Thursday, April 5, 2012

หายหน้าหายตา

ไม่ได้ update blog นานเกิ๊นนนน

งานรุมเร้าคอดๆ -_-"

แต่ก็ไม่บ่นหรอกนะ เพราะว่าเวลางานที่นี่ก็เรียกว่าปราณีกว่าที่เมืองไทยมากมาย ไม่เคยกลับบ้านหลัง 3 ทุ่มเลย  ถือเป็นความโชคดี เพราะหน้าพีคแบบนี้ ออดิทประเทศไหนก็หนักทั้งนั้นแหละ
(ทีมอื่นดึกๆ ก็มีนะ แต่ก็ไม่ได้ทุกวันติดกันเป็นเดือนๆ)

มีเอางานกลับมาทำที่บ้านบ้างอาทิตย์ละสองสามวัน บางทีก็ลากยาวไปตีหนึ่งตีสอง แต่ก็เรียกได้ว่าทำตัวเองซะมากกว่า ไม่ใช่อารมณ์ว่างานมันบีบคั้น แต่ก็นะ บางทีถ้ารู้สึกว่างานไม่เสร็จ ทำอะไรไม่คืบหน้าเท่าไหร่ก็จะรู้สึกเครียดๆ เล็กน้อย นอนตายตาไม่หลับ ก็เลยทำๆ ซะให้มันรู้สึกสบายใจ :)

Review note ที่ได้จาก manager/partner ก็ยังมากมายตามสไตล์คนที่รีวิว (ซึ่งไม่ใช่คนทำ) ก็ตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์กันไป

สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

  • เสร็จ engagement ที่ Richmond กลับมาพำนักพักพิง ยาวววววววววว ที่ Atlanta อีกเป็นเดือน (ช่วงนี้ก็กินแกลบกันไป ไม่ได้ Per diem  ค่าดิฟก็กระจิ๊ดริ๊ดไม่พอยาไส้ shopping แต้มบัตรเครดิต แต้มโรงแรมก็ไม่กระเพื่อมเล้ยยย หดหู่สุดๆ
  • สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นก็คือ  manager ที่จ๊อบ Richmond ให้  Review performance ดีเชียว ก็แอบดีใจนะ เพราะเป็นบริษัท Brokerage firm ที่ไม่เคยมีปสก ด้านนี้ แต่เค้าพอใจในผลงานที่เราตั้งใจทำ ก็ดีอะ
  • ข้อดีที่กลับมาก็คือ ได้ทำอาหารกินเองเยอะขึ้น ตอนนี้เริ่มนับแคลอรี่แบบว่ากินไม่เกินวันละ 1200 โดยใช้ App ใน iPhone มาได้จะเดือนนึงแระ น้ำหนักก็ลดแบบเป็นที่น่าพอใจอยู่ แต่ของแบบนี้จะเหลิงไม่ได้อะนะ ปัญหาการควบคุมจิตใจไม่ให้ (แหล่ก) กินมากเกินไปเนี่ย ปัญหาระดับชาติ!! อ้วนมาทั้งชีวิตแล้ว เดือนเดียวคงจะไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยได้ถาวรหรอกน่า ^^"
  • ลูกค้าที่ใหม่เป็นแนวบริษัทยา ถึงจะเป็นแนวยาๆ แบบลูกค้าหลักของเราที่เมืองไทย แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ยังดีเล็กน้อยที่ลูกค้ามี 2 Locations ที่นึงเหมือนเป็น accounting office อยู่ใน Kennesaw, GA ก็ขับรถวันละ 30-40 นาที ระยะทางประมาณ 19 ไมล์ได้  ส่วนอีกที่อยู่ที่ McDonough, GA ก็เรียกว่าในเมืองเหมือนกัน แต่ห่างจากบ้านไปตั้ง 40 กว่าไมล์แน่ะ วันๆ ก็อยู่บนถนนไปกลับรวมสองชั่วโมง ตอนนี้ คุโระบุตะ (หมูดำ Accord) ของเรา ไมล์เลยเฉียด 118,000 แล้ว >___<  ภาวนาอย่าเจ๊ง อย่าแตก อย่าเคือง อย่างอน บนท้องถนนนะลูกนะะะะ 
  • จ๊อบนี้ก็ได้เป็นอินชาร์จแบบเต็มตัว มีเด็กในสังกัดเป็นเด็กอเมริกันสองคน สั่งงานกันมันส์มือ เวลาอธิบายงาน ก็มันส์พะยะค่ะ เพราะหลายครั้ง เด็กๆ ก็งงว่าเราพูดภาษาอะไรอยู่ (ฉันพูดภาษาอังกฤษ สำเนียงไทย ที่พยามแอ๊บฝรั่งแล้วนะเว่ยยย)  เด็กในจ๊อบคนนึงแซวขำๆว่า เนี่ยๆ ถ้าพูดแบบยูลงไป deep south (หมายถึง ลงไปทางแถบ Alabama/ Mississippi) ฝรั่งจะงงนะ ว่ายูพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยอยู่  เง้อออ แอบบเจ็บ (มันหลอกด่าว่าเป็นกะเหรี่ยงป่าวฟระ) แต่ก็ต้องทำใจ   ....ถึงจะพูดได้แต่สำเนียงก็ส่อชาติเกิด 555 ไว้มีลูกจะส่งไปเรียนเมืองนอกแต่เด็กให้ปิดตาฟังคิดว่าเป็นฝรั่งเลยเหอะะะ จำไว้!!!

Thursday, February 9, 2012

ความฮาของลูกค้า Audit ที่นี่

แอร๊ยย เผลอแป๊ปเดียว  Counter ที่นับเวลาก็บอกว่าเราอยู่อเมริกามาจะครึ่งปีแล้วววว

ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วแบบนี้นะ! ยังไม่ทันรู้สึกว่าได้ทำอะไรเป็ินชิ้นเป็นอันเลย

เอาเป็นว่าที่ผ่านมาประมาณเกือบหกเดือน ผ่านลูกค้า (ไม่ใช่ผ่านผู้ชาย) มาแล้ว สิริรวมทั้งสิ้น

4 จ๊อบด้วยกัน

จ๊อบแรก เป็นจ๊อบ Non-life insurance ใน Columbus, Georgia

จ๊อบสอง เป็นจ๊อบบริษัทลูกที่มีแม่อยู่เมืองไทย อยู่ที่ Decatur, Alabama

จ๊อบสาม เป็นจ๊อบ SME bank อยู่ที่ Warren, Ohio

จ๊อบสี่ เป็นจ๊อบ Brokerage and Dealer อยู่ที่ Richmond, Virginia

สี่จ๊อบ สี่รัฐ เลยเว้ยเฮ้ย ทำให้เราทำยอดนอนโรงแรมมาแล้วทั้งหมด 7 โรงแรมด้วยกัน! hit Platinum memeber ของ Marriott ไปเรียบร้อยแระ -_-" ไม่ต้องพูดถึง per diem, Diff ที่เบิกกันกระจัดกระจาย (และก็ช้อปเพื่อ offset กันเรียบร้อยแระ)


ความฮาที่อยากบันทึกไว้วันนี้ ณ จุดนี้ที่อยู่ Richmond, VA คือ เป็นครั้งแรกที่ได้เจอลูกค้าที่เป็น audit เก่าว่ะค่ะ 555  เฟิร์มเดียวกันด้วย  ขอเรียกว่าคุณพี่อภิสิทธิ์ (เพราะชื่อจริงเค้าคือชื่อเล่นของ อดีตนายกเราอะนะ)  คุณพี่ประวัติเก๋ๆ เหมือนออดิทอย่างเราๆ คือทำงานกับเฟิร์มเรามาสามปี แล้วก็ลาออกมาเป็น Accounting Manager ที่บริษัทลูกค้า ข้อดีคือคุณพี่ดูเข้าอกเข้าใจ รู้จักเราไปทุกอย่าง ประโยคคลาสสิคอย่างเช่น

Toffee: I เจอ diff ตรงนู้น นั้น นี้ xdka$%^%WY  
พี่อภิสิทธิ์:  You ปรับเข้า SUAD ไปสิ (สิ่งนี้เป็นศัพท์จำเพาะสำหรับวงการออดิท คือหมายถึงที่เอาไว้รวมผลต่างที่หาเจอที่ผิดอะนะ)
Toffee: อึ้งแดก -_-" 

Toffee:  I ขอ rental agreement หน่อยนะ จะเอามาตรวจ
 พี่อภิสิทธิ์:  ไม่มีใน Perm File เหรอ (สิ่งนี้เป็นศัพท์จำเพาะสำหรับวงการออดิท หมายถึง แฟ้มเก็บข้อมูลที่สามารถใช้ได้หลายๆปี จะได้ไม่ต้องขอใหม่ เช่น สัญญาเช่าออฟฟิศ ที่มักจะนานสามปีห้าปี หรือ policy ลูกค้า)   ถ้าเคยให้แล้วไม่ให้แล้วนะ ไปหาเอาเอ๊งง
Toffee: แง้ววว จะไปลองหาดูค่า (นึกในใจ แมร่งไม่มีหรอก ตรูเพิ่งเริ่มทีมนี้ จะรู้มั้ยว่าปู่โสมคนสุดท้ายเอาไปไว้ที่ไหน๊!!)

