Saturday, October 22, 2011

Saturday, October 22, 2011ขอแนะนำให้รู้จัก "คุโระบุตะ" และ tips เกี่ยวการซื้อรถมือสอง (2)

การตัดสินใจ:

จากการพูดคุยกับเพื่อนๆ โปรแกรม USMP ทำให้สรุปได้ว่า ประเด็นหลักที่ใช้ในการตัดสินใจเลยคือ

1) งบประมาณ 

ถามว่ารถที่อเมริการาคาประมาณเท่าไหร่?  ขอบอกว่าถูกกว่าเมืองไทยอยู่พอควร
โดยเฉพาะใครสนใจรถ super car หรือรถ high end บ้านเรา อย่าง mini cooper, beetle, Lexus ก็สามารถมา fulfill ความฝันได้ที่นี่ ด้วยราคาที่ถูกกว่า

แต่ถามว่ามาถอย mini หรือ Beetle ที่นี่มันถูกโคตรๆ มั้ย
สำหรับเรา (ซึ่ง on budget) ก็ขอตอบว่า ไม่ได้ถูกขนาดน๊านนนน

หลักการพื้นฐานคือ ยิ่งซื้อรถแพงเท่าไหร่ ราคาส่วนต่างก็จะถูกลงมาก เมื่อเทียบกับราคาที่เมืองไทยเท่านั้น

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ

รถ Toyota Yaris  ซึ่งจัดเป็นรถขนาด compact ของที่นี่ (คือเล็กสุดๆ)

บ้านเรา มือหนึ่งราคาเริ่มต้นที่ห้าแสนกว่าๆ จ่ายจริงก็ประมาณหกแสน
อเมริกา (อ้างอิงจาก Atlanta) จะเริ่มต้นที่ $16,XXX หรือเกือบห้าแสน ซึ่งเวลาซื้อจริงต้องบวกภาษีเข้าไปอีกเกือบ 10%

เทียบกับรถขนาดใหญ่ขึ้นหน่อย

Toyota Prius  ที่เมืองไทยเริ่มต้นที่ 1,190,000 ล้านเศษๆ
ที่อเมริกา เริ่มต้นที่ $24,XXX- $26,XXX  หรือประมาณเจ็ดแสนฝ่าๆ ตีซะว่าแปดแสนเท่านั้น

โดยความแตกต่างของราคารถที่อเมริกา นอกจากจะเรื่องของยี่ห้อ และปีที่ผลิตแล้ว
ยังต้องคำนึงด้วย ว่าซื้อจากรัฐไหน เพราะว่า ภาษีขาย (sales tax) จะไม่เท่ากัน
รถที่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ซื้อจากคนละรัฐราคาก็อาจต่างกันเป็นหมื่นได้เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า การซื้อรถขนาดเล็กนั้น แทบจะไม่ต่างกับการซื้อที่เมืองไทยเลย  ส่วนการที่ตัดสินใจซื้อรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็จะทำให้รู้สึกว่าได้ของถูกกว่าเมืองไทยมากๆ
ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะเรื่องภาษีนำเข้าของรถนั่นเอง

การซื้อรถใหม่นั่นง่ายแสนง่าย เพียงแค่พอมีไอเดียว่าอยากได้รถอะไร เช่น Honda Civic, Toyota Camry  อาศัยอยู่ที่เมืองไหน ก็จัดการหาออนไลน์ ให้ dealer แต่ละที่ quote ราคาแข่งกัน เลือกเอาที่ถูกที่สุด จ่ายเงินก็ได้รถมา

สามารถฟันธงให้ได้เลยว่า

ถ้าคุณมีเงินสดติดตัวมากกว่า $15,000 คุณก็สามารถถอยรถใหม่มือ 1 ขนาดเล็กมาเป็นของตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น Nissan Versa Sedan ซึ่งราคารวมหมดแล้วประมาณ หมื่นห้าพัน(USD) นิดๆ 

(อันนี้พูดถึงการซื้อรถด้วยเงินสดของพวกเราที่ไม่มีเครดิตในอเมริกา และไม่สามารถผ่อน Finance ได้นะ)

ข้อดีของรถมือ 1 ก็อย่างที่ทุกคนรู้

  มีประกันศูนย์ตามระยะเวลา เช่น 3 ปี 50,000 miles 
  ปัญหาเรื่องอะไหล่ เครื่องยนต์ เก่าเก็บก็ลืมไปได้เลย
  ปัญหาเรื่องมีผีอีเม้ย หรือมีประวัติอะไรตุกติกมาก่อนก็ไม่ต้องคิด
  หอมใหม่ สบายใจ งานเอกสารก็จัดการโดยคนขายทั้งหมด

ข้อเสีย
   ข้อเสียหลักเลยคือ "ราคาตก" อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า แค่วันแรกที่ขับรถออกมาจากศูนย์ราคาก็ตกไปสองพันแล้ว!!!  เพราะฉะนั้น ให้ทำใจเรื่องราคาขายต่อได้เลย ว่าตกลงจากเดิมอย่างต่ำ ยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์หลังการใช้ 3-6 เดือนแน่นอน
    
   อีกข้อเสียนึงก็คือ ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีเงินสดติดตัว มีงบประมาณจำกัด
สำหรับกะเหรี่ยงชาวต่างชาติแล้วนั้น ต้อง "จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง" เท่านั้นจ้า

เพราะฉะนั้น ก็ขอสรุปให้ง่ายๆเลยคือ

ถ้ามีงบต่ำกว่า $15,000 หรือสี่แสนกว่าบาท "ไม่สามารถซื้อรถมือหนึ่งได้!!!" 

จากเพื่อนๆในกรุ๊ปสี่สิบคน มีคนที่ถอยรถใหม่เลย เท่าที่รู้ก็แค่สองคนเท่านั้น

โดยทั้งสองคนนั้น ถอย Nissan Versa แบบสี่ประตูคนนึง แล้วก็ห้าประตู (ซึ่งราคาที่ถามมาก็ $15-$16,000 นั่นเอง)

ส่วนเราจัดเป็นพวกที่สองคือ มีเงินติดตัวมาไม่ถึง $10,000 ด้วยซ้ำ!!!

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือกซื้อรถ "มือสอง" ซึ่งที่นี่เรียกให้เพราะจับใจว่า "Pre own car"  นั่นเอง (อย่าเรียกรถใช้แล้ว หรือ used car นะ คนซื้อแอบเคือง 555)

การหาซื้อรถมือสอง แบ่งได้หลักๆ เป็นสองแบบ

1) ซื้อจาก dealer คือพวกเต๊นรถที่โชว์ทั่วไป ก็จะมี subset แบ่งเป็น
     1.1) ซื้อมาขายไป คือการที่เราแวะไปดู ชอบใจคันไหน ตกลงราคากัน จ่ายเงินแล้วก็เอารถไป ไม่มีภาระผูกพันอะไรในแง่ของการดูแลหลังการขาย สิ่งที่ dealer ทำให้ก็คือ พวกเดินเรื่องเอกสารจดทะเบียนให้ 
      ข้อดี คือ รถก็เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง บาง dealer ก็จะมีประกันแบบรับซ่อมให้ถ้ามีปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่นหนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน)  + มีรถให้เลือกหลากหลาย เห็นรถได้จริงๆ หลายๆ คัน ไปดูเปรียบเทียบกับ dealer หลายๆที่ กันจนตาลายเลยทีเดียว
     ข้อเสีย คือ ต้องจ่าย Sales tax เพราะ dealer พวกนี้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วราคาก็มักจะแพงกว่าราคาที่ซื้อโดยตรงจากเจ้าของนั่นเอง

   1.2) Certified pre-own car หรือ รถมือสองแบบมีประกัน  มันมีระบบนี้เกิดขึ้น ก็เพราะคนอเมริกาส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญญาซื้อรถใหม่กันทุกคน แล้วก็ไม่ทุกคนที่อยากแบบรับความเสี่ยงจากการซื้อรถที่ไม่มีประกันอะไรเลย 

จุดขายของ certified car ก็คือ เป็นรถที่ค่อนข้างใหม่ อาจยังอยู่ในประกันศูนย์ หรือใกล้หมดแต่มีการต่อประกัน Dealer ก็จะจัดการให้ทุกอย่าง แถมรถที่เราซื้อก็เหมือนว่าออกมาจากศูนย์ เกือบใหม่กิ๊กนั่นเอง

