละ แต่ก็ยังแอบคิดอยู่บ่อยๆ ว่าสิ่งเหล่านี้พอกลับเมืองไทยมันจะทำได้จริงๆเหรอ ?? ถ้าเอาวัฒนธรรมการ document แบบผักบุ้งไปปล่อยที่เมืองไทยอะไรจะเกิดขึ้น??

ข้อดี
- พัฒนาคุณภาพในการให้บริการลูกค้า ถ้าเราเขียนอธิบายเยอะๆ ลูกค้าก็ไม่ต้องมาคอย rerun ทุกครั้ง เวลา update process ใหม่ๆ หลายๆจ๊อบที่นี่ก็แค่ส่ง narrative ให้ลูกค้าอ่านและแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันเสร็จ ไม่ต้องเสียเวลา walkthrough ใหม่ให้มากมาย

-ประหยัดเวลาให้กับ engagement team ในปีถัดไป เพราะน้องๆที่มาทำงานชิ้นนี้แทน ก็จะได้อ่าน ปิดตา เห็นภาพกันเลยทีเดียว ว่าบริษัทนี้ วงจรนี้ทำอะไรยังไง ต้องตรวจสอบโดยเอาเอกสารจากใคร มาคำนวณยังไงบ้าง

ข้อเสีย
- ใช้เวลากระจายยยย ลอง plot formula คร่าวๆดูนะ

    Native English Speaker ใช้เวลา Document 1 หน้ากระดาษา ประมาณ 30 นาที (สมมติ)
    เด็กจากหลักสูตร Inter' แบบเรา หรือเด็กที่ภาษาดีพอควร จะใช้เวลาประมาณ 50 นาที
    เด็กไทย ที่ภาษาอังกฤษ กระท่อนกระแท่น แกรมม่าก็ยังงงๆ ศัพท์ก็ยังนึกไม่ค่อยออก .....รวมแก้ ถามเพื่อน เปิดดิก เราว่าอย่างต่ำต้องใช้เวลาเป็นสองเท่าของเจ้าของภาษานะ (นึกถึงตอนเราเขียนพวก Resume/ essay ดูก็ได้ ว่าต้องใช้เวลามากขนาดไหน)

   แถมคุณภาพออกมาก็ใช่ว่า "เป๊ะอะ" ก็เพราะเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักนี่นา ... แล้วเวลา manager มารีวิวล่ะ ? Manager หลายๆ คนก็กระท่อนกระแท่นเหมือนกันแหละ เพราะ manager ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาเหมือนกัน (ว่ากันตามจริง) อ่านๆ ไปก็จะงงๆ (ไม่รู้คนเขียนงง หรือคนอ่านงง) แก้ผิดแก้ถูกกันไป เวลาที่อ่าน และแก้ ก็ต้องใช้มากกว่าการทำงานระหว่าง เจ้าของภาษา vs เจ้าของภาษาอยู่แล้ว

- จำนวนชั่วโมงที่ให้ต่อ engagement เป็นที่รู้กันดีว่าใน firm BIG4 โดยเฉลี่ยแล้วเราใช้เวลาตรวจกัน 2-4 อาทิตย์ สำหรับบริษัทขนาดย่อมๆ มี in-charge 1 คน เด็กน้อย 1-2 คน ซึ่ง 2-4 อาทิตย์นี่ก็แล้วแต่ว่ารวม ทดสอบระบบด้วยรึเปล่า

 ถ้าเป็นการตรวจ year-end อย่างเดียว ก็มักจะได้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ รวมออกงบ และทุกอย่างในโลกนี้แล้ว!!! พระเจ้า ก็เคยคิดว่ามันหนักนะ แต่พอได้มาทำงานที่นี่แล้วมองกลับไป เราว่าที่เราเคยทำ (หรือทีน้องๆทำอยู่) มันโคตรรรรรหนักเลย (T__T) ยิ่งคิดก็ยิ่งน้ำตาตกใน คิดถึงเมืองไทยแล้วก็สงสารน้องๆอะ

จ๊อบขนาดเดียวกันกับที่เมืองไทย ถ้าอยู่ที่นี่จะได้เวลาเพิ่มเป็นสองเท่า! จ๊อบเล็กๆ ส่วนใหญ่ YE ได้เวลาสามอาทิตย์ ถ้ารวมทดสอบระบบด้วย ก็ได้เดือนกว่าๆเลย