พอถึงเวลา
Manager : Toffee ยูเอา agreement มารึยัง
Toffee:   !!!  โดนอีกแล้วตรู!!


แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีนะ

เพราะว่าเวลาเจอที่ผิดที เราก็ใส่เลย

Toffee: You เคยทำ audit มา You  รู้ใช่ปะ ว่าเดี๋ยวนี้เค้าใช้โปรแกรมตรวจสอบแล้ว ถ้าผิด 1,000 มันจะ project ไปเป็น 10,000 (ยกตัวอย่าง)  แล้วอาจผิดร้ายแรงนะ
พี่อภิสิทธิ์:  (หงอยย) แล้วไอจะดูให้นะว่าผิดตรงไหนอีกบ้าง 
Toffee:  555 รู้สึกเหนือกว่าเป็นครั้งแรก!!!

Monday, January 2, 2012

Trip ในรอบสองเดือน ฉลองครบสี่เดิอน

หลังๆไม่ค่อยได้มีเวลามาเขียนไดอะรี่เท่าไหร่ จริงๆ เป็นเพราะว่า เรามักจะทิ้ง laptop ไว้หลังรถ (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องถูกต้อง)  แล้วใช้ iPad ในการเข้าเวบ เล่นเนต ดูหนังแทน

การพิมพ์ไดอะรี่ผ่าน iPad ถึงจะทำได้ แต่ก็ไม่ดวกเท่าการใช้คีย์บอร์ดแบบสัมผัสปกติ

ไปๆมาๆก็เลยเรียกว่าดองเค็มเลยทีเดียว

จากครั้งล่าสุดที่เขียนถึงว่าไปออกจ๊อบที่ Ohio ข้อดีคือการได้ Switch ตั๋ว
เพราะฉะนั้นช่วงสุดสัปดาห์ เป็นเวลาสองสุดสัปดาห์ก็เลยได้มีโอกาสไปหาเพื่อน USMP ด้วยกันที่อยู่ที่ Tyson's Corner, Virginia ซึ่งพิกัดมันก็เรียกได้ว่าอยู่และทำงานที่ Washington D.C. เมืองหลวงของอเมริกานั่นเอง

Weekend 2-4 December เป็นศุกร์-อาทิตย์แรกที่ได้ออกเที่ยวโดยใช้ตังบริษัท



การเดินทางก็เริ่มช่วงเย็นวันศุกร์ ตามนี้

ขับรถจาก Warren, Ohio (จุด A) ไปที่ Pittsburgh, Pennsylvania (จุด B) ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

ต่อด้วยการขึ้นเครื่องบินจาก Pittsburgh International Airport ด้วยสายการบิน Southwest (ตั๋วไปกลับ $155) ระยะทางประมาณ 250 ไมล์ ถ้าขับไปคงใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ แต่นี่บินไป แอบได้ยินกัปตันบอกว่า ระยะเวลาที่อยู่ในเครื่องกลางอากาศนับรวมแล้วแค่ 37 นาทีเท่านั้น รวมรอบิน และแลนดิ้ง ก็ทำให้ระยะเวลาทริปประมาณ 55 นาที ^^"

ต่อจากนั้น เพื่อนเลิฟจาก USMP เป็นคนสิงคโปร์ ก็ขับรถมารับที่สนามบิน ( She ขับ BMW serie 3 ด้วยล่ะ) แล้วก็ขับลากยาวต่อไปที่ Philadelphia หรือชื่อเล่น Philly ซึ่งเป็นจุดหมายของการเที่ยวอาทิตย์นี้

ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวที่ Philly แทนที่จะเที่ยวใน Washington D.C.?

เพราะว่า อาทิตย์ถัดไปเราก็ได้ตั๋วมาลงที่ Baltimore อีกครั้ง และวีคต่อไปจะมีเพื่อนอีกสองคนมาสมทบ
วีคนี้ก็เลยเลือกไป Philly เพื่อไปหา Roommate เรา (สมัยเทรนอยู่ที่ New Jersey) ซึ่ง roommate ชาวจีนของเรานั้นได้รับการ assisgn ให้ไปประจำที่นั่น (และมีฝามีอิมพอร์ตจากจีนมาอยู่ด้วย อิจฉาาาจริง)

ขับไปประมาณสองชั่วโมงนิดๆเท่านั้นก็ถึงโรงแรมที่พักสำหรับคืนที่ 4 December ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ออฟฟิศก็ออกให้เหมือนกัน

โรงแรมที่เราเลือกพักเป็นโรงแรมใหม่เครือ Starwood (เจ้าของเดียวกับพวก Sheraton, Four Points)  ชื่อว่า ALoft (ALOFT PHILADELPHIA AIRPORT)
 เป็นแนวฮิปๆ เก๋ๆ ดีอะนะ  รูปเอามาจากเวบ startwood.com แต่ของจริงก็เหมือนเด๊ะๆเลยล่ะ
โรงแรมใหม่มากๆๆๆๆ เก๋มากๆๆๆ แต่เสียอย่างเดียวคือต้องเสียค่าจอดรถคือละ $13 เหรียญแน่ะ
นอกนั้นที่เจ๋งก็คือมี ฟรี WiFi แล้วกาแฟที่ให้ในห้องคือ Starbucks




ก็อาศัยหลับนอนกันไปหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ขับรถไปเจอที่บ้าน Rommate เราซึ่งห่างจากโรงแรมประมาณ 20 นาที แล้วก็ออกเที่ยวในเมือง Philadelphia ด้วยกัน 

เมือง Philly นี่ก็จัดว่าเป็นเมืองใหญ่มากๆ ระดับท๊อปเทนในด้านจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ มีตึกสูงๆเยอะแยะ แล้วก็มี China Town ที่ใหญ่มากด้วย 

Roommate เราพาไปลุยติ่มซำที่ China Town เอาให้หายอยาก (ก็ได้ดั่งใจมากๆ) แล้วก็ไปเที่ยว hilight ของ Philly คือ Liberty Bell, Independence Hall เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอเมริกา การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกก็ที่นี่ (แรกๆ คิดว่าเป็นแค่เมืองที่ทำชีส แหะๆ) 

ต่อจากนั้นก็พาไปตะลุยกิน Philly Cheese steak แซนด์วิชเนื้อใส่ชีส ที่ขึ้นชื่่อมากๆของที่นี่ แล้วก็ตบท้ายด้วยการไปชอปปิ้งที่ห้างแถวบ้าน

เช้าวันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ก็ขับรถไป Hershey's Chocolate Tour ไปดูขั้นตอนการผลิตชอคโกแลต Hershey's ที่แสนโด่งดัง ไปเข้าคิวทำชอคโกแลตเองด้วยล่ะ ออกมาก็น่ารักดี

ตบท้ายก่อนขับรถกลับด้วยการไปแวะ Tanger Outlet แถว Hersheys และกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารไทยชื่อ Stang of Siam ใน Baltimore แล้วก็บินกลับบ้าน

เป็นอาทิตย์ที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆ 


Wednesday, November 16, 2011

ครบรอบสามเดือน เที่ยวสามอาทิตย์

อาทิตย์นี้ แว๊บมาอยู่ที่ Warren, Ohio แล้ว 
จะเห็นได้จากใน Map ว่า แหล่งพำนักของเราใน Atlanta ซึ่งค่อนไปทางใต้ ห่างจากจ๊อบที่จุด B ซึ่งอยู่ไปทางเหนือมากๆ  มองซ้ายไปนิดส์นึงก็จะเจอ Milwaukee แหล่งพำนักของพี่นุ้ยแล้ว ^_^"



หากเดินทางด้วยการขับรถ (โดยหวังได้ mileage) อาจตายได้ เพราะระยะห่างจาก Atlanta นั้นรวมแล้ว ประมาณ 750 ไมล์ (1,200 กิโล) ขับไม่พัก ไม่ฉี่เลยก็สิริรวม 12 ชั่วโมงกว่าๆ

อันนี้คงเกินไปที่จะขับ ก็เลยเป็นครั้งแรกที่ได้ออกจ๊อบโดยการ "บินนนน"

แต่ขั้นตอนก่อนได้บินนั้นตะกุกตะกักยิ่งนัก

เราเพิ่งรู้ว่าแพลนเปลี่ยนเมื่อช่วงสายๆบ่ายๆ วันศุกร์ ทั้งวันจนถึงห้าโมงเย็นก็รอคนที่จ๊อบว่าจะติดต่อ หรืออีเมลมาหาว่าจะต้องจองอะไรยังไง (ไม่รู้แม้กระทั่งว่าลูกค้าอยู่ไหน)

ตกเย็นคิดว่าไม่ได้แล้ว เพราะออฟฟิศที่นี่ เด็กๆ ไม่ได้มี BB/iPhone ที่ Push mail ได้เหมือนเมืองไทย ส่งเมลไปก็ไม่มีใครตอบ โทรหาก็ไม่มีใครรับ

สุดท้ายเลยเมลไปถาม Senior Manager ซึ่งห่างไกลกันเหลือเกิน เค้าตอบกลับมาสั้นๆ สามบรรทัด ให้ที่อยู่ลูกค้า บอกว่าควรจะบินลงสนาบินที่ Pittsburgh และเช่ารถขับไปเอง

จบ????? 