ข้อดี  มั่นใจหายห่วงเรื่องเครื่องดับ เครื่องเสีย โดนย้อมแมว เพราะ Dealer ก็มีหลักฐานให้ทุกอย่าง ว่ารถได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดสุดๆ ถ้าเสียก็สามารถส่งซ่อมได้เหมือนรถใหม่ทั่วไป  ส่วนใหญ่ก็เป็นรถค่อนข้าวใหม่ไม่เกิน 5 ปี สภาพใหม่ ถึงใหม่มาก จำนวนไมล์วิ่งก็ต่ำ (ไม่เกินแสน) 
เรียกว่า ถ้าไม่อยากได้รถใหม่เอี่ยม แต่ยังลังเลเรื่องเครื่องยนต์อยู่นั้น Certified car ก็จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ข้อเสีย
จะบอกไว้เลยว่า แพง!!! Certified car หลายๆ คันที่เราดูมา แพงกว่าซื้อรถใหม่ซะอีก!!!
ถามว่าเป็นไปได้ไง??? ก็เพราะเรื่องการประกันหลังการขายเนี่ยแหละ

ซื้อรถมือหนึ่งจากศูนย์ อาจจะประกันสามปี หรือถึงจำนวนไมล์ที่กำหนด
แต่ถ้าซื้อ Ceritified นอกจากประกันศูนย์ (ถ้ายังเหลือ) บางทียังต่อออกไปอีก 2-5 ปีด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ราคาที่แพงก็เพื่อซื้อความอุ่นใจ สำหรับคนที่หวาดผวาเรื่อง breakdown หลังผ่านการใช้งานหลายๆปีแล้วนั่นเอง

สำหรับเรา (โดยส่วนตัว) ไม่เห็นด้วยกับการซื้อ Certified car เลย เพราะเราถือว่า ถ้ามีตังเพิ่มอีกนิดก็สามารถซื้อรถเล็กมือหนึ่งได้แล้ว

แต่ถามว่ามีเพื่อนซื้อมั้ย ก็มี มีเพื่อนสิงคโปร์คนนึง ซื้อ Ceritified BMW ราคาประมาณ $23,000 ซึ่งเป็นรถมือสองไมล์ต่ำ แต่ประกันหลังการขายให้อีกสามปี

ถ้าเป็นเรา $23,000 เราเอาไปซื้อ Honda Civic Hybrid ราคาคือๆ กันแต่มือหนึ่งแล้วอะ

การตัดสินใจก็เลยแล้วแต่คนอะนะ ถ้ามีแบรนด์ที่ชอบในใจอะไรก็ฉุดไม่อยู่ :p

2) ซื้อจากเจ้าของโดยตรง

 สำหรับเราก็มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเต๊นรถประมาณห้าหกที่ได้
ทุกอย่างก็ดูดีหมดอะแหละ แต่เราติดที่ "Budget" หรืองบประมาณอย่างเดียวเลย

เราตั้งงบไว้ระหว่าง $7000- $10,000 เท่ากับเงินสดในกระเป๋าที่ติดตัวมา
dealer ก็เสนอมาหลายคันที่ราคาอยู่ในงบแหละ แต่ติดตรงที่ รถส่วนใหญ่ในงบนี้จะ "เก่ามาก ถึงมากที่สุด!!"

เก่าขนาดไหน?  ก็ปี 1998- 2002 เกือบสิบปีแล้วทั้งนั้น
ไมล์มากขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็ 130,000- 150,000 ขึ้นทั้งนั้น

เราก็เลยคิดว่า ไม่ไหวอะ เสี่ยงเกินไป กับชีวิตออดิทสาวที่ต้องขับรถเดือนนึงเป็นพันไมล์ เราเลยเหลือทางเลือกสุดท้ายทางเลือกเดียวคือ "ซื้อโดยตรงจากเจ้าของ"

2) Private car owner
อันนี้ก็ตรงไปตรงมา คือซื้อจากเจ้าของรถโดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่าง dealer นั่นเอง

ข้อดี ชัดๆจากการที่จะซื้อจากเจ้าของโดยตรงก็คือ "ราคา"
ราคาถูกกว่าอย่างต่ำก็พันสองพันเลยทีเดียว ไม่ต้องจ่าย sales tax เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนมือกัน ดูเหมือนทุกอย่างจะงามแงะโลกสดใสใช่มั้ย  แต่ความจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น

ข้อเสีย 
- ไม่ได้มียี่ห้อ รุ่นรถ หรือปี รถมาให้เลือกอย่างใจอยาก  รถที่มาก็ต่างๆกันไป บางคันปีใหม่ๆ แต่วิ่งมาเยอะ บางคันเก่ามาก แต่ไมล์ต่ำ เลือกสี เลือกเบาะก็ไม่ได้

- ย้อมแมวมารึเปล่า?  เราไม่มีทางรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เจ้าของต้องการขายเพราะอะไร
บางคนร้อนเงิน บางคนบอกว่าอยากขายเพราะอยากได้รถที่ใหญ่ขึ้น
ร้ายๆก็คือ ขโมยมาแล้วรีบขาย รถชนคนตายมาแล้วก็เลยขาย หรือรถเคยผ่านการซ่อม หรือมีเรื่องที่จะต้องซ่อมก็เลยขาย  ไอ้เรื่องงามๆ พวกนี้ก็คงไม่เอามาบอกเวลาประกาศขายกันหรอก จริงมะ?  เพราะฉะนั้น การซื้อรถจากเจ้าของเนี่ย ก็ต้องรับความเสี่ยงเรื่องพวกนี้ไปตรงๆเลย

- ไม่มีการเดินเอกสารให้ ขั้นตอนการเปลี่ยนมือรถ การลงทะเบียน จะไม่มีใครทำให้
เจ้าของรถถือว่า เอาเงินมาให้ เอารถ แล้วก็เอาสมุดทะเบียนไป ที่เหลือผู้ซื้อต้องจัดการเองทั้งหมด ถ้าใครคิดว่าไม่มีเวลา ไม่อยาก ไม่กล้าทำ การซื้อจากคนธรรมดา ให้ตัดทิ้งไปเลย

แต่ถามว่าขั้นตอนพวกนี้ยุ่งยากมั้ย ก็พอควร แต่ไม่อยากเกินกว่าจะศึกษาเรียนรู้
อย่างเราก็เริ่ม research จากอากู๋นั่นแหละ ว่าซื้อรถมาแล้วต้องทำยังไงบ้าง มันก็ต้องใช้เวลา ไม่ได้เป็นบะหมี่สำเร็จรูปแบบการซื้อจากเต๊นรถแน่นอน

พอดูๆ แล้ว ข้อดีของการซื้อรถจากเจ้าของ ก็ดูเหมือนมีแค่เรื่อง "ของถูก" เท่านั้น
แต่มันก็เป็นข้อดี ที่ match กับข้อจำกัดของเรา เราเลยเลือกมาทางนี้

ประสบการณ์หารถมือสอง

เราเริ่มต้นหารถมือสองจากหลายๆเวบไซต์ ที่แนะนำก็มี


รถที่เข้าตาก็มีอยู่หลายคัน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักๆมีสองอย่าง
1)  รถดีมักไปเร็ว  รถไหนที่เจ้าของประกาศขาย แล้วราคาดี ถูกกว่าตลาดพอควร ก็มักจะมีคนติดต่อไปเยอะมาก แป๊ปเดียวขายได้ปิดกระทู้แระ :(
  เราเจอรถดีราคาถูกแบบนี้หลายคันมาก  แต่เป็นคนตัดสินใจช้า และไม่ค่อยมีเวลาติดตาม (เนื่องจากไปทำงานตจว) กว่าจะโทร กว่าจะนัด เจ้าของก็ขายปิดงานไปแล้ว
เจอแบบนี้กับ Honda Civic มาเกือบห้าคัน !!!  ขอบอกว่า ตลาด Honda Civic ที่นี่ฮอตมากๆ

2) รถที่ยังอยู่ ก็แปลว่าไม่ดี??  ถ้ารถไหนที่ประกาศขายแต่ยังไม่ไปซักที ก็ให้ตั้งสมมติฐานแรกเลยคือ ขายแพงเกินราคา คือเจ้าของตั้งราคาตามใจฉันไม่ดูตาม้าตาเรือ

หรือถ้าราคาดีโคตรรร ก็ให้สรุปได้เลย ว่าประวัติฉาวโฉ่แน่นอน!!