แล้วคุณภาพที่ได้ต่างกันมั้ย ก็ต้องบอกว่า มันก็ต้องแปรผันตามกับเวลาที่ได้ เด็กๆที่นี่ก็มีเวลามากกว่าในการ complete Audit program แล้วก็ document ได้มากกว่า สามารถทำทุกอย่างให้จบในตัวได้ โดยที่ไม่ต้องถูกตาม ไปทำงานเก่า แล้วกินเวลางานใหม่ (เท่าไหร่นัก)  อะแหมม มันก็มีบ้างอะนะ แต่ไม่เยอะ

สรุปเรื่องเวลาที่ให้ใน engagement มีปัญหากับการวางแผนเป็นอย่างมาก

แล้วจะแก้ไขอย่างไร? ต้องถามว่าปัญหามันเกิดจากอะไรล่ะ?

เริ่มจากท่อน้ำเลี้ยงของบริษัทเลย คือ ---ค่าบริการทางวิชาชีพ ซึ่งเกิดมาจากพื้นฐานความต้องการ Supply-Demand

ส่วนใหญ่แล้วที่อเมริกา เฟิร์มจะได้ค่า fee เยอะมาก เพราะตามกฎหมายแล้ว บริษัทจำกัดทั่วไปไม่ต้องใช้ audit ในการตรวจ ในขณะที่เมืองไทย หรือสิงคโปร์ ถ้ามีสภาพเป็นบริษัทจำกัด มีรายได้กระจ๊อยนึง ก็ต้องจ้าง CPA มาตรวจแล้ว

ที่อเมริกาบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึง insurance , brokerage firms เท่านั้นที่จำเป็นต้องจ้าง CPA โดยเฉพาะ Big4 ที่มีกำลังคน และความรู้ความเชี่ยวชาญเพียงพอ ผลคือ

1) ค่า Fee ที่ได้ก็สูงตามขนาดบริษัท เพราะกว่าจะเป็น listed ใหญ่โตในตลาดหลักทรัพย์อเมริกาได้ ก็ต้องมีระบบนู่นนั่นนี

2) ขยาย service ได้ง่าย ที่อเมริกา เห็นได้ชัดเลยว่า IRM / Tax/ Actuary/ Valuator ทำงานกันเป็นปกติ แบบคู่ขนานกับ audit มากๆ เรียกว่ารวมเหมาใน package ก็ว่าได้ Financial audit เองไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องการรีวิว tax (ที่เรามักจะไม่เชี่ยวชาญ) ไม่ต้องคำนึงถึงการประเมินราคาหลักทรัพย์ การคำนวณ hedging หรือเรื่องที่ซับซ้อน เพราะทุกส่วนจะมีคนที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจัดการให้ทั้งหมด

3) ทีมใหญ่ อยู่นาน เด็กๆที่ทำจ๊อบ Listed ส่วนใหญ่ก็เรียกว่าอยู่กันทั้งปีทั้งชาติ มีโต๊ะส่วนตัวเสมือนเป็นพนักงานประจำเลยทีเดียว โดยเฉลี่ยที่เราเคยเห็นแพลน ถ้าเป็นจ๊อบที่ตรวจ quarter ด้วย ก็จะใช้เวลา 1600-1800 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับ target chargeability ของบริษัทเลยทีเดียว แปลว่าเด็กๆแทบไม่ต้องไปทำจ๊อบอื่น ทุ่มเทเวลาให้ได้เต็มที่ แล้วก็มีความต่อเนื่องของงานสูงกว่ามาก

4) Partner อุ่นใจ   เวลาไปจ๊อบใหญ่ๆ เรามักจะถาม partner ว่า ท่านๆ มีจ๊อบในมือเท่าไร คำตอบตรงกันคือ ถ้าได้จ๊อบ listed ใหญ่ๆ แล้ว ก็มีไม่เกิน 3-4 jobs ต่อปี partner จะมานั่งที่ออฟฟิศลูกค้า ทำงานกับเด็กๆ ให้เห็นหน้ากันตลอด เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ก็ใกล้ชิดกว่ามาก  partner ช่วยในการพูดคุย  project management (ทำให้ลูกค้าเกรงใจนิดๆ) และช่วยตัดสินปัญหาเล็กๆน้อยๆ ได้เร็วขึ้น