แล้วต้องออกเมื่อไหร่ล่ะ?
แล้วต้องนอนโรงแรมที่ไหน?
เริ่มทำงานเมื่อไหร่?
แต่งตัวยังไง (อันนี้ไม่ได้คิดถึง)

ก็ทำอะไรไม่ได้ ก้มหน้าก้มตาทำดังนี้

1) หาตั๋วเครื่องบิน จาก Atlanta, Georgia- Pittsburgh, Pennsylvania ดูๆ แล้วถ้าออกวันจันทร์คงถึงตอนเที่ยงพอดี ก็เลยตัดสินใจจองเช้าวันอาทิตย์ ได้ตั๋ว Delta วินาทีสุดท้าย เลยราคาแพงมากเกือบ $600 เหรียญ (หมื่นแปด!!!) ตั๋วแพงมักส์  ราคานี้บินไปกลับลอนดอนสบายๆ แต่ก็ต้องทำใจ (ลูกค้าทำใจ)

2) เช่ารถ  ออฟฟิศลูกค้าไม่ได้อยู่ข้างสนามบิน เป็น auditor ที่นี่ ไม่ได้อบอุ่น welcoming เหมือนเมืองไทย ที่มีลูกค้ามารับบ้าง มีรถมารอบ้าง
อันนี้ลุยเอง จองรถเช่าเอง  ก็หาๆ ในระบบเช่ารถ กดจองไป เทียบเวลาไปกลับจากสนามบิน ก็กะๆ เอาว่า ควรจะต้องรับรถ และคืนรถเวลาไหนบ้าง

3) จองโรงแรม อันนี้ไม่มีใครช่วยอะไรได้ นอกจาก Google map (เดี๋ยวนี้เปิดบ่อยว่า google.com อีก)  หาว่าเมืองนี้มีโรงแรมอะไร ก็จองไปตามที่อยากจอง

โรงแรมที่หรูสุดในเมืองคือ Holiday Inn Express / Fairfield Marriott ซึ่งเป็นเกรดรองลงมา  Marriott > Courtyard> Fairfield   แต่ก็เอาวะ มีดีสุดให้นอน และสะสมแต้มได้ก็โอแระ

4) จองที่จอดรถ  เนื่องจากไม่มีคนไปส่งสนามบิน คนมารับก็ไม่มี เลยต้องจองที่จอดรถล่วงหน้าไว้ ราคาจะได้ไม่แพง (เป็นออดิทนั้นควรมีใจระลึกถึงผู้อื่นเสมอ ไม่ใช่ว่าเบิกอะไรได้ก็เบิกๆไป เราไม่รู้หรอก ว่าสุดท้ายค่าใช้จ่ายจะเข้าออฟฟิศ หรือไปเบิกลูกค้า แต่เราคิดว่า เราควรใช้จ่ายแบบสมเหตุสมผลที่สุด อะไรที่ประหยัดได้ และไม่ลำบากเราเกินไปนักก็ควรจะทำ )

พร้อมทุกอย่างแล้ว ที่เหลือก็คือเก็บบ้านช่องให้เรียบร้อย เพราะจะไม่อยู่อีกหนึ่งอาทิตย์ ข้าวปลาอาหารที่ซื้อไว้ (เพราะคิดว่าออกจ๊อบในเมืองจะทำกับข้าวไปกินเอง) ก็เป็นอันอัดเข้าช่อง Freeze แช่แข็งให้หมด

แอบเสียดาย แต่การได้เที่ยว ออกนอกเมืองก็ดีกว่า (ล่ะวะ)

วันอาทิตย์ก็ออกเดินทาง ใช้เวลาบินประมาณ 1.45 นาที ก็ถึงแล้ว
ไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไร เดี๋ยวนี้ดีมากเลย ไม่ต้อง print Boarding pass แล้ว ใช้โชว์โค้ดในมือถือ แล้วก็แสกนไปเรื่อยๆ ประหยัดกระดาษ แล้วก็ป้องกันการลืมตั๋่วด้วย ^_^

มาถึงสนามบินก็จัดการไปรับรถเช่าที่ทำจองไว้
คราวนี้ได้น้อง Forad Focus ห้าประตู สีดำ ใหม่กริ๊ก มาคู่ใจ "น่ารักอ้ะะะะ"
ใหม่กว่ารถตัวเองตั้งเยอะ (แหงล่ะ)

เพื่อไม่ให้ทิ้ง concept ก่อนมาเราได้ทำการ research เรียบร้อยแล้ว ว่ามี outlet อยู่ระหว่างทางจากสนามบินไปเมืองลูกค้า outlet ที่นี่คือ Grove City Premium Outlet เป็น 1/10 ของ Outlet ที่ของเยอะสุดๆ (อันดับต้นๆ ก็เช่น Woodburry, New York ที่เคยไปมาเมื่อตอนปี 2009 อะนะ)

พอขับรถมาถึง ถึงได้คุ้นๆ ว่าจริงๆ แล้วเราเคยมาที่นี่เมื่อปี 2005! สมัยมา Work and Travel ตอนปีสาม ไม่คิดไม่ฝันว่าชาตินี้จะได้กลับมาอีกจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 13 Nov มันเป็นวันเก็บตกวันทหารผ่านศึกเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้านั้น ก็เลยได้อานิสงส์ Sale ต่อมาด้วย เช่น Levi + Coach ลด on top อีก 20% แล้วก็มีพวก clearance เสื้อผ้าหน้าร้อน  ก็จัดการสอยของบ้างตามระเบียบ แต่ซื้อเยอะไม่ได้ เพราะกระเป๋าเอามาไม่ใหญ่อะนะ :(

ที่ PA (ชื่อย่อรัฐ Pennsylvania) ดีอย่าง คือไม่คิด sales tax กับพวกเสื้อผ้า รองเท้า ไม่เหมือนที่ Georgia เจอ 7-8% o top ไปทุกอย่าง ของเลยแพง มานี่เลย (รู้สึกเหมือนว่า) ซื้อได้ถูกลง

อยู่ Outlet ประมาณสามชั่วโมง พอฟ้าเริ่มมืดก็เลยต้องรีบขับกลับละ

ขับรถคนเดียว กับ GPS เก่าๆ งงๆ กับเมืองที่ไม่เคยมา ก็ไม่ควรซ่าเกินไป แหะๆ
และแล้ว GPS เพื่อนยากก็นำพาเราถึงจุดหมาย คือเมือง Warren, Ohio

วันเดียวเหยียบ 3 รัฐ (Georgia, Pennsylvania, Ohio) เลยแฮะ ดีตรงที่อยู่ใน time zone เดียวกัน ก็ไม่ต้องปรับเวลา เหมือนตอนไป Alabama

คืนนั้นก็เหนื่อยแล้วไม่มีไรมาก กิน milkshakes ซื้อจาก Steak n Shake แล้วก็นอน (สลบเหมือด)








Friday, November 11, 2011

ข้อดีของการเป็นสาวโรงงาน ออกจ๊อบต่างรัฐ

ช่วงเดือนก่อนๆ แอบเศร้าซึม เพราะรู้ว่าแพลนในช่วงเดือนธันวา กับ year end ปีหน้าที่ได้เป็นจ๊อบในเมือง 

พูดถึงการออกจ๊อบ ...จะว่าไปการไปจ๊อบต่างจังหวัดที่เมืองไทย หรือต่างรัฐที่นี่ ก็มักเป็นปัญหาให้ออดิทรุ่นน้อยรุ่นใหญ่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีภาระผูกพัน เช่น แฟน สามี พ่อแม่เป็นห่วง ก็ย่อมคิดว่าการไปต่างจังหวัด ทำงานไกลบ้านนี่มันทรมานกันชัดๆ!!