เราเจอประมาณ 2-3 คัน ตัดสินใจว่าจะไปลองขับ ติดต่อเจ้าของแล้ว แต่พอเช็คประวัติ เคยผ่านอุบัติเหตุ total loss แล้วมา rebuilt ใหม่ทั้งนั้น :( 

หรือบางคันก็ถูกใจ แต่ว่าเจ้าของรถอยู่ไกลมากๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยง กลัวถ่อไปตั้งไกลไม่ได้รถสมใจก็คงเสียเวลา

คีย์หลักของการซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดาเลยคือ VIN

VIN หรือ Vehicle Identification Number ก็เหมือนบัตรประชาชน แต่เป็นของรถนั่นเอง รถทุกคนของอเมริกาจะมี VIN ที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเคยเอาไปชน เคยโดนขโมย เข้าศูนย์ซ่อมที่มีการรายงานเข้าระบบ ก็จะมีประวัติติดตัวไว้เรียกดูได้ตลอด

ถ้าเกิดสนใจรถของคนไหนแล้ว ก็ให้ขอ VIN จากเจ้าของมาได้เลย

ถ้าเจ้าของยอมให้ VIN ก็ให้วางใจได้ระดับหนึ่ง ว่ายอมให้เช็คประวัติ

วางใจได้ แต่อย่าไว้ใจ เพราะหลายๆครั้ง ก็อาจเจอเจ้าของจงใจย้อมแมว (เราเจอมาสองครั้ง)  เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารถจะดูดี ราคาดึงดูดใจขนาดไหน อย่าตัดสินใจอะไรจนกว่าจะ "เช็ค VIN" เป็นอันขาด

การเช็ค VIN เราขอบอก tips เล็ก ๆว่า
ให้ไปที่ https://www.nicb.org/theft_and_fraud_awareness/vincheck  เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นก่อน
เวบนี้เป็นเวบที่เอาไว้เช็คง่ายๆ และฟรี ว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุจนเกิด total loss แล้วหรือไม่ และเป็นรถที่ถูกแจ้งความหายหรือไม่

อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สามารถใช้กรองรถมากมายที่โพสต์ไว้ตามเนต ให้ลดจำนวนลงมา

ต่อจากนั้น โทรไปคุยกับเจ้าของรถ สอบถามเล็กน้อย ถ้าตัดสินใจว่าอยากได้คันนี้ล่ะ!
ก็ถึงเวลาเสียเงินเช็คประวัติจริงๆแล้ว

เวบยอดฮิตเลยคือ http://www.carfax.com/ 

  • 1 CARFAX Report for $34.99
  • SAVE! Add 4 more Reports for only $10 ($44.99)


แต่เราว่ามันยังแพงไปหน่อย เลยหนีไปใช้ http://www.instavin.com/
ที่ราคาถูกกว่ามาก คือ report ละ $6.99  และมีโปรโมชั่น ซื้อสองรีพอร์ทแถมหนึ่งรีพอร์ทด้วย เลยซื้อหารกับเพื่อนอีกคน (งกโคตรๆ)

ถามว่า report ที่ได้ต่างกันมั้ย
เราคิดเอาเองว่าด้วยราคาที่ต่างขนาดนี้ ที่ Carfax คงจะละเอียดกว่าอะแหละ
แต่ report ที่ได้จาก instavin ก็ไม่ขี้เหร่นะ คือมีประวัติรถให้พอควร ว่าเคยไปทำอะไรมาบ้าง เจ้าของจดทะเบียนที่ไหน ใช้มาแล้วกี่ปี ก็พอใช้ได้เลย
เราเลยคิดว่าจาก instavin ก็น่าจะพอแล้วอะนะ ^_^"

ต่อจากนั้น ถ้า VIN โอเค ก็เดินหน้านัดเวลากับเจ้าของรถได้เลย ว่าจะเอารถไป test drive ดู นัดสถานที่กัน

แล้วก็เอารถไปลองขับ (test drive) วิธีการเช็คเบื้องต้นก็หา google ได้เลยว่าต้องดูอะไรบ้าง

ถ้าพอใจโดนส่วนตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เอาไปให้ mechanic อู่รถที่ไหนก็ได้เช็คสภาพดู (ก็จะมีแพคเกจ หรือลองถามอู่ทั่วๆไปก็ได้ ว่าขอให้เช็คสภาพรถก่อนซื้อ หรือเรียกว่า Pre-purchase check up เท่าไหร่ โดยทั่วไปก็ราคา $50-$99 แล้วแต่ความละเอียดของการเช็ค )
เพราะฉะนั้น การเอาไปให้อู่รถเช็คก็จะทำให้รู้ว่า รถคันนี้ที่เราจะเป็นเจ้าของในอนาคต มันมีอะไรต้องเปลี่ยน มีอะไรพังบ้าง ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจสุดท้ายว่า จะซื้อดีมั้ย หรือถ้ามีอะไรต้องซ่อม อาจให้ช่างตีราคา เพื่อเอาไปต่อราคากับเจ้าของ หรือถ้าเลวร้ายจริงๆ การเสียเงินเช็ครถก่อนก็ยังปลอดภัยกว่าการเสียเงินสดทั้งก้อนแล้วได้รถกากๆมานั่นเอง

อย่างที่บอกว่า ความอันตรายของการซื้อรถจากเจ้าของคือ จ่ายสด ซื้อแล้วซื้อเลย ต่างคนต่างไป เรียกร้องอะไรกันไม่ได้อีก

ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ การต้องเสียเวลาดูรถ เสียเงินเอาไปให้ช่างเช็ค หลายๆครั้ง คิดไปคิดมาอาจไม่คุ้มก็ได้

เพราะฉะนั้น จึงแนะนำว่า ให้หาเพื่อนที่พอรู้เรื่องรถช่วยดูให้บ้างตั้งแต่ต้นดีกว่า
การที่จะถึงขั้นนัดเจ้าของเอาไปขับนั้น เรียกได้ว่าเป็นขั้นท้ายสุดๆ ของการซื้อรถแล้วก็ว่าได้

มันมีข้อที่ต้องระวัง มีสิ่งที่ต้องศึกษามาก แต่ในขณะเดียวกันราคาที่ได้มาก็มักจะ "ว้าววว" และนำความภาคภูมิใจมาให้เจ้าของรถ pre own อย่างเราๆ ได้เสมอ :)

ขอแนะนำให้รู้จัก "คุโระบุตะ" และ tips เกี่ยวการซื้อรถมือสอง (1)

ใช้ชีวิตอยู่ที่มาสองเดือนแล้ว

ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ข่าวดีคือ ตอนนี้ก็มีรถเป็นของตัวเองซักที

ไปรับ "คุโระบุตะ" (ชื่อที่พี่บีมตั้งให้) เมื่อวันที่ 15 ตุลา ช้ากว่ากำหนดไป 1 อาทิตย์

อันที่จริงคือจะไปรับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 ตุลา (วันจันทร์) แต่อนิจจัง พอจะถอนเงินไปจ่ายตังเจ้าของรถ ธนาคารดันติดวันหยุด Columbus ซึ่งเป็นวันหยุดงงๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่หยุด แต่ธนาคารหยุด ก็เลยเป็นอันว่าไม่มีตัง ของไม่มาว่างั้น

บวกกับที่เราต้องไปทำงานที่ Columbus อีกทั้งอาทิตย์ ก็เลยบอกอู่ไปว่าจะมารับอีกทีวันเสาร์ถัดไปเลยแล้วกัน

คุโระบุตะ (หรือน้องดำ) เป็นรถ Honda Accord LX 2.4 ปี 2004 มือสองจากใครก็ไม่รู้

ประวัติรถ: เมื่อเช็ค VIN (ซื้อจาก instavin.com) แล้วก็ใสสะอาดในแง่ที่ว่าไม่เคยเป็น total loss (พวกชนจนไม่เหลือชิ้นดี) หรือโดนขโมยมาก่อน 

>>>อ่านเรื่องเกี่ยวกับ VIN ได้ที่ note ด้านท้ายนะจ๊ะ :)

ต่อๆ น้องคุโระบุตะผ่านมือชายมาแล้วสองมือ โดยบ้านเกิดน้องดำนั้น อยู่ที่ Alabama พอเรารับมา เดี๋ยวก็จะเอามาแปลงเป็นสัญชาติ Georgia 

เจ้าของอู่ ชื่อ Vong เป็นคนเวียดนามที่อยู่ Atlanta มาสิบกว่าปีแล้วล่ะ พี่คนไทยที่เอารถมาซ่อมกับ Vong ประจำก็เลยแนะนำว่า Vong มีรถไว้ขาย

อาชีพหลักจริงๆของ Vong ก็คือทำ Auto part พวกปะโป๊ว เปลี่ยนน้ำมัน ซ่อมรถ
อาชีพเสริมก็คือร่วมกับพรรคพวก ไปหารถที่มันพอไหว แต่อาจบุบ อาจเก่า หรืออะไร แล้วเอามาโมใหม่โดยใช้ฝีมือ และแรงงานของตัวเอง แล้วก็ขายต่อเอากำไรส่วนต่าง