ส่วน manager ไม่ต้องพูดถึง แทบจะอยู่แบบร่วมหอลงโรงตลอดเวลา ที่เห็น manager ของจ๊อบใหญ่ๆที่นี่ ถึงขั้นลงมือลงแรงช่วย analyze ทำ section ที่ยากๆไปด้วย เพราะหลายๆครั้งเวลาที่ต้องติดต่อลูกค้าที่เป็นผู้บริหารสูงๆ เอาเด็กๆไปถามว่าทำไมคชจ รายได้ เพิ่มขึ้นลดลง ก็ดูไม่ค่อยเหมาะ (ถึงจะเป็นปกติของที่นี่ ที่เด็กๆ ก็คุยกับ CEO/ CFO ได้แบบไม่มีใครถือว่าใครเป็นผู้ใหญ่กว่า) ด้วยความที่ manager ก็ไม่ต้องวิ่งไปทำจ๊อบอื่น ก็มีเวลาทุ่มเท ช่วยเด็กๆ ตัดสินใจ ออกความเห็นนู่นนี่ได้มากขึ้น

อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นคร่าวๆนะ ยังไม่รวมถึงสไตล์การทำงาน การวางแผนการตรวจสอบ การประชุม ฯลฯ ที่มีความต่างกันค่อนข้างมากระหว่างวัฒนธรรมการทำงานที่เมืองไทย กับที่อเมริกามากทีเดียว

Thai vs American working culture episode 1 เกริ่นนำ

วันนี้มาหัวข้อหน้าที่การงานกันนิดนึง





ผ่านการ training มาก็เยอะ เรื่องการให้ Feedback  และรับ Feedback

มาอยู่ที่นี่กลับมาเป็น Senior เลยเน้นที่การ "รับ" Feedback ซะส่วนใหญ่

ที่นี่ค่อนข้างดีในแง่ของการตามล้างตามเช็ดให้เราส่ง Engagement review

ตามกฎแล้วเวลาที่เราทำงานจ๊อบลูกค้าที่ไหนเสร็จ ก็ควรจะต้องมีการตามประเมินผลด้วยตัวเอง (Self Assessment) ภายในสองอาทิตย์ ซึ่ง policy นี้ก็เหมือนๆกับที่เมืองไทยนั่นล่ะ

แต่เอาเข้าจริง ไม่ว่าที่เมืองไทย หรือที่นี่ ก็หาได้น้อยคนมากที่ทำตามเวลาที่เค้าบอกเป๊ะๆ

บริษัทก็ช่วยพนักงานแบบกดดันสุดๆ โดยการส่งเมลมาวันเว้นวัน ลิสต์ชื่อว่าใครยังทำไมเสร็จ เท่านี้ยังไม่พอ มีการส่งเมลจิก manager ด้วย สรุปลิสต์ออกมาว่าเด็กๆในจ๊อบคนไหนที่ยังไม่ได้ส่ง

วันดีคืนดี เราก็จะได้อีเมลจาก manager ตามจิกให้ทำ พอได้รับแบบนี้แล้ว เด็กน้อยอย่างเราก็ย่อมรีบทำ (แบบเสียไม่ได้) :p

เวลาที่เราประเมินผลตัวเองส่วนใหญ่ก็ประเมินแบบเบสิคทั่วไป คือให้ดีแบบมาตรฐาน และแอบมีให้สูงกว่ามาตรฐานบ้าง คิดเอาเองว่าส่วนใหญ่ manager คงปัดตกเล็กน้อย

อันที่จริงคงที่เพอร์เฟคจริงๆ ก็คงต้องมีอยู่นั่นแหละ แต่จุดหนึ่งที่รู้ว่าไม่ใช่ ตัวเราแน่นอน เนื่องจาก

1) แค่ภาษาที่ใช้ในการสื่่อสารในทีม และกับลูกค้า ก็เทียบกับเด็กอเมริกาปกติไม่ได้แล้ว อันนี้ก็เข้าใจ แต่ก็แอบน้อยใจนิดนึงนะ ที่มันก็ต้องรวมอยู่ในการประเมินผลด้วย