ที่นี่ก็เป็นปัญหาคลาสสิค จะว่าไปก็หนักหนาสาหัสกว่าเมืองไทยซะอีก

เพราะคำว่าไปเช้าเย็นกลับสำหรับที่นี่ (จ๊อบในเมือง) มันหมายถึงการขับรถไม่เกิน 1 ชั่วโมง (บ้านเราถ้าต้องไป ตจว ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป ระหว่างอาทิตย์ก็มักจะนอนโรงแรมกันแล้ว)

ถ้าจ๊อบนอกเมือง ก็ตั้งแต่ 2-3  ชั่วโมงขึ้นไป และหนักสุดคือต้องขับรถไปเอง

แล้วเจ้ากรรมที่ Atlanta office ก็ดันไม่ค่อยจะมีจ๊อบในเมืองเท่าไหร่ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยู่ที่เมือง หรือรัฐอื่นๆ ที่ต้องขับกันครึ่งค่อนวันทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น การเดินทาง และนอนค้างอ้างแรมก็เป็นเรื่องที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ของคนเมมืองเลยทีเดียว

ทำไมการไม่ได้ออกจ๊อบตจว สำหรับเราถึงเศร้า? พูดไปหลายคนคงไม่ค่อยเข้าใจ

โดยปกติตอนอยู่ที่เมืองไทย เราก็เป็นคนไม่ชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว
บ้านไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้ขาดความอบอุ่นอะไร แต่เป็นโรคชอบ "นอนโรงแรม"
ข้อดีที่จะลิสต์ให้นั้นมีเป็นหางว่าว (ถือว่าเป็น incentive ให้น้องๆที่โดนจ๊อบตจว จนชินชาแระกันนะ)

1) ได้ Per diem แทนที่จะอยู่เฉยๆ ก็มีเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆขึ้นมา
     สำหรับที่อเมริกา เราว่ามันไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะ มันเยอะเลยแหละ ปกติ per diem ที่นี่ก็จะตามกฎของรัฐบาล ไม่ได้กุ เอ้ย กำหนดขึ้นมาตาม policy บริษัท โดยเฉลี่ยก็ได้ที่ $40-$60 ต่อวันเลยทีเดียว คิดดูว่า ถ้าอยู่ต่างเมืองห้าวันต่ออาทิตย์ จะได้เงินเพิ่มขึ้นมา $2-300 หรือ $1000 ต่อเดือนเลยทีเดียว เงินไทยก็สามหมื่นฝ่าๆ เลยนะ!! (แต่ก็ต้องถูกหักภาษีอีกอะแหละ)

2) ได้ค่า Diff  ด้วย
    ที่เมืองไทยก็จะเบิกได้กรณีที่ ใครคนหนึ่งเป็นอาสาขับรถให้ในทีม
    ที่นี่ต่างออกไป เพราะเค้าไม่มี policy Car Pool ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจมาก ใช้ทรัพยากรกันสิ้นเปลืองซะะะะ แต่ก็นั่นแหละ มันเลยเป็นวิธีสร้ายรายได้ระดับรากหญ้า อย่างเรา ^^"  ถ้าได้ชื่อว่าไปออกจ๊อบนอกเมืองก็หมายถึงว่า มีค่า diff (ที่นี่เรียกว่า mileage) เพิ่มเติมโดยปริยาย

รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
จ๊อบห่างจากเมืองประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องขับประมาณ 120 ไมล์ ไปกลับต่ออาทิตย์ 240 ไมล์ ค่าดิฟ หรือ mileage ที่คำนวณออกมาก็ประมาณ ร้อยกว่าเหรียญเลยทีเดียว!!
ซึ่งค่าน้ำมันไปกลับจริงๆ ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

อ้อ แต่ reimbursement นี้ก็ต้องเอาไปเสียภาษี ไม่เหมือนเมืองไทยที่ได้กลับมาาสดๆเลยอะนะ

3) ข้าวเช้าก็ฟรี
    โดยส่วนใหญ่ ถ้าโรงแรมไม่ได้โหดร้ายเกินไป ก็มักจะมีอาหารเช้าไก่กาไว้ให้ โรงแรมที่เคยพักที่เมืองไทย ส่วนใหญ่ก็จัดกันมาแบบเอียนไปเลย
    ส่วนที่นี่ถ้าพักในเครือ Marriott/ Hilton/ Holiday Inn ก็มักจะรวมอาหารเช้าไว้แล้วแหละ
   นอกจากจะได้  Per diem แล้ว ข้าวเช้า หรือค่ากาแฟก็ไม่ต้องจ่ายอีกแน่ะ ^_^ ประหยัด

4) บางมื้อก็ฟรีอีกแน่ะ

ที่เมืองไทย ถ้าออกจ๊อบ ตจว ไปโรงงงโรงงาน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มักพาไปทานข้าวกลางวันวันเปิดหรือปิดจ๊อบตามธรรมเนียม  เวลา manager/ partner มาเยี่ยมจ๊อบ ด้วยความที่จ๊อบมันห่างไกล ต้องเจาะจงมา ก็มักพาออดิทน้อยอย่างเราๆ ไปเลี้ยงข้าว

ส่วนที่นี่ เท่าที่เคยประสบพบเจอ วันไหน หรือมื้อไหนที่มี partner ร่วมด้วยนี่ฟรีตลอดงาน
ส่วนลูกค้าก็มีเลี้ยงบ้าง (ยกเว้น Healthcare/ Government section ที่มีกฎห้ามเลี้ยงซึ่งกันและกัน เพราะถือว่าเจ้าพนักงานรัฐ ห้ามมีระบบเอื้ออำนวย หรือสินบนเด็ดขาด) 

เพราะฉะนั้น นอกจากข้าวเช้าฟรีแล้ว บางมื้อกลางวัน หรือมื้อเย็นก็ฟรีอีกด้วย

5) ไม่ต้องมาเจอรถติดในเมืองให้วุ่นวาย เดินทางถึงโรงแรมก็แป๊ปเดียว

ที่กรุงเทพ พวกเราต้องใช้เวลาบนท้องถนนมากมาย ถึงแม้บ้านเราจะอยู่ห่างจากลูกค้าไม่กี่กิโล ก็ติดกันเป็นชั่วโมงๆ

ที่ Atlanta ก็ติดไม่ต่างกัน ถึงจะไม่ติดแง่กเหมือนกรุงเทพ แต่ก็ใช้เวลา 30-40 นาทีกว่าจะถึงออฟฟิศในช่วง rush hour การจราจรก็ยุ่งเหยิง แซงไปแซงมาไม่ต่างกัน

พอไปออกจ๊อบตจว ถ้าเป็นเมืองไทยมักจะมีรถตู้มารับ ส่วนที่นี่ก็มักจะจองโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศลูกค้ามากนัก ก็เลยทำให้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีจากโรงแรม ก็ถึงที่หมายแล้ว สุขภาพจิตดีสุดๆ


 6) ได้นอนโรงแรม
ชอบผ้าปูสีขาว ห้องน้ำ และเตียงนอนที่มีคนทำความสะอาดให้ทุกวัน
มีทีวีเคเบิ้ลให้ดู มีสระว่ายน้ำ ฟิตเนสที่อยู่แค่เอื้อม
อุณหภูมิห้องก็คงที่ (คือว่าเวลาอยู่บ้านเราพยายามประหยัดโดยการทนหนาวไม่ค่อยเปิด heater เพราะมันเปลืองไฟ แหะๆ)  เพราะฉะนั้นพออยู่โรงแรมก็อุ่นกันให้เต็มที่เลย

7) ได้เห็นเมืองต่างๆนานา การใช้ชีวิต ร้านอาหาร (แบบภาพกว้างๆ)
เวลาเราไปออกจ๊อบที่ไหน ไม่ว่าเมืองไทย หรือที่นี่ ก็มักจะลองหาร้านอาหารที่เรียกว่าเป็นเจ้าเด็ดๆ ของที่นั่น  ที่เมืองนั้นมีห้างอะไร มีของอะไรแปลกๆ ถ้าพอมีเวลาหลังเลิกงานก็จะลองไปดู  อยู่ที่นี่ก็มักจะพึ่ง yelp.com ไปลองอาหาร local แบบคุณปู่คุณย่าสืบทอดกันมา ประมาณนั้น 

ถ้าอยู่ในเมืองก็คงต้องประหยัดโดยการกินกับข้าวทำเอง หรือไม่ก็ food court ง่ายๆ แค่นั้น

ส่วนที่จะหวังว่าได้เที่ยวก็คงไม่ได้เที่ยวหรอกนะ จะมีก็แค่ผ่านๆ เท่านั้นเอง
รู้ว่าเมืองนี้หน้าตาเป็นยังไง มีคนประเภทไหนอาศัยอยู่บ้าง