อย่างตอนที่เราไปทัวร์สต๊อกของ Vong (ก็มีไม่กี่คันอะนะ) เห็นมี BMW 2010 ใหม่มากๆ แต่ที่เศร้าคือ เจ้าของเอาไปชนหน้าเละ Vong ก็ซื้อมา เอามาเคาะให้เหมือนใหม่ แล้วก็ขายต่อนั่นเอง

เราไม่รู้ว่า น้องดำ ก่อนหน้านี้เป็นไงหรอกนะ แต่เค้าบอกว่า เป็นรถประมูลมาจาก Florida (เป็นแหล่งประมูลรถมือสอง) แล้วเค้าก็เอามาทำใหม่

Vong บอกว่าเค้าเปลี่ยนและลงทุนไปหลายอย่าง เพิ่งเปลี่ยนยาง เปลี่ยนแบต เปลี่ยนน้ำมัน และอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จขนาดไหนอะนะ แต่วันที่ไปเอารถ เค้าก็เปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนให้ใหม่ แล้วก็ใส่ลายรถแถบข้างๆให้ด้วย ^_^"

มาดูรูป คุณน้องคุโระบุตะ รถคันใหม่ของเรา (เก่าของคนอื่น) กัน

 ตอนได้มาใหม่กิ๊ง เพราะเจ้าของอู่เอาไปล้างให้ก่อนส่งรถ

จุดพึงกังวลของน้องดำก็คือ High mileage คือรอบบินสูงแล้วนั่นเอง ณ วันที่เรารับรถ ก็ได้เลขสวยที่ 111,111 ไมล์ (ประมาณ 170,xxx กิโล) พอดิบพอดี เลยแชะรูปเก็บไว้




สภาพภายนอกใหม่ดี มีจุดที่สีจางๆบนหลังคานิดหน่อย นอกนั้นดูใหม่มาก

ส่วนสภาพภายในก็มีร่องรอยพวกคราบน้ำ คราบฝุ่น
เข็มขัดนิรภัยฝั่งคนขับยานๆ หน่อย (แบบไม่ค่อยดูดกลับเข้าที่เวลาไม่ใช้งาน)

กลิ่นเลมอนเล็กน้อย เพราะ Vong เอาที่ดูดกลิ่นมาใส่ไว้

มาถึงจุดนี้ ทุกคนคนนึกในใจ ตั้งคำถามกันแล้วชิมิ ว่า "รถเก่าไปป่าวอะ"????

เราก็แอบคิดอยู่เหมือนกันอะแหละ แต่ตั้งแต่รับมา วันอาทิต์รุ่งขึ้นก็จัดการลองเครื่อง ขับประมาณ 260 ไมล์รวดเพื่อมาออกจ๊อบที่ Alabama เลย ปรากฎว่าทุกอย่างก็ยังโอเคดี แอร์เย็น heater ก็ทำงาน ไม่มีรอยรั่วตรงไหน และประหยัดน้ำมันพอควร

ช่วงแรกๆ จนถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าไว้ใจอะนะ การซื้อรถสองมันจะไปอุ่นใจเหมือนรถมือหนึ่งได้ยังไง

ถึงซื้อจากการแนะนำจากคนรู้จัก แต่เจ้าของก็ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหาย จะไปวางใจทั้งหมดก็ใช่ที่ ส่วนหนึ่งก็ต้องขับอย่างระวัง แล้วก็ต้องคอยดูแลรถเบื้องต้นด้วย

เพราะฉะนั้น จะขอเล่า tips ในการเลือกซื้อรถมือสอง และประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อรถของเราในอเมริกาแล้วกันนะ

ติดตามตอนสองได้ 

Wednesday, October 12, 2011

AT&T Worst of the WORST experience

คำเตือน BLOG นี้ ใครไม่ชอบตัวหนังสือ และเบื่อคนขี้บ่น ให้ปิดหน้าต่างไปได้เลย!!



 ก่อนคุณพี่ Steve Jobs จะลาจากโลกนี้ไป วันที่ 4 ตุลา วันอังคารสายๆ iPhone4S แทนที่จะเป็น iPhone 5 ก็ได้ถูกแนะนำตัวเข้าสู่วงการ 

ไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายนอกจากนัง Siri ที่บอกว่าจะมาเป็นเลขาส่วนตัว

>>>(นึกในใจว่า ณ จุดนี้มันคงสั่งได้แต่ภาษาอังกฤษ แล้วนัง Siri มันจะฟังสำเนียงตรูออกมั้ยเนี่ย)

มีกล้อง 8 เมกะพิกเซล
>>> ได้ข่าวว่า Nokia มีมานานชาติเศษ

เร็วขึ้นแรงขึ้น
>>> จะเอาไปแข่งรถรึไงฮะ

มากับ IOS5 + iCloud
>>> ที่แมร่ง ต้องเสียตังรายเดือนเพิ่ม...

คุยไปคุยมา เจ๊ก็ เข้าไปคลิ๊กสั่งงงงง!!!!! สิริรวมเวลาประมวลผลแล้วประมาณ 3 วัน
สั่ง online ไปเมื่อศุกร์กลางคืน หลังจากที่คำนวณ Breakeven แล้วว่าน่าจะคุ้มล่ะน่า

เพราะว่าคุณชายใกล้ตัวนั้นเป็นญาติสนิทกับ Steve Jobs เมื่อชาติก่อนรึไงนะ ผูกพันกับผลิตภัณฑ์ Apple เหลือเกิน ... คุณชายเห็นดีด้วย ก็เอาวะ (แถมเชียร์ให้สอย 64GB แบบ MAX อีกแน่ะ)

เพราะว่าคุณชายจะมาเยี่ยมช่วงเดือนธันวา ก็น่าจะโอเค ถ้าให้เฮียแกกลับไป unlock แล้วแลกกับ iPhone4 ของเฮียก่อน

เพราะว่า บริษัทเรามีส่วนลดพิเศษกับ AT&T (จริงๆก็มีกับ Verizon + Sprint ด้วยอะนะ) และ เราติด Internet ของ ATT ถ้าสมัครเป็น Bundle คือหลายบริการรวมกัน ก็จะลดค่าเนตอีกเดือนละ $5

สรุปรวมแล้ว ก็เลยสั่งไป iPhone 4S 64GB White = $399 + tax
ติดสัญญาสองปี

เป็นโปรพนักงาน เลยได้ส่วนลด 25%
จาก $29.99 บวก $5 off เหลือ $24 กว่าๆ
Data plan 2GB $18

สรุปต้องเป็นทาสมือถือรายเดือนเดือนละ สี่สิบกว่าเหรียญ จากเดิมที่จ่ายเดือนละ $30 ก็พอทำใจได้ >__<

สี่วันผ่านไป จากที่คาดว่ามันน่าจะเตรียม ship แล้ว
และเราน่าจะเป็นหนึ่งในมนุษย์ยุคแรกที่ได้มันมาครอบครอง กระหยิ่มในใจ (นิดๆ)

แล้วแม่มมมมม มีเมลมา บอกว่าออเดอร์มีปัญหา ฝากเบอร์ไว้ให้โทรกลับไปหามัน (ไม่โทรมาหาตรูซึ่งเป็นลูกค้าเลยซักนิด)

Attempt 1-- online chat คุยๆซะดิบดี สุดท้ายมันบอกว่า เราเป็นลูกค้าองค์กร มันให้บริการไม่ได้
ให้โทรหาเบอร์ XXX ซึ่งเป็นเบอร์บริการลูกค้าองค์กร

Attempt 2-- โทรหาเบอร์ที่ให้มา โทรติด แต่โดนมันตัดสาย ก่อนตัด อี Auto oper ก็บอว่า "Due to (our) technical problem, please call back again" ตู๊ด ตู๊ด

Attempt 3-- เป็นเหมือนเดิม เลิกละ (แรก ๆ กะว่าจะเปลี่ยนโปรซักกะหน่อย)

Attempt 4-- เมื่อคืน ก็พยามโทรหา รอสายนานเหมือนเดิม

Attempt 5-- เมื่อสายๆ วันนี้ รอไป 58 นาที ยังไม่ได้ต่อไปหา operator

Attempt 6 -- ขาดผึง เมื่อรอไปชั่วโมงกว่าๆ operator รับแล้วบอกว่า ออเดอร์เรามีปัญหาเพราะ Credit Bureau (สถาบันที่ไว้เช็คเครดิตของลูกค้า) ไม่สามารถหาเบอร์ Social Security เราในระบบได้

Whatttt!! มันจะเป็นไปได้ไงอะ เราก็บอกไปว่าเราเป็นลูกค้า AT&T ซึ่งผ่านเครดิตเช็คมาแล้วนะ