2) มาตรฐานการทำงานที่ต่างกัน อย่างที่นี่จะเน้น document มากๆ บางทีก็อธิบายสากกระเบือยันเรือรบ น้ำท่วมทุ่ง (บางทีก็ผักบุ้งโหรงเหรง หรือบางทีก็มีประโยชน์กับคนที่มาอ่านจริงๆนะ) คือโดยรวมก็ถือเป็นเรื่องดีที่ต้องมีการ document เยอะขนาดนั้น เพราะมันก็เป็นเรื่องของกฎหมาย (เวลาที่ถูกตรวจสอบก็มีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรแน่นอน ว่าทาง audit ได้ตรวจนู้นนั้นนี้พอเพียงแล้วนะ) หรือว่าสำหรับคนรุ่นหลัง ที่มาทำงานชิ้นนี้ต่อ ก็จะได้ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ต้องไปนั่งถามลูกค้าใหม่ทุกครั้ง (ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิคที่เมืองไทย เรื่องลูกค้าชอบบ่นว่า audit ไม่มีการเตรียมตัว พอเปลี่ยนทีมก็ถามซ้ำๆกันตลอดเวลา)

พอพูดถึงมาตรฐานที่ต่างกันเนี่ยล่ะ เลยเป็นที่มาของหัวข้อ blog นี้
ว่าแล้วก็ได้เวลาเปรียบเทียบกันซักที (จากมุมมองกระเหรี่ยงแบบเรา)

ข้อทำความเข้าใจแบบเป็น Ground Rule ก่อนนะว่า

1  มันไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน สิ่งที่เราจะเล่าสู่กันฟังนี้ ขอให้นึกไว้ว่า เป็นเรื่อง "โดยรวม" ไม่ใช่ "เหมารวม" ถ้าวัดตามค่าสถิติก็อาจจะ 60-80% ที่เป็นไปตามที่เราพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่จะเล่าต่อจากนี้ เป็นสัจจนิรันดร์ของสไตล์การทำงานที่นี่ หรือที่เมืองไทย (ศัพท์หรูปะ) อิอิ

2 มันมาจากความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า "เท่านั้น" ถ้าหากใครคิดเห็นไม่เหมือนกันก็แชร์กันได้ มันเกิดมาจากประสบการณ์การเทียบเคียงจริงของเรา ในช่วงที่ทำงานเมืองไทยกับที่นี่ แน่นอน ประสบการณ์ร้ายดีของแต่ละคน ด้วยเวลา และโอกาส ย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

3 อย่าลืมว่าในทุกค่าสถิตินั้น มันมี Outlier แฝงอยู่ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่เข้าข่าย Outlier เช่น คนอื่นๆเค้ากินแล้วอ้วนเอาๆ แต่คุณกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน (เปรียบเปรย)  ก็ขอแสดงความนับถือ ซูฮกในความโชคดีของคุณแล้วกันนะ แต่เราจะขอข้ามพวก outlier พวกนี้ เพราะเราจะพูดในแง่ ถัวๆ (ปนมั่ว) เท่านั้น

4 สิ่งที่พูดถึงนี้คือชีิวิตออดิท ท่านใดที่อยู่นอกวงการผ่านมา ก็ขอให้ระลึกว่า นี่คือชีวิตของชนกลุ่มน้อยเท่านั้น อาจมีคิดชื่นชม สงสาร หรืออึ้ง ทึ่ง งงอยู่ในใจ ขอความกรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม
อย่าเอาไปเหมาว่า แฟนฝรั่งที่ดูใจกันอยู่จะเป็นแบบนี้ อย่าเอาไปเหมาว่าผู้บริหารต่างชาติของท่านจะเข้าลักษณะนี้ ขอให้อ่านเพื่อประสบการณ์แนว "รู้ไว้อะ" แล้วกันนะกร๊ะ


กฎบ้าๆบอๆ ของเราก็จบแล้ว

แล้วไว้จะเริ่มเรื่อง การ document งาน เป็นเรื่องแรกแล้วกันนะ

(ใครอยากรู้ว่าที่เมืองไทย กับที่อเมริกาต่างกันตรงไหนอีก ลอง comment มาแล้วกัน ถ้านึกออกจะสอดแทรกไปด้วย)