แต่ก็เป็นข้อดีนะ ถ้าเกิดมันน่าเที่ยว วันนึงคงได้ลาพักร้อนกลับมาเที่ยวเองล่ะ

ส่วนข้อเสียเหรอ ก็มีเยอะเหมือนกัน สำหรับเราขอลิสต์สั้นๆนะ เพราะมันไม่ค่อยจะเป็นข้อเสียที่สำคัญกับเราขนาดนั้น ก็เราอยู่ฝั่งชอบออกตจว คิดได้ไม่เยอะเท่าพี่ๆ น้องๆที่ชอบติดบ้านหรอก
  • ห่างพ่อห่างแม่ ห่างเพื่อน ห่างแฟน คนชอบปาร์ตี้ กินข้าวกับเพื่อนฝูงนี่อาจหดหู่ได้  จุดนี้เป็นจุดแรก และเราว่าแทบจะเป็นจุดสำคัญที่สุดของการตัดสินใจว่า จะชอบ หรือไม่ชอบทำจ๊อบตจวเลยล่ะ  ถ้าผ่านความผูกพันในข้อนี้ได้ อย่างอื่นก็แทบจะไม่เป็นปัญหาแล้ว
  • อันตรายถึงชีวิต!! อันนี้ก็น่าจะสำคัญเป็นอันดับต้นๆ การที่ต้องเดินทางบ่อย ขับรถบ่อยๆ อัตราความเสี่ยงของอุบัติเหตุ มันก็มีมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตัวจะไม่เป็นอะไร แต่รถใช้งานหนักๆ เข้า ถ้ามันตายกลางทาง ยางระเบิด ใครจะมารับผิดชอบ ค่า mileage ที่ได้มาก็อาจไม่คุ้มกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคิดเรื่องความปลอดภัยมากๆ การออกจ๊อบตจว ดูจะเป็นเรื่องน่ากลัวมากๆเลยทีเดียว
  • ไม่ได้กินข้าวบ้าน ซื้อเค้ากินตลอด ซึ่งนอกจากราคาโดยเฉลี่ยต่อมื้อจะแพงแล้ว บางทีก็ไม่ดีกับสุขภาพด้วย หลายๆครั้ง ไปทำงานในเมืองที่ไม่มีอะไร อยู่เมืองไทยก็ต้องพึ่ง 7-11 อยู่นี่ก็ fast food (แหลกหล่วน) เท่าที่จะหาได้
  • ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นนะ  บางทีลืมชมพู สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ก็ต้องมาซื้อใหม่ทุกที กองจนจะเต็มบ้านอยู่แล้วอะ
  • ไม่มีเวลาจัดการงานบ้านระหว่างอาทิตย์ ทำให้วันเสาร์ อาทิตย์ แทนที่จะได้เที่ยวก็ต้องมาเก็บกวาดทำความสะอาด ซักผ้า จ่ายค่านู่นนี่
ชี้ให้เห็นข้อดีข้อด้อยแล้ว ก็ช่างน้ำหนักกันเองนะจ๊ะ
แต่ถึงยังไง ชีวิตออดิท อย่างพวกเราก็ใช่ว่าจะเลือกได้
เค้าให้ไปไหนก็พยายามมีความสุขกับจ๊อบที่ได้มาแล้วกันล่ะ  คิดบวก ไม่ว่าอยู่ไหนก็มีความสุขได้ :) จริงมะ

ถึงจะพูดงั้น แต่พอรู้ว่า ได้เปลี่ยนจากจ๊อบในเมืองเป็นต่างรัฐไกลถึง Ohio จากที่เคยซึมเศร้า ก็กลับมาคึกคักเลยทีเดียว ^_^"

แล้วจะทัวร์โรงแรม เก็บรูปมาฝากอีกนะ+++

Wisdom and GDC--ตัวช่วยออดิทแห่งยุค

คุณเคยเบื่อบ้างมั้ย ที่ต้องนั่งกรอก invoice/ balance เข้าฟอร์ม confirmation เพราะว่า mail merge มันไม่เวิร์ค ลูกค้าก็ไม่ยอมเตรียมคอนเฟิร์มให้

คุณเคยมั้ย ที่ต้องกรอกตัวเลขจาก Confirmation มาลงในรู Excel เป็นสิบๆ รายการ

คุณเคยมั้ย ที่ manager ให้คุณเทียบงบปีก่อน กับงบปีใหม่
หรือเทียบงบ version 1 กับ version ที่ 18 ของลูกค้า

คุณเคยมั้ย ที่นั่ง Foot เลขจนเครื่องคิดเลขพัง เมื่อยมือสุดๆ งานที่สำคัญกว่าก็ยังไปทำไม่ได้

คุณเคยมั้ย ที่ต้องกรุ๊ป Leadsheet  หรือ mapping GL ใหม่กับ GL เก่าเพื่อให้มันเทียบกันได้

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ด้วยการใช้บริการ GDC!!!

แหะๆ เปิด Intro ไปแล้วมาเข้าตัวเนื้อเรื่องบ้างแระกัน

อยู่มาจะสามเดือนแล้วเนี่ย

จริงๆ มีเรื่องอยากเขียนเยอะแยะ แต่พอกลับบ้านมาไม่ค่อยได้ใช้คอมพิวเตอร์
ส่วนใหญ่ก็จะเปิด iPad ดู Netflix ตอนนี้ที่ดูก็ดู Grey's  Anatomy Season7 อยู่ ยังตามของปัจจุบันไม่ทันซักที แล้วก็ทำกับข้าว อ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อย

รู้ตัวอีกทีก็ไม่ได้เขียน Blog มาเป็นอาทิตย์ๆ แล้วแน่ะ

คราวนี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และเห็นว่าเป็นสิ่งที่เมืองไทยไม่มี

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ Audit ที่ออฟฟิศ

ผ่านมาประมาณหนึ่งเดือนแล้วที่ได้ทำงานแบบเป็นผู้เป็นคนกับเค้า ถึงจะไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการ รับผิดชอบเยอะแยะแบบที่เมืองไทย แต่ก็เรียกได้ว่ามีเรื่องใหม่ๆ ที่ให้เรียนรู้ทุกวันเลย

สิ่งใหม่สิ่งนี้ที่ไม่เห็นในเมืองไทยก็คือ GDC ที่ไม่มีอาจเป็นเพราะค่าตัวพวกเราก็ถูกแสนถูกอยู่แล้วก็ได้ ไม่เหมือนกับค่าแรงของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ว่าอะไรก็เป็นเงินเป็นทองราคาหูฉี่ทั้งนั้น มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า

GDC คืออะไร

GDC ย่อมาจาก Global Deliver Center เป็นศูนย์ support ที่อยู่ที่อินเดีย เพราะฉะนั้น พนักงานที่ support ก็จะเป็นคนอินเดียนั่นเอง

GDC เอาไว้ทำอะไร

ด้วยความที่ค่าแรง auditor ที่นี่ก็แพงมิใช่น้อย อย่าง senior แบบเรา ค่าตัวชั่วโมงละหลายร้อยเหรียญแน่ะ (แต่ก็ไม่ได้ได้เงินเดือนตามนี้นะ มันเป็นแค่ Standard rate)

เค้าบอกว่า 1 ชั่วโมงของ US Auditor = 2 ชั่วโมงของ GDC เพราะฉะนั้น งานอะไรที่ต้องใช้เวลา ถึก อึด ถมกันเข้าไป ก็ให้ GDC ทำจะช่วยประหยัดเวลา และค่าแรงของทีม audit ที่นี่ได้มากเลยทีเดียว

GDC ทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่มักจะให้ GDC ทำก็จะเป็นงานที่ ไม่ต้องใช้การพินิจพิเคราะห์ ( non-judgemental), งานที่ไม่ได้เป็นจุดเสี่ยงของจ๊อบ (non-critical)  เพราะหลายๆ section อย่างการตรวจสอบรายได้ หรือภาษี ก็มักจะไม่ส่งให้ GDC ทำ เพราะเป็นจุดเสี่ยงของ audit อย่างเราๆ

ตัวอย่างงานที่มักป้อนให้ทำ ได้แก่
  • footing/ cross-footing งบการเงิน หมายเหตุประกอบ และบวกตารางต่างๆ
  • เทียบเลขปีนี้ กับงบปีก่อน เทียบตารางปีนี้กับปีก่อน
  • เทียบงบการเงินกับงบทดลอง
  • เทียบรายละเอียดใน GL กับงบทดลอง
  • recalculate
  • เทียบงบ กับ template
  • ทำ lead sheet เทียบเลขเพิ่มขึ้นลดลง
จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ ที่เมืองไทยมักเป็นงานที่ให้น้องๆ Junior/ trainee ทำ ไม่ก็เป็นงาน manager ในวินาทีสุดท้าย  เป็นงานง่ายๆ แต่ต้องใช้เวลา และความละเอียดพอควร การที่มีมือที่สามมาช่วยเหลือ ก็จะช่วยแบ่งเบาความสาหัสช่วง year end ได้มากทีเดียว