แล้วเราก็ใช้บัตรเครดิต กินเงินเดือนที่นี่ เรามีข้อมูล report ในเครดิตบูโรอยู่แล้ว

พนักงานช่วยเหลือมากกกกกก (เสียดสี)  ให้เบอร์ติดต่อ Credit Bureau พูดประมาณว่าให้ไปโทรเองแล้ววกัน เพราะเค้าเองก็ไม่รู้เรือ่งเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ในระบบมันบอกแค่ว่าไม่สามารถตรวจสอบเครดิตได้  ซึ่งเป็นคนละกรณีกับตรวจแล้วแต่ไม่มีเครดิต

เราถามไปว่า แล้วถ้าโทรไปหาเครดิตเคลียร์ได้แล้ว ต้องโทรกลับมาบอกใหม่ใช่มั้ย
เพราะถ้าไม่ verify  ว่าเรียบร้อย ออเดอร์ก็จะถูกยกเลิกในเจ็ดวัน

เรา: ต้องรอสายอีกชั่วโมงนึงใช่มั้ย
พนักงาน: ก็ใช่ เพราะว่าคนโทรมาเยอะมากสสสส
เรา: มีเบอร์ต่อตรงมั้ย จะได้บอกว่าเคลียร์แล้ว
พนักงาน: ไม่มีเบอร์ตรง เพราะว่า อี เครดิตบูโร นั้นเป็น 3rd party
เรา: (นึกในใจ) แล้วตอนที่โทรถามว่าเรามีปัญหาอะไรนี่โทรหาใคร (ฟระ)
พนักงาน: มีอะไรให้ช่วยอีกมั้ยคะะะ
เรา:ช่วยยกเลิกออเดอร์ไปเลยคร่าาาาา 
กรูทนไม่ไหวแล้วววววว
ไม่เคยรอสายใครนานเป็นชั่วโมงขนาดนี้
ไม่เคยเจออะไรที่ไหน ที่ไม่โทรหาลูกค้า แม้แต่ให้เบอร์ให้อะไรติดต่อไว้แล้วก็ไม่โทร

ยกเลิกแล้ว ก็ตะหงิดๆ ในใจ โทรไปหาเครดิตบูโรตามเบอร์ที่ให้มา

ปรากฎมันเป็นระบบ Auto ที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่วันติดต่อ operator ที่เป็นมนุษย์ได้
ก็เลยทุ้มอยู่ในใจ ดีแล้วที่ยกเลิกกับมันไปซะ พอกันที่ online order

ตกเย็นเลิกงาน ไม่ลดละ

แวะไป AT&T shop ร้านตัวเป็นๆ ที่ Columbus ใกล้ๆ ลูกค้า
เนื่องจากมีเพื่อนสิงคโปร์อีกคนบอกว่า เค้าก็มีปัญหากับการสั่งออนไลน์เลยไปสั่งที่ร้านแทน

เจอพนักงานหน้าเอเชีย แต่เป็นคนอเมริกันชื่อ Alfred บริการดีเชียว
เราโดนเช็คเครดิตบูโร โดยมีให้ต่อสายตอบคำถาม Security นิดหน่อยแค่สองคำถาม

สิบกว่านาทีเรียบร้อยยยยยย

เลยได้เปลี่ยน plan และเปลี่ยน order จาก 64 เป็น 32GB เพราะคิดไปคิดมา เราว่ามันเกินจำเป็น
เดี๋ยวใช้ iCloud ก็น่าจะประหยัดพื้นที่ได้ (คิดว่าคุณชายจะสมัครเสียตังแหงมๆ)

ข้อดีก็คือ ไม่ต้องไปหงุดหงิดกับการรอสายนานๆแบบนั้นแล้ว
แถมโปรพนักงานก็ได้เหมือนกันทุกอย่างด้วย

แต่ข้อเสียก็คือ จะได้ช้ากว่า ถ้าสั่งออนไลน์จะได้ 14 นี้แล้ว ส่วนเราต้องรอไปอีก 2-3 อาทิตย์

ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร

ข้อคิดของวันนี้ 

  • ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า (โดยเฉพาะที่ AT&T)
  • ระบบ auto call center ของอเมริกาเป็นที่เลื่องลือมาก ว่าหงุดหงิด น่ารำคาญ วนเป็นลูป จิ้มไปจิ้มมา กลับมาเมนเมนูเหมือนเดิม -"-
  • ซื้อของออนไลน์ก็ไม่ได้ดีกว่าการไป shop จริงๆ เสมอไป


  • ถึงไม่พอใจในบริการขนาดไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกเป็นลูกค้า (นี่คือ low bargaining power ตามหลัก marketing สินะ)
  • ถึงไม่เคยอยากได้อะไร แต่เห็นแก่ความประหยัดเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เสียตังก้อนใหญ่เป็นหมื่นได้ (เรียกว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย)
  • สั่งอะไรไปแล้วก็ยกเลิกได้เสมอ
  • คุณสามารถรอสายนานเป็นชั่วโมงได้ แค่ทำงานไปด้วย และเปิดลำโพงทิ้งไว้
  • คนเราโง่ได้ และอดทนได้มากกว่าที่คิด -_-
เราเป็นต้น!!!! อร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก

Residence Inn Marriott @ Columbus, Georgia

อย่างที่บอกว่า ชีิวิต Audit ที่นี่ดีอย่างคือเรื่องโรงแรม
มากับรถ Ford Focus คู่ใจ
เลือกได้เองว่าอยากพักที่ไหน เครืออะไร (แล้วแต่ว่าใครเป็นลูกค้าสะสมแต้มเจ้าไหน) หลักๆก็มีเครือ Marriott กับเครือ Hilton แต่ดูเหมือนหมู่มิตรสหายจะฮิต Marriott มากกว่า ส่วนตัวเราเองก็ชอบ Marriott เหมือนกัน

ใครที่ออก ตจว นอนค้างอ้างแรมบ่อยๆ ก็จะได้เป็น Platinum member กัน ข้อดีก็คือ จะได้สิทธิพิเศษห้องไม่เคยเต็ม จองเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น และได้ของดีที่สุดเสมอ ดีอะะะะ ตอนนี้ก็กำลังไต่เต้าอยู่อะนะ

อย่างวันนี้เป็นคืนสุดท้ายที่มาออกจ๊อบที่นี่ที่ Columbus, Georgia เป็นสัปดาหร์ที่สี่พอดี

สัปดาหร์แรก พักที่ Holiday Inn  http://www.toffee-in-usa.com/2011/09/columbus-georgia.html
week 2 + week 3 พักที่ Marriott Columbus  http://www.toffee-in-usa.com/2011/10/blog-post.html

ส่วนอาทิตย์นี้จริงๆ ก็จองไว้ที่ Marriott ที่เดิม แต่ห้องดันเต็มคืนนี้คืนเดียว เพราะว่าเป็นช่วงวันรับปริญญาของที่นี่ พ่อแม่พี่น้องก็มากันเต็มไปหมดตามประสาอะนะ ก็เลยต้องจรลีหาโรงแรมในเครือ

search ดูก็มีในเครือหลายแห่ง แต่ในเมื่อเลือกได้ก็เอาที่ราคาแพงที่สุดแล้วกัน

ราคาเต็มแพงรองลงมาจาก Marriott ที่ปกติคืนละ $189-219
ส่วนที่ Residence Inn Marriott หล่นลงมาเหลือคืนละ $139-$159

แต่ Corporate rate หลังลดแล้ว Residence Inn กลับแพงกว่า คือเหลือคืนละ $114

ระยะทางก็แอบห่างไกลจากลูกค้า ประมาณสิบโลนิดๆ แต่มี GPS ก็ขับงมๆไป

ปรากฎว่า บร๊ะเจ้า!! เพิ่งเจอของดีเมื่อสาย

อยู่ในแหล่งที่ Prime มากๆ คือเดินข้ามถนนไปมีห้างใหญ่ๆเลย มี Sears, Bed Bath and Beyond, Barnes and Nobles, and etc T_T

มาถึงก็สามทุ่มแล้วอะ เพราะมัวแต่ไปสั่ง iphone4s ที่ shop อยู่
(เรื่องบ่นเกี่ยวกับ iPhone ติดตามได้ตอนต่อไป)

ก็เลยได้แต่เช็คอิน และเก็บรูปในห้องมาให้ดูกัน

วันนี้ห้องที่ได้ ขอเค้าว่าอยู่ชั้น G เพราะอยู่แค่คืนเดียว ขี้เกียจอะไรมากมาย

เค้าเลยบอกว่ามีแต่ห้องสำหรับคนพิการนะ เราก็ ตกใจนิดๆ แต่ พนง ต้อนรับก็บอกว่าไม่มีอะไรแตกต่าง แค่ห้องน้ำจะใหญ่กว่าปกติหน่อยเท่านั้นเอง เราก็โอเค


 เปิดมาต้อนรับแขกด้วย set ขาประจำ มี popcorn ยี่ห้อ Residence Inn กับกาแฟ

ห้องครัวแบบ Fully equipped มีหม้อไห ช้อนส้อมพร้อม
เฟอร์ทุกชิ้นจะเตี้ยกว่าปกติ เพราะว่าเป็นห้องสำหรับคนพิการ


ชุดล้างจานชอบมากๆๆๆ (แฮ๊บกลับเรียบร้อย)


Sofa Bed สำหรับแขกสี่คน (เพื่อ???)