GDC มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนหลักๆเลย คือ

1) Planning ทางทีม audit ต้องวางแผนว่าจะให้เค้าทำอะไรบ้าง
ขั้นตอนนี้ก็ยุ่งยากพอควร คือต้องเขียน instruction/ manual แบบละเอียด เหมือนกับให้คนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย เห็นเอกสารของเราแล้วทำได้ โดย procedures ทั่วไปที่ฮิตๆให้ GDC ทำก็จะมี templeate/ form ไว้ให้ใน intranet อยู่แล้ว ก็ไปดาวน์โหลดมาแล้วก็เอามา customize ได้

นอกจากนี้ยังรวมถึงการวางแผนเวลา และจำนวนชั่วโมงที่จะใช้ด้วย เพราะหน้า yearend GDC ทีมเองก็อาจจะขาดคนได้เหมือนกัน

2) Getting approval ที่สำคัญ ต้อง "ขออนุญาต" จากลูกค้าของเรา อธิบายให้เค้าเข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้ GDC และเอกสารไหนบ้างที่จะต้องส่ง offshore ออกไป (ส่ง email ก็เรียกว่าเป็นการส่งข้ามเขต ออกนอกสหรัฐฯ)  เพราะลูกค้าบางที่ หรือบางกิจการก็อาจมีข้อจำกัดห้ามส่งข้อมูลออกนอกประเทศ แบบนี้ก็จะใช้ GDC ไม่ได้

3) Launching จะเป็นช่วงส่งงานให้ทำ คอยติดตามว่ามีปัญหาอะไรมั้ย และประเมินผล

จากนั้นก็จะมีระบบ webbase ที่เรียกว่า "WISDOM" เอาไว้ tracking งานอย่างเป็นระบบ แทนการตามจิกโดย email นั่นเอง

เราเองยังไม่ได้เริ่มใช้งานจริงๆ แต่แค่ลองวางแผนกับเพื่อนในจ๊อบไว้ว่า ช่วง year end จะให้ทีม GDC ช่วยอะไรได้บ้าง  อย่างน้อยก็เชื่อได้ว่า เราไม่ต้องมานั่ง footing อะไรมากมายอีก เหมือนมีลูกมือในยามวุ่นๆนี่ ก็น่าจะโอเคเลย

จะว่าไปในเมืองไทยก็น่าจะคล้ายๆกับพวกพี่ Typist นะ แต่ว่าพี่ๆ ห้องพิมพ์ไม่ได้ช่วยบวกเลข หรือดูที่ผิดให้นินา แล้วแนวโน้มของการใช้ GDC ของที่นี่ก็คือจะพยายามเริ่มให้ทำงานที่ยากขึ้น หรืออาจต้องใช้ความคิดบ้าง

ถึงเวลานั้น จะมีมาตั้ง GDC ที่เมืองไทยบ้างมั้ยนะ จะว่าไปพวกเราผันตัวเองเป็น GDC ก็ไม่เลวทีเดียว แหะๆ

Saturday, October 22, 2011

Saturday, October 22, 2011ขอแนะนำให้รู้จัก "คุโระบุตะ" และ tips เกี่ยวการซื้อรถมือสอง (2)

การตัดสินใจ:

จากการพูดคุยกับเพื่อนๆ โปรแกรม USMP ทำให้สรุปได้ว่า ประเด็นหลักที่ใช้ในการตัดสินใจเลยคือ

1) งบประมาณ 

ถามว่ารถที่อเมริการาคาประมาณเท่าไหร่?  ขอบอกว่าถูกกว่าเมืองไทยอยู่พอควร
โดยเฉพาะใครสนใจรถ super car หรือรถ high end บ้านเรา อย่าง mini cooper, beetle, Lexus ก็สามารถมา fulfill ความฝันได้ที่นี่ ด้วยราคาที่ถูกกว่า

แต่ถามว่ามาถอย mini หรือ Beetle ที่นี่มันถูกโคตรๆ มั้ย
สำหรับเรา (ซึ่ง on budget) ก็ขอตอบว่า ไม่ได้ถูกขนาดน๊านนนน

หลักการพื้นฐานคือ ยิ่งซื้อรถแพงเท่าไหร่ ราคาส่วนต่างก็จะถูกลงมาก เมื่อเทียบกับราคาที่เมืองไทยเท่านั้น

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ

รถ Toyota Yaris  ซึ่งจัดเป็นรถขนาด compact ของที่นี่ (คือเล็กสุดๆ)

บ้านเรา มือหนึ่งราคาเริ่มต้นที่ห้าแสนกว่าๆ จ่ายจริงก็ประมาณหกแสน
อเมริกา (อ้างอิงจาก Atlanta) จะเริ่มต้นที่ $16,XXX หรือเกือบห้าแสน ซึ่งเวลาซื้อจริงต้องบวกภาษีเข้าไปอีกเกือบ 10%

เทียบกับรถขนาดใหญ่ขึ้นหน่อย

Toyota Prius  ที่เมืองไทยเริ่มต้นที่ 1,190,000 ล้านเศษๆ
ที่อเมริกา เริ่มต้นที่ $24,XXX- $26,XXX  หรือประมาณเจ็ดแสนฝ่าๆ ตีซะว่าแปดแสนเท่านั้น

โดยความแตกต่างของราคารถที่อเมริกา นอกจากจะเรื่องของยี่ห้อ และปีที่ผลิตแล้ว
ยังต้องคำนึงด้วย ว่าซื้อจากรัฐไหน เพราะว่า ภาษีขาย (sales tax) จะไม่เท่ากัน
รถที่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ซื้อจากคนละรัฐราคาก็อาจต่างกันเป็นหมื่นได้เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า การซื้อรถขนาดเล็กนั้น แทบจะไม่ต่างกับการซื้อที่เมืองไทยเลย  ส่วนการที่ตัดสินใจซื้อรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็จะทำให้รู้สึกว่าได้ของถูกกว่าเมืองไทยมากๆ
ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะเรื่องภาษีนำเข้าของรถนั่นเอง

การซื้อรถใหม่นั่นง่ายแสนง่าย เพียงแค่พอมีไอเดียว่าอยากได้รถอะไร เช่น Honda Civic, Toyota Camry  อาศัยอยู่ที่เมืองไหน ก็จัดการหาออนไลน์ ให้ dealer แต่ละที่ quote ราคาแข่งกัน เลือกเอาที่ถูกที่สุด จ่ายเงินก็ได้รถมา

สามารถฟันธงให้ได้เลยว่า

ถ้าคุณมีเงินสดติดตัวมากกว่า $15,000 คุณก็สามารถถอยรถใหม่มือ 1 ขนาดเล็กมาเป็นของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น Nissan Versa Sedan ซึ่งราคารวมหมดแล้วประมาณ หมื่นห้าพัน(USD) นิดๆ 

(อันนี้พูดถึงการซื้อรถด้วยเงินสดของพวกเราที่ไม่มีเครดิตในอเมริกา และไม่สามารถผ่อน Finance ได้นะ)

ข้อดีของรถมือ 1 ก็อย่างที่ทุกคนรู้

  มีประกันศูนย์ตามระยะเวลา เช่น 3 ปี 50,000 miles 
  ปัญหาเรื่องอะไหล่ เครื่องยนต์ เก่าเก็บก็ลืมไปได้เลย
  ปัญหาเรื่องมีผีอีเม้ย หรือมีประวัติอะไรตุกติกมาก่อนก็ไม่ต้องคิด
  หอมใหม่ สบายใจ งานเอกสารก็จัดการโดยคนขายทั้งหมด

ข้อเสีย
   ข้อเสียหลักเลยคือ "ราคาตก" อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า แค่วันแรกที่ขับรถออกมาจากศูนย์ราคาก็ตกไปสองพันแล้ว!!!  เพราะฉะนั้น ให้ทำใจเรื่องราคาขายต่อได้เลย ว่าตกลงจากเดิมอย่างต่ำ ยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์หลังการใช้ 3-6 เดือนแน่นอน
    
   อีกข้อเสียนึงก็คือ ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีเงินสดติดตัว มีงบประมาณจำกัด
สำหรับกะเหรี่ยงชาวต่างชาติแล้วนั้น ต้อง "จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง" เท่านั้นจ้า

เพราะฉะนั้น ก็ขอสรุปให้ง่ายๆเลยคือ

ถ้ามีงบต่ำกว่า $15,000 หรือสี่แสนกว่าบาท "ไม่สามารถซื้อรถมือหนึ่งได้!!!" 