ห้องน้ำใหญ่โต กว้างขวางกว่าห้องนอนอีกนิ


ดีมากๆ ที่ออกแบบไว้ให้สะดวกกับคนพิการ ทุกอย่างมีหูจับที่แข็งแรง เพื่อให้คนพิการช่วยเหลือตัวเองได้


แม้แต่ตู้เสื้อผ้าก็จะเตี้ยลงมาตามด้วย (ดีซะอีก ไม่ต้องเอื้อม)

 ห้องน้ำใหญ่แล้ว เตียงเลยเล็กลงหน่อย วันนี้ได้ Queen bed
 มุมรับแขกจากอีกด้าน

อีกมุมของห้องครัว


ให้มาดูเป็นน้ำจิ้ม

ในที่สุดก็ค้นพบแหละ ว่าชอบ โรงแรมเครือ Residence Inn มากที่สุด ยิ่งอยู่นานๆ ทำกับข้าวกินเองได้นี่เยี่ยมไปเล้ยยยย

อาทิตย์หน้าจะย้ายไปที่  Courtyard Marriott ที่ Decatur, Alabama

ขับข้ามรัฐ ข้ามเป็นร้อยเมืองเลยทีเดียว แล้วมาดูกัน :)

Thursday, October 6, 2011

สามอาทิตย์กับชีวิต audit ตัวน้อยๆ

เย้ๆ พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์แว้วววว  T G I (Thanks God It's Friday)!!!!


ตรากตรำทำงาน labor มาทั้งอาทิตย์ ได้ยินแว่วๆ ว่าอาทิตย์หน้าจะมีสิ่งที่กระตุ้นรอยหยักให้ทำบ้าง (จิงปะ)

เดี๋ยวก็จะขับรถกลับ Atlanta แล้ว

ตื่นเต้นทุกทีที่เปิดห้องอะ กลัวเจอลูกปีเตอร์ตายเกลื่อน ไม่ก็คลานกันยั้วเยี้ยบนผ้าห่ม

ถ้าเป็นงั้นคงช็อคตายคาที่ และขึ้นอืดแบบไม่มีใครรู้อะนะ -_-"

ช่วงนี้น้ำมันลงไงไม่รู้ ปกติที่ Columbus น้ำมันก็ถูกกว่าที่ Atlanta อยู่แล้ว
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ Atlanta $3.49/ gallon  พอขับมาที่ Columbus เหลือ $3.23 ก็ตาลีตาเหลือกรีบเติม

พอสี่วันผ่านไป วันนี้เหลือ $3.13 แล้ว ไม่มีถังให้เติมง่าาา

Ford Focus ที่ขับอยู่ก็จุดได้ไม่เยอะเท่าไหร่ เติมเต็มถังสุดๆก็สามสิบกว่าเหรียญเท่านั้นเอง
แต่ก็นะ เพื่อนรักที่อยู่ร่วมเรียงเคียงบ่ามาจะเดือนนึง เดี๋ยวก็มีอันต้องจากกันเพราะครบตาม policy  ที่ให้รถเช่าหนึ่งเดือนแล้ว T_T คงคิดถึงมันนิดส์นึง

คืนนี้กลับไปก็ไปลุ้นกัน ว่า internet ที่สมัครไว้ โมเด็มที่สั่งออนไลน์ไว้ จะมาส่งรึเปล่า
ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอะนะ กลับไปก็ดึกแล้วคงไม่ค่อยมีเวลามาก แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยซักทีก็น่าจะดี

สุดสัปดาห์นี้จะต้องหารถ และซื้อรถให้ได้ (อย่างบ้าคลั่ง!!)

ตอนนี้เล็งไว้สามคัน
คันแรก เป็นพี่คนไทยที่ Atlanta แนะนำรถอู่ เป็น Honda Accord ปี 2004 ราคา 7,500
คันที่สอง เป็นของดีลเลอร์ Honda Civic 2003 ราคา 6,900
คันที่สาม เป็นของดีลเลอร์  Honda Civic 2004 ราคา 6,900 เท่ากัน

ทั้งสามคันก็ประมาณแสนไมล์แล้วแหละ เป็นทางเลือกเท่าที่มีอะนะ เพราะไม่อยากซื้อรถใหม่ที่ราคาประมาณ 15,000 (เท่าตัวเลยนี่นา) หรือรถมือสองที่ราคาหมื่นนิดๆ มันก็กระไรอยู่ แบบว่าอีกนิดก็ซื้อรถใหม่ได้แล้ว ก็คิดวนไปวนมา สุดท้ายเลยยังหาที่ถูกใจ (และถูกเงิน) ไม่ได้ซักที

หวังว่าจะมีโชคกับ 1 ในสามคันนี้ละกัน เพี้ยงงงงง

อัพเดทเท่านี้ กลับบ้านดีก่าาาา เย้ๆๆๆๆๆ

Wednesday, October 5, 2011

ชีวิตออดิทที่อเมริกา ก็มีมุมที่หรูบ้างไรบ้าง

จากที่เคยเล่าว่า มาออกจ๊อบต่างจังหวัด

คำว่าต่างจังหวัดที่หมายถึง ก็เพราะว่าตัว office เราอยู่ที่ Atlanta ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ
การออกนอกเมืองก็คือต่างจังหวัดล่ะนะ มาทำงานที่ Columbus ซึ่งเคยพูดถึงไว้ที่

ฉันมาทำอะไรที่นี่? ที่ Columbus, Georgia
http://www.toffee-in-usa.com/2011/09/columbus-georgia.html

วีคแรกยังไม่ประสีประสา เลยพักที่ Holiday Inn ไป
ส่วนวีคถัดๆมาเริ่มประสาแระ ก็เลยอัพชั้น

ได้มาพักที่ Columbus Marriott ซึ่งเป็นโรงแรม tier 4 รองจากระดับ Ritz Calton และเป็นโรงแรมที่ไฮโซที่สุดในเมืองโคลัมบัสเลยเชียว (แต่โคลัมบัสก็เป็นเมืองธรรมด๊าธรรมดาอะนะ)

บล๊อคนี้ก็เลยขอเบรกอารมณ์อันอ่อนไหวด้วยรูปโรงแรมแล้วกัน

ประวัติโรงแรม (มีประวัติด้วยเว้ยย)

แต่เดิม โรงแรมนี้เคยเป็นโรงงานทอฝ้ายหรือสำลี (มั้ยนะ)  มันคือ Cotton mill ตั้งแต่ปี 1861
พอมาทำเป็นโรงแรมก็ทำการ renovate ก่ออิฐขึ้นมาโดยคงสภาพ และการตกแต่งแบบ convention ไว้ ลักษณะในโรงแรมเลยจะเป็นอิฐสีแดง ยุคเก่าๆนิดนึง ไม่ได้เป็นแนว Modern เหมือน Marriott ในเมืองนั่นเอง

โดยตัวตึกที่เราอยู่มีทั้งหมด 6 ชั้น ชั้น 5-6 เรียกว่าเป็นชั้น VIP เนื่องจากต้องจ่ายแพงกว่า ไม่ก็ไว้สำหรับ Marriott member ที่เป็น silver ขึ้นไปเท่านั้น

สำหรับวีคแรก เราได้อยู่ชั้น 6 จัดเป็นแขก VIP เนื่องจากเราเป็น Silver Elite member ของ Marriott (ซึ่งได้มาจากการพักและสะสม 10 คืนเท่านั้นอะนะ)

ห้องนอนก็แอบเจ้าหญิงนิดๆ หมอนครบเซทเลย มีทั้งหมอนอิง หมอนข้าง หมอนหนุน
ห้องนอน King size
โต๊ะทำงาน มีน้ำเปล่าให้หนึ่งขวด ถังน้ำแข็ง นอกนั้นก็มีตู้เย็น(เปล่า)ไว้ให้