จากเพื่อนๆในกรุ๊ปสี่สิบคน มีคนที่ถอยรถใหม่เลย เท่าที่รู้ก็แค่สองคนเท่านั้น

โดยทั้งสองคนนั้น ถอย Nissan Versa แบบสี่ประตูคนนึง แล้วก็ห้าประตู (ซึ่งราคาที่ถามมาก็ $15-$16,000 นั่นเอง)

ส่วนเราจัดเป็นพวกที่สองคือ มีเงินติดตัวมาไม่ถึง $10,000 ด้วยซ้ำ!!!

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือกซื้อรถ "มือสอง" ซึ่งที่นี่เรียกให้เพราะจับใจว่า "Pre own car"  นั่นเอง (อย่าเรียกรถใช้แล้ว หรือ used car นะ คนซื้อแอบเคือง 555)

การหาซื้อรถมือสอง แบ่งได้หลักๆ เป็นสองแบบ

1) ซื้อจาก dealer คือพวกเต๊นรถที่โชว์ทั่วไป ก็จะมี subset แบ่งเป็น
     1.1) ซื้อมาขายไป คือการที่เราแวะไปดู ชอบใจคันไหน ตกลงราคากัน จ่ายเงินแล้วก็เอารถไป ไม่มีภาระผูกพันอะไรในแง่ของการดูแลหลังการขาย สิ่งที่ dealer ทำให้ก็คือ พวกเดินเรื่องเอกสารจดทะเบียนให้ 
      ข้อดี คือ รถก็เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง บาง dealer ก็จะมีประกันแบบรับซ่อมให้ถ้ามีปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่นหนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน)  + มีรถให้เลือกหลากหลาย เห็นรถได้จริงๆ หลายๆ คัน ไปดูเปรียบเทียบกับ dealer หลายๆที่ กันจนตาลายเลยทีเดียว
     ข้อเสีย คือ ต้องจ่าย Sales tax เพราะ dealer พวกนี้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วราคาก็มักจะแพงกว่าราคาที่ซื้อโดยตรงจากเจ้าของนั่นเอง

   1.2) Certified pre-own car หรือ รถมือสองแบบมีประกัน  มันมีระบบนี้เกิดขึ้น ก็เพราะคนอเมริกาส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญญาซื้อรถใหม่กันทุกคน แล้วก็ไม่ทุกคนที่อยากแบบรับความเสี่ยงจากการซื้อรถที่ไม่มีประกันอะไรเลย 

จุดขายของ certified car ก็คือ เป็นรถที่ค่อนข้างใหม่ อาจยังอยู่ในประกันศูนย์ หรือใกล้หมดแต่มีการต่อประกัน Dealer ก็จะจัดการให้ทุกอย่าง แถมรถที่เราซื้อก็เหมือนว่าออกมาจากศูนย์ เกือบใหม่กิ๊กนั่นเอง

ข้อดี  มั่นใจหายห่วงเรื่องเครื่องดับ เครื่องเสีย โดนย้อมแมว เพราะ Dealer ก็มีหลักฐานให้ทุกอย่าง ว่ารถได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดสุดๆ ถ้าเสียก็สามารถส่งซ่อมได้เหมือนรถใหม่ทั่วไป  ส่วนใหญ่ก็เป็นรถค่อนข้าวใหม่ไม่เกิน 5 ปี สภาพใหม่ ถึงใหม่มาก จำนวนไมล์วิ่งก็ต่ำ (ไม่เกินแสน) 
เรียกว่า ถ้าไม่อยากได้รถใหม่เอี่ยม แต่ยังลังเลเรื่องเครื่องยนต์อยู่นั้น Certified car ก็จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ข้อเสีย
จะบอกไว้เลยว่า แพง!!! Certified car หลายๆ คันที่เราดูมา แพงกว่าซื้อรถใหม่ซะอีก!!!
ถามว่าเป็นไปได้ไง??? ก็เพราะเรื่องการประกันหลังการขายเนี่ยแหละ

ซื้อรถมือหนึ่งจากศูนย์ อาจจะประกันสามปี หรือถึงจำนวนไมล์ที่กำหนด
แต่ถ้าซื้อ Ceritified นอกจากประกันศูนย์ (ถ้ายังเหลือ) บางทียังต่อออกไปอีก 2-5 ปีด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ราคาที่แพงก็เพื่อซื้อความอุ่นใจ สำหรับคนที่หวาดผวาเรื่อง breakdown หลังผ่านการใช้งานหลายๆปีแล้วนั่นเอง

สำหรับเรา (โดยส่วนตัว) ไม่เห็นด้วยกับการซื้อ Certified car เลย เพราะเราถือว่า ถ้ามีตังเพิ่มอีกนิดก็สามารถซื้อรถเล็กมือหนึ่งได้แล้ว

แต่ถามว่ามีเพื่อนซื้อมั้ย ก็มี มีเพื่อนสิงคโปร์คนนึง ซื้อ Ceritified BMW ราคาประมาณ $23,000 ซึ่งเป็นรถมือสองไมล์ต่ำ แต่ประกันหลังการขายให้อีกสามปี

ถ้าเป็นเรา $23,000 เราเอาไปซื้อ Honda Civic Hybrid ราคาคือๆ กันแต่มือหนึ่งแล้วอะ

การตัดสินใจก็เลยแล้วแต่คนอะนะ ถ้ามีแบรนด์ที่ชอบในใจอะไรก็ฉุดไม่อยู่ :p

2) ซื้อจากเจ้าของโดยตรง

 สำหรับเราก็มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเต๊นรถประมาณห้าหกที่ได้
ทุกอย่างก็ดูดีหมดอะแหละ แต่เราติดที่ "Budget" หรืองบประมาณอย่างเดียวเลย

เราตั้งงบไว้ระหว่าง $7000- $10,000 เท่ากับเงินสดในกระเป๋าที่ติดตัวมา
dealer ก็เสนอมาหลายคันที่ราคาอยู่ในงบแหละ แต่ติดตรงที่ รถส่วนใหญ่ในงบนี้จะ "เก่ามาก ถึงมากที่สุด!!"

เก่าขนาดไหน?  ก็ปี 1998- 2002 เกือบสิบปีแล้วทั้งนั้น
ไมล์มากขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็ 130,000- 150,000 ขึ้นทั้งนั้น

เราก็เลยคิดว่า ไม่ไหวอะ เสี่ยงเกินไป กับชีวิตออดิทสาวที่ต้องขับรถเดือนนึงเป็นพันไมล์ เราเลยเหลือทางเลือกสุดท้ายทางเลือกเดียวคือ "ซื้อโดยตรงจากเจ้าของ"

2) Private car owner
อันนี้ก็ตรงไปตรงมา คือซื้อจากเจ้าของรถโดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง dealer นั่นเอง

ข้อดี ชัดๆจากการที่จะซื้อจากเจ้าของโดยตรงก็คือ "ราคา"
ราคาถูกกว่าอย่างต่ำก็พันสองพันเลยทีเดียว ไม่ต้องจ่าย sales tax เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนมือกัน ดูเหมือนทุกอย่างจะงามแงะโลกสดใสใช่มั้ย  แต่ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น

ข้อเสีย 
- ไม่ได้มียี่ห้อ รุ่นรถ หรือปี รถมาให้เลือกอย่างใจอยาก  รถที่มาก็ต่างๆกันไป บางคันปีใหม่ๆ แต่วิ่งมาเยอะ บางคันเก่ามาก แต่ไมล์ต่ำ เลือกสี เลือกเบาะก็ไม่ได้

- ย้อมแมวมารึเปล่า?  เราไม่มีทางรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เจ้าของต้องการขายเพราะอะไร
บางคนร้อนเงิน บางคนบอกว่าอยากขายเพราะอยากได้รถที่ใหญ่ขึ้น
ร้ายๆก็คือ ขโมยมาแล้วรีบขาย รถชนคนตายมาแล้วก็เลยขาย หรือรถเคยผ่านการซ่อม หรือมีเรื่องที่จะต้องซ่อมก็เลยขาย  ไอ้เรื่องงามๆ พวกนี้ก็คงไม่เอามาบอกเวลาประกาศขายกันหรอก จริงมะ?  เพราะฉะนั้น การซื้อรถจากเจ้าของเนี่ย ก็ต้องรับความเสี่ยงเรื่องพวกนี้ไปตรงๆเลย

- ไม่มีการเดินเอกสารให้ ขั้นตอนการเปลี่ยนมือรถ การลงทะเบียน จะไม่มีใครทำให้
เจ้าของรถถือว่า เอาเงินมาให้ เอารถ แล้วก็เอาสมุดทะเบียนไป ที่เหลือผู้ซื้อต้องจัดการเองทั้งหมด ถ้าใครคิดว่าไม่มีเวลา ไม่อยาก ไม่กล้าทำ การซื้อจากคนธรรมดา ให้ตัดทิ้งไปเลย

แต่ถามว่าขั้นตอนพวกนี้ยุ่งยากมั้ย ก็พอควร แต่ไม่อยากเกินกว่าจะศึกษาเรียนรู้
อย่างเราก็เริ่ม research จากอากู๋นั่นแหละ ว่าซื้อรถมาแล้วต้องทำยังไงบ้าง มันก็ต้องใช้เวลา ไม่ได้เป็นบะหมี่สำเร็จรูปแบบการซื้อจากเต๊นรถแน่นอน

พอดูๆ แล้ว ข้อดีของการซื้อรถจากเจ้าของ ก็ดูเหมือนมีแค่เรื่อง "ของถูก" เท่านั้น
แต่มันก็เป็นข้อดี ที่ match กับข้อจำกัดของเรา เราเลยเลือกมาทางนี้

ประสบการณ์หารถมือสอง

เราเริ่มต้นหารถมือสองจากหลายๆเวบไซต์ ที่แนะนำก็มี


รถที่เข้าตาก็มีอยู่หลายคัน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักๆมีสองอย่าง
1)  รถดีมักไปเร็ว  รถไหนที่เจ้าของประกาศขาย แล้วราคาดี ถูกกว่าตลาดพอควร ก็มักจะมีคนติดต่อไปเยอะมาก แป๊ปเดียวขายได้ปิดกระทู้แระ :(
  เราเจอรถดีราคาถูกแบบนี้หลายคันมาก  แต่เป็นคนตัดสินใจช้า และไม่ค่อยมีเวลาติดตาม (เนื่องจากไปทำงานตจว) กว่าจะโทร กว่าจะนัด เจ้าของก็ขายปิดงานไปแล้ว
เจอแบบนี้กับ Honda Civic มาเกือบห้าคัน !!!  ขอบอกว่า ตลาด Honda Civic ที่นี่ฮอตมากๆ

2) รถที่ยังอยู่ ก็แปลว่าไม่ดี??  ถ้ารถไหนที่ประกาศขายแต่ยังไม่ไปซักที ก็ให้ตั้งสมมติฐานแรกเลยคือ ขายแพงเกินราคา คือเจ้าของตั้งราคาตามใจฉันไม่ดูตาม้าตาเรือ

หรือถ้าราคาดีโคตรรร ก็ให้สรุปได้เลย ว่าประวัติฉาวโฉ่แน่นอน!!

เราเจอประมาณ 2-3 คัน ตัดสินใจว่าจะไปลองขับ ติดต่อเจ้าของแล้ว แต่พอเช็คประวัติ เคยผ่านอุบัติเหตุ total loss แล้วมา rebuilt ใหม่ทั้งนั้น :( 

หรือบางคันก็ถูกใจ แต่ว่าเจ้าของรถอยู่ไกลมากๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยง กลัวถ่อไปตั้งไกลไม่ได้รถสมใจก็คงเสียเวลา

คีย์หลักของการซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดาเลยคือ VIN

VIN หรือ Vehicle Identification Number ก็เหมือนบัตรประชาชน แต่เป็นของรถนั่นเอง รถทุกคนของอเมริกาจะมี VIN ที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเคยเอาไปชน เคยโดนขโมย เข้าศูนย์ซ่อมที่มีการรายงานเข้าระบบ ก็จะมีประวัติติดตัวไว้เรียกดูได้ตลอด

ถ้าเกิดสนใจรถของคนไหนแล้ว ก็ให้ขอ VIN จากเจ้าของมาได้เลย

ถ้าเจ้าของยอมให้ VIN ก็ให้วางใจได้ระดับหนึ่ง ว่ายอมให้เช็คประวัติ

วางใจได้ แต่อย่าไว้ใจ เพราะหลายๆครั้ง ก็อาจเจอเจ้าของจงใจย้อมแมว (เราเจอมาสองครั้ง)  เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารถจะดูดี ราคาดึงดูดใจขนาดไหน อย่าตัดสินใจอะไรจนกว่าจะ "เช็ค VIN" เป็นอันขาด

การเช็ค VIN เราขอบอก tips เล็ก ๆว่า
ให้ไปที่ https://www.nicb.org/theft_and_fraud_awareness/vincheck  เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นก่อน
เวบนี้เป็นเวบที่เอาไว้เช็คง่ายๆ และฟรี ว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุจนเกิด total loss แล้วหรือไม่ และเป็นรถที่ถูกแจ้งความหายหรือไม่

อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สามารถใช้กรองรถมากมายที่โพสต์ไว้ตามเนต ให้ลดจำนวนลงมา

ต่อจากนั้น โทรไปคุยกับเจ้าของรถ สอบถามเล็กน้อย ถ้าตัดสินใจว่าอยากได้คันนี้ล่ะ!
ก็ถึงเวลาเสียเงินเช็คประวัติจริงๆแล้ว

เวบยอดฮิตเลยคือ http://www.carfax.com/ 

  • 1 CARFAX Report for $34.99
  • SAVE! Add 4 more Reports for only $10 ($44.99)


แต่เราว่ามันยังแพงไปหน่อย เลยหนีไปใช้ http://www.instavin.com/
ที่ราคาถูกกว่ามาก คือ report ละ $6.99  และมีโปรโมชั่น ซื้อสองรีพอร์ทแถมหนึ่งรีพอร์ทด้วย เลยซื้อหารกับเพื่อนอีกคน (งกโคตรๆ)

ถามว่า report ที่ได้ต่างกันมั้ย
เราคิดเอาเองว่าด้วยราคาที่ต่างขนาดนี้ ที่ Carfax คงจะละเอียดกว่าอะแหละ
แต่ report ที่ได้จาก instavin ก็ไม่ขี้เหร่นะ คือมีประวัติรถให้พอควร ว่าเคยไปทำอะไรมาบ้าง เจ้าของจดทะเบียนที่ไหน ใช้มาแล้วกี่ปี ก็พอใช้ได้เลย
เราเลยคิดว่าจาก instavin ก็น่าจะพอแล้วอะนะ ^_^"

ต่อจากนั้น ถ้า VIN โอเค ก็เดินหน้านัดเวลากับเจ้าของรถได้เลย ว่าจะเอารถไป test drive ดู นัดสถานที่กัน

แล้วก็เอารถไปลองขับ (test drive) วิธีการเช็คเบื้องต้นก็หา google ได้เลยว่าต้องดูอะไรบ้าง

ถ้าพอใจโดนส่วนตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เอาไปให้ mechanic อู่รถที่ไหนก็ได้เช็คสภาพดู (ก็จะมีแพคเกจ หรือลองถามอู่ทั่วๆไปก็ได้ ว่าขอให้เช็คสภาพรถก่อนซื้อ หรือเรียกว่า Pre-purchase check up เท่าไหร่ โดยทั่วไปก็ราคา $50-$99 แล้วแต่ความละเอียดของการเช็ค )
เพราะฉะนั้น การเอาไปให้อู่รถเช็คก็จะทำให้รู้ว่า รถคันนี้ที่เราจะเป็นเจ้าของในอนาคต มันมีอะไรต้องเปลี่ยน มีอะไรพังบ้าง ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจสุดท้ายว่า จะซื้อดีมั้ย หรือถ้ามีอะไรต้องซ่อม อาจให้ช่างตีราคา เพื่อเอาไปต่อราคากับเจ้าของ หรือถ้าเลวร้ายจริงๆ การเสียเงินเช็ครถก่อนก็ยังปลอดภัยกว่าการเสียเงินสดทั้งก้อนแล้วได้รถกากๆมานั่นเอง

อย่างที่บอกว่า ความอันตรายของการซื้อรถจากเจ้าของคือ จ่ายสด ซื้อแล้วซื้อเลย ต่างคนต่างไป เรียกร้องอะไรกันไม่ได้อีก

ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ การต้องเสียเวลาดูรถ เสียเงินเอาไปให้ช่างเช็ค หลายๆครั้ง คิดไปคิดมาอาจไม่คุ้มก็ได้

เพราะฉะนั้น จึงแนะนำว่า ให้หาเพื่อนที่พอรู้เรื่องรถช่วยดูให้บ้างตั้งแต่ต้นดีกว่า
การที่จะถึงขั้นนัดเจ้าของเอาไปขับนั้น เรียกได้ว่าเป็นขั้นท้ายสุดๆ ของการซื้อรถแล้วก็ว่าได้

มันมีข้อที่ต้องระวัง มีสิ่งที่ต้องศึกษามาก แต่ในขณะเดียวกันราคาที่ได้มาก็มักจะ "ว้าววว" และนำความภาคภูมิใจมาให้เจ้าของรถ pre own อย่างเราๆ ได้เสมอ :)