Sofa ก็จัดว่าสบายดี เหยียดแข้งเหยียดขาปรับนอนได้

ห้องน้ำ counter top เป็นหินอ่อน ไม่ชอบตรงที่ sink มันเล็ก และเตี้ยมาก
ดีที่มีกระจกส่องสิวให้ด้วย
 มีกาแฟ กับไดร์เป่าผมให้ตามสไตล์ Marriott เค้าล่ะ
 สิ่งที่คิดว่าหรูขึ้นมานิด ก็คือ Amenities ของ Bath and Body Works ที่มาในแพคเกจที่ทำให้แตกต่างออกไป เป็นคนละแบรนด์กับของเครือ Residence Inn

ที่มีให้มีทั้งหมด ห้าขวด ได้แก่ แชมพู ครีมนวด เจลอาบน้ำ โลชั่น และน้ำยาบ้วนปาก
อุปกรณ์ข้างเคียง มี สำลี คอตต้อนบัด ผ้าขัดรองเท้า และหมวกอาบน้ำ
 ส่วนเครื่องดื่มที่มีให้ คือ  Black tea, Camomile tea น้ำตาล ครีม sweetener กาแฟ ทั้งแบบธรรมดา และดีแคฟ แก้วกระดาษ พร้อมฝาทูโกสองใบ

 จบจากห้องนอน ก็ไปดูห้อง VIP Conceirge Lounge กันบ้าง
อย่างที่บอกว่าความพิเศษ VIP  ของชนชั้น 5-6 คือ สามารถเข้า VIP Lounge ได้
Lounger นี้มีอะไรบ้าง?

-มี Busniness center เป็นของตัวเอง แยกจากของโรงแรม สามารถมาเล่นเนต แสกน ปริ๊นงานได้เลย ส่วนกลางของโรงเป็นเครื่อง Mac ให้สองเครื่อง
- มีหนังสือพิมพ์หลากหลายให้อ่านฟรี อย่างพวก New York Times, Wallstreet Journal และนิตยสาร Forbies
- เด็ดสุด คือมีอาหารและเครื่องดื่ม
   อาหารเช้า เป็นบุฟเฟ่ต์  ไลน์เล็กๆ มี 4-6 อย่าง
   ออเดิร์ฟช่วงเย็น คือไม่ถึงขั้นเป็น full meal แต่ก็อิ่มได้ อย่างพวก อกไก่อบ กับสลัด
   มี full bar ซึ่งเสิร์ฟไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (แต่ต้องจ่ายตังเพิ่ม)
   ขนมรอบดึก วันละ 1 อย่าง ที่เคยกินก็มีพวก Chocolate Fudge Cake, Tiramisu, Brownie

- มีแม่บ้านประจำ ไว้คอยตอบคำถาม คุย เก็บจานชามให้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องทิป
ห้องก็ไม่ได้ใหญ่อะไร จุดได้ประมาณยี่สิบคน


เสริ์ฟ Starubucks + Tazo tea ตลอดวัน

มี business center เป็นของตัวเอง 


จากนั้นก็พาลงมาดูที่ลอบบี้ และลักษณะการตกแต่งโดยรวม

ตรงนี้เป็นโถงหน้าลิฟต์ ตกแต่งได้อบอุ่นเหมือนในบ้าน (คฤหาสน์) มากๆ

หลังคาเป็นแบบโปร่ง รับแสงตอนกลางวันได้ เห็นฟ้าใสๆ ของโคลัมบัสแล้วน่านอนจัง

มีเปียนโนผี (ที่มันกดเล่นได้เองอะ) แล้วก็โซฟาให้นั่งรอได้


Coffee Shop ของโรงแรม จริงๆ ข้างในเป็น Starbucks น่ารักมากกก ดูอบอุ่นสุดๆ

 
 ส่วนอันนี้เป็นทางเข้าบาร์ และห้องอาหารของโรงแรม สำหรับอาหารมื้อเช้า (ถ้าไม่ใช้ Conceirge lounge)
 ทางเดินในล็อบบี้

 เดินออกมาดูบรรยากาศตึกรอบๆ


ใกล้ๆ โรงแรมเป็นรางรถไฟ จะได้เสียงหวูดๆ ทุกคืน (เสียงคลาสสิคมาก)

 ตึกตรงข้ามโรงแรมก็หน้าตาคล้ายๆกันคือใช้อิฐแดง

 สระว่ายน้ำอยู่ส่วนปีกข้างๆโรงแรม ไม่ค่อยมีคนว่ายเพราะอากาศเย็นมากทีเดียว


 สนนราคา ปกติอยู่ที่คืนละ $184++ สำหรับห้องธรรมดา
และ  $194++ สำหรับห้อง VIP ชั้น 5-6

จริงๆ ราคาก็ไม่ค่อยต่างกันมากอะนะ ก็เลยดูเหมือนว่าทุกคนจะได้อยู่ชั้น 5-6 กัน

ส่วนเรทที่ออฟฟิศเราจ่ายคือ $109++  ถูกลงเกือบครึ่ง เนื่องจากลูกค้าที่มาพักที่โรงแรมนี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าของบริษัทที่เรามาตรวจสอบนั่นเอง

ถามว่าแพงโคตรมั้ย ก็ไม่ได้แบบหรูหราขนาดนั้น

แต่ถามว่ามันเพี้ยนจากวิถีออดิทมั้ย  ถ้าเทียบกับโรงแรมที่เราได้พักในเมืองไทยก็ต่างกันมากเลยทีเดียว -_-"

ที่เมืองไทยส่วนใหญ่ก็จะได้นอนโรงแรมแบบที่พอนอนได้ บางทีก็เหมือนบ้านพักคนงาน service apartment เท่านั้น

ถ้าไม่ได้ออกจ๊อบโรงแรมที่จะได้มีโอกาสนอนหรูๆ ตามที่ลูกค้าจะมีให้แล้ว
ก็แทบไม่มีโอกาสได้นอนโรงแรมแบบที่อยู่ในเครือ Hilton, Marriott, Holiday Inn เลยก็ว่าได้

ชีวิตออดิทที่นี่มันช่างได้คุณภาพจริงๆ >_<

นอกจากได้พักฟรีๆ แล้ว ยังสะสมแต้มได้อีก

เนี่ยล่ะ ข้อดีของการออกจ๊อบต่างจังหวัดที่นี่!!


Driving License อะไรกันนักกันหนา (วะ)

ตั้งแต่โตมา ขับรถก็จะสิบปีแระ ตอนทำใบขับขี่ที่เมืองไทย ที่เค้าว่ายาก และต้องยัด
กับเราก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้น ก็เป็นไปตามขั้นตามตอน

มาอยู่นี่
มีเพื่อนๆ หลายคนไปสอบใบขับขี่ของแต่ละรัฐแล้วเอามาแชร์กัน ก็ทำให้รู้สึกว่าก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่นา
(หมายเหตุ ที่นี่ ถ้าอยู่รัฐไหนก็ต้องทำใบขับขี่รัฐนั้น เพราะจะมีผลกับการซื้อรถ ทำภาษี ส่วนใบขับขี่สากลที่ทำจากเมืองไทยนั้น จริงๆ ก็ใช้ได้ แต่ไม่นับว่าเป็น resident ถ้าตำรวจขอตรวจบางคนก็จะไม่ยอม)

แต่กับเรา ซับซ้อน วุ่นวาย หงุดหงิด เศร้าซึมโคตรๆ

เหตุการณ์เริ่มจากวันเสาร์ที่ผ่านมา

DDS (คือกรมขนส่งที่ Georgia เรียกกัน) เปิดถึงเที่ยงครึ่ง เป้าหมายของวันคือ อยากสอบข้อเขียนให้จบๆไป ไม่ได้กะว่าจะสอบ road test ให้เสร็จในวันเดียวหรอกนะ เพราะรู้ว่าต้องโทรนัดล่วงหน้า ขับรถไปประมาณ 20 นาทีถึง DDS ประมาณ 11 โมง คนหลามมมมาก

DDS ที่เราไปไม่ได้อยู่ใน Atlanta (ที่เป็นเมืองหลวง) แต่อยู่ที่ Decatur ซึ่งเป็นเมืองติดๆกัน ประมาณสมุทรปราการ หรือ ปทุมว่างั้น

ข้อดีก็คือ ตั้งอยู่ในห้าง หาง่าย ดูเก๋ๆ
ข้อเสียก็คือ คนเยอะเชียวว แล้วมีแต่คนดำ ดำ ดำ แล้วก็เม็กซิกัน พนักงานก็หน้าหงิกโคตร

เราก็ทำทุกอย่างตามคิว เตรียมเอกสารไปพร้อมเพรียง ก็มี
1) Passport + I94
2) Proof of Resident เราใช้ insurance policy เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งใน Georgia
3) Social Security card เป็นสิ่งจำเป็นในการพิสูจน์ความีตัวตนของคนอเมริกา (เหมือนบัตรประชาชน)

พนักงานใจดีบอกว่า เรามาเร็วน่าจะสอบข้อเขียน และสอบขับได้ในวันเดียว
เย้ ดีใจ

คุณพี่เคาน์เตอร์แรกบอกว่าเรียบร้อยแล้วจ้า รอเรียกชื่อที่เคาน์เตอร์หนึ่งได้เลย
เราก็แบ๊ว เดินไปเคาน์เตอร์หนึ่ง

อีเจ๊ช่อง 1 ถามกวนบาทาว่า: "เรียกชื่อแล้วเหรอถึงมา? (แปลเป็นไทยให้แล้วอะนะ)
อีฟี่: แบ๊วกลับ อุ๊ย ขอโทษค่าาา 
แล้วก็เดินตัวลีบกลับไปนั่งรอที่เก้าอี้อย่างจดจ่อ

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง จ้องหน้าจอที่เรียก ก็ไม่มีเรียกเราซักที ก็ยังเบาใจเห็นรอบๆมีคนนั่งรอหนาแน่นเกินร้อย ก็คิดว่าน่าจะเหมือนบ้านเราที่รอเป็นวัน

อะไม่เป็นไร เจ๊ชิลๆ วันนี้

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง หันไปอีกที เหลือไม่ถึงสิบแล้วฮึ้ย 

ก็เลยตาลีตาเหลือกไปหาป้าช่อง 1

อีฟี่: ลืมเรียกชื่อหนูป่าวอะ จ้องจอมันเป็นชั่วโมงไม่เห็นมีเบอร์ขึ้นเลย
ป้าช่อง 1: ทำหน้าตาเบื่อหน่าย บอกว่า เรียกแล้วไม่มานิ ชื่อผ่านไปนานชาติเศษแล้ว!!!

กรี๊สสส มารู้ทีหลัง แมร่งเรียกชื่อด้วยปากเปล่า
เรานั่งก็ไกล (เพราะไปนั่งตรงมอนิเตอร์เรียกเบอร์)
อีป้า ก็เป็นคนดำ สำเนียงเหลาเหย่
อีฟี่ ก็เป็นคนเอเชีย ฟังอังกฤษไม่ค่อยออก

สรุป ผ่าน 12.30 ไปอย่างเศร้าๆ

ป้าช่องสองใจดีบอกว่า อะ อะ งั้นไปสอบข้อเขียนละกัน ไหนๆ คอมก็เปิดอยู่

แต่ๆๆๆ คอมมีอยู่ สิบกว่าเครื่อง เครื่องดีๆ ก็เกือบทุกเครื่อง (ที่นี่สอบข้อเขียนใช้คอมพิวเตอร์จิ้มๆ คลิ๊กๆอะนะ)

 ป้าช่องสองกลั่นแกล้งต่างด้าว ให้ไปประจำเครื่องที่คอมเสีย!!! แล้วป้าก็ให้ทำข้อสอบกระดาษ ตอบ A B C กับดินสอไม้หนึ่งแท่ง

หันมองคนรอบตัว ก็นั่งจิ้มๆ ในคอมกันหมด กรูโดนกลั่นแกล้งงงง T____T
ก็ก้มหน้ารับไป เพราะโวยวายไปมันจำหน้าได้ เดี๋ยวสอบขับครั้งหน้าให้คะแนนยากอีก

ข้อสอบก็มีสองชุด เป็นข้อสอบเกี่ยวกับการใช้ถนน 20 ข้อ (เป็นภาษาอังกฤษล้วน แล้วมี choice A B C ให้) ส่วนชุดที่สองเป็นข้อสอบ Road sign ประมาณ 30 ข้อ มีรูปมาให้ แล้วให้ choice A B C ว่าป้ายนี้หมายความว่าอะไร

ทำเสร็จ ป้าช่องสองก็เอาไปตรวจแบบแมนนวลเหมือนครูสมัยประถม กลับมาพร้อมกับคะแนน 75% สำหรับชุดแรก และ 95% สำหรับชุดสอง สรุปก็คือสอบผ่าน (ที่นี่จะผ่านต้องได้ 75% ขึ้นไปทั้งสองชุด)

ป้าก็ไปปรึกษาหัวหน้าป้าอีกที ว่าอีกะเหรี่ยงนี่มันไม่มาตามที่เรียกทำให้พลาดสอบไปชั่วโมงนึงจะทำไง หัวหน้าป้าก็บอกว่าวันนี้สอบขับไม่ได้แระ ให้กลับมาชาติ เอ้ย อาทิตย์หน้า เราก็บอกป้าๆ ไปว่า เราจะไปต่างจังหวัด (Columbus) ไปสอบที่นั่นได้มั้ย
ป้าๆ  บอกว่าสอบได้เลย ไปที่ counter แล้วบอกว่ามาสอบ road test ข้อมูลทั้งหมดของยูจะอยู่ในนั้น

วันเสาร์นั้นก็กลับบ้านด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยก็สอบข้อเขียนผ่านแล้วล่ะน๊าาา

วันอังคารถัดมา ก็โทรไปจองสอบขับทางโทรศัพท์

เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าไม่มีเลข permit (เหมือนใบขับขี่ชั่วคราว) จะไม่สามารถจองออนไลน์ได้... แปลว่าอะไรรรรร แปลว่าอีป้าที่ขนส่งวันนั้นไม่ได้ออกใบ Permit ให้ เจ้าหน้าที่ที่จองเลยบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้นอกจากไป walk in รอสอบเอา

วันพุธ ก็เลยแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า เพื่อไปให้ทันก่อนเข้างาน บอกเพื่อนไว้ว่าจะมาสายหน่อย ก็ออกจากโรงแรมประมาณ 7.30 GPS บอกว่าแค่ 20 นาทีก็ถึง DDS ที่โคลัมบัส

ถึงที่หมาย 8.01 AM อ่าววว ทำไมไม่เห็นมีอะไรที่หน้าตาเหมือน DDS เลย

ปรากฎว่า ใส่ที่อยู่ DDS ใน GPS ผิด!!! ดันใส่ชื่อเมืองเป็นชื่อถนน สถานที่จริงอยู่ห่างไปอีกเกือบ 8 ไมล์ เลยต้องขับย้อนกลับมา (อันนี้ซวยเพราะโง่ และสะเพร่า)

ถึง DDS (จริงๆ) ตอน 8.20 ได้ เข้าคิวนู่นนี่ก็ดูจะราบรื่น เพราะคนน้อยกว่าที่ Atlanta มากๆๆๆ
ยื่นเอกสารเสร็จเค้าก็บอกว่าให้นั่งรอสอบ  Road Test ได้เล้ยย

ก็นั่งรอไป คิดว่าไม่น่าจะนานเพราะว่าคนน้อยมากๆๆ แล้วคนที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่ คงไม่ค่อยมีใครมาสอบ road test หรอก

รอไปอีก "หนึ่งชั่วโมง" จนเกือบสิบโมง ไม่ไหวละ เลยไปถามเคาน์เตอร์ เค้าคุยกันแล้วบอกว่า ก็ยู Walkin มาอะ ก็ต้องรอว่า คนที่โทรจองไม่มา ถึงจะให้เสียบได้!!!

กรี๊ดดดดด แล้วไม่บอกตรูตั้งแต่เมื่อชั่วโมงที่แล้วว่าต้องรอเก้าอี้ดนตรี???

เจ้าหน้าที่ยังทำใจดี บอกว่าไม่ถึงทั้งวันหรอก แค่ต้องรอจนเบรก หรือรอคนยกเลิกนัด ซึ่งบางทีคนที่นัดไว้ก็อาจจะไม่มาซะงั้นก็ได้

เฮ้ยย  รอไม่ไหวมั้งง ไม่รู้จะเมื่อไหร่ ถ้านัดไว้แล้วมาหมดทุกคนก็รอเก้ออะดิ

ไม่ไหวแระ เลยทำเรื่องขอ permit จ่ายไปสิบบาท ($10) แล้วก็ให้จองสอบไว้ ได้วันพฤหัสตอน 9 โมง (ต้องโดดงานอีกแล้วตรู)

ขับรถกลับมาถึงที่ทำงานตอน 10.30

เพื่อนหันมาหา ถามกันใหญ่ว่าเป็นไง

บอกไปว่าไม่ผ่าน ไม่ผ่านเพราะยังไม่ได้แม้แต่จะลงสอบเลยเหอะ

เพื่อนก็ขำๆกัน (ประมาณสามวิ) แล้วต่างคนก็ต่างหันไปทำงานของตัวเองต่อไป

เป็นอีกวันที่เฟลลลล อย่างแรว๊งส์ส์ส์ -